Oriental World

มวยปล้ำไทยคืออะไร?

เมื่อนึกถึงศิลปะป้องกันตัวด้วยมือเปล่าในประเทศไทย สิ่งแรกที่จะนึกถึงคือ "มวยไทย" ในมวยไทยก็ยังมีมวยสกุลต่างๆ ตามขนบของครูอาจารย์ท้องที่ต่างๆ แม่ไม้ ลูกไม้จึงต่างกันไป (ดังโวหารว่า "หมัดหนักโคราช ฉลาดลพบุรี ท่าดีไชยา ไวกว่าท่าเสา") แต่โดยรวมแล้ว ดูออกว่าเป็นมวยไทย

สมัยก่อน มวยไทยไม่ได้เรียกแบบนี้ แต่เรียกว่า "มวย" เท่านั้น คำวา มวยมีผู้ตีความไว้ 2 ทางคือ

1. หมายถึงมวยผม อันเป็นมงคลบนกระหม่อม ปัจจุบันแทนที่ด้วยมงคลครอบศีรษะ

2. หมายถึง หนึ่ง ในภาษาเขมร แต่ความหมายนี้ไม่ชัดเจนว่าควรจะหมายถึงอะไร หนึ่งในเวที?หรือหนึ่งทางตันตระ?

มวยไม่ใช่แค่กีฬา แต่เป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่ง มีดนตรีประโคม มีการไหว้ครู มีการเสกอาคม และอาบว่านยา ทำกฤติยาคมต่างๆ และปฏิบัติตามพิชัยสงคราม มวยจึงเหมือนสนามรบย่อมๆ ของนักสู้ปัจเจกชน เฉกเช่น ยุทธการใหญ่ๆ ของนักสู้รวมหมู่

แต่มวยไม่ใช่มีแค่มวยชก แต่ยังมีมวยปล้ำด้วย มิหนำซ้ำยังปรากฏในตำรับตำรามากมาย เพียงแต่ทุกวันนี้
ดูเหมือนมวยปล้ำไทยจะสาบสูญไปหมดแล้ว


ภาพการชกมวยในสยาม ถ่ายไว้เมื่อราวปี 1900 ที่มาของภาพ : ไม่ทราบผู้ถ่าย

มวยปล้ำไทยคืออะไร? นี่เป็นปริศนาที่ข้าพเจ้าสงสัยมานาน เพราะหาคำตอบเท่าไหร่ก็ไม่มีผู้ให้ความกระจ่างได้ เนื่องจากสูญไปนานแล้ว จะเหลือก็แต่เพียงหลักฐานอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ กล่าวคือในกฎมณเฑียรบาล พ.ศ. 1901 ก็ระบุว่า มี "มวย (ชก)" และ "ปล้ำ" แยกกันต่างหากชัดเจน

ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ก็ระบุไว้ว่า "พระเจ้าเสือทรงปลอมแปลงพระองค์เป็นชาวบ้านสามัญออกไปเล่นมวยปล้ำกับชาวเมืองวิเศษไชยชาญ" จากหลักฐานข้อนี้จะเห็นได้ 2 ประเด็นคือ มีกีฬาที่ชื่อว่า มวยปล้ำ และพระเจ้าเสือทรงมวยปล้้ำมิใช่มวยชกอย่างที่ละครพันท้ายนรสิงห์มักนำมาแสดงกัน (นอกจากนี้ พระราชโอรสของพระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
พระพันฑูรน้อย ก็ทรงเชี่ยวชาญในมวยปล้ำเช่นกัน)

เมื่อคืนก่อนนั่งอ่านตำราของอาจารย์เทพ สาริกบุตรถึงตอน "หัวใจพระวินัย" คือ "อา ปา มะ จุ อะ" พบว่ามีฝอยวิธีใช้หัวใจบทนี้น่าสนใจอยู่ฝอยหนึ่ง ท่านว่า

“ถ้าจะเล่นมวยให้เสกแป้ง 7 ทีแล้วทาหน้าผากเขาชกมามิถูกมิแตกเลย เสกน้ำมันงูเหลือมทา เขาชกมิถูกเลย"

“ถ้าจะเล่นมวยปล้ำ ให้เสกหมากกิน 7 ทีเขาปล้ำกับเรา เราชนะเขาแล"

จะเห็นได้ว่าแม้แต่ตำราคาถาอาคมโบราณก็จำแนกกีฬา 2 ประเภทนี้ไว้ต่างกัน ลักษณะการเล่นก็ต่างกัน คือ ฝ่ายแรกนั้นเข้าชก อีกฝ่ายเข้าปล้ำ


ภาพท่ารัดคอของมวยปล้ำเขมรโบราณ สลักไว้ที่ปราสาทหิน ไม่ทราบสถานที่ ที่มาของภาพ : Thunder n lightning / wikipedia.org

บางท่านว่า มวยปล้ำไทย ได้สืบทอดมาทางมวยไทยนี่เอง จะเห็นได้จากการเข้าปล้ำกัน หรือการคลุกวงใน แต่ข้าพเจ้าไม่เชื่อเช่นนั้น เพราะการเข้าปล้ำในมวยไทยเป็นการหวังแทงเข่า แล้วเหวี่ยงให้เสียจังหวะ ไม่ใช่เป็นการกดหลังนาบลงกับพื้นตามกติกามวยปล้ำทั่วไป

ข้าพเจ้าเชื่อว่า หากจะดูว่ามวยปล้ำไทยโบราณเล่นกันอย่างไร คงต้องหวนกับไปดูที่เมืองเขมร

มวยปล้ำเขมรบัดนี้ยังอยู่ดีมีสุขไม่ได้สูญหาย เรียกกันว่า "จำบาบ" ว่ากันว่ามีมาตั้งแต่สมัยเมืองพระนคร กระบวนพิธีมีลักษณะคล้ายมวยชก คือมีโทน 2 ตัวตีประโคม ก่อนจะเล่นกันมีการรำไหว้ครู แต่กระบวนเล่นต่างกับมวยชก คือ แบ่งออกเป็น 3 ยก ใครได้ 2 ยกก่อนชนะไป วิธีการล้มคู่แข่งคือให้หลังติดพื้น

จำบาบ เป็นชื่อเฉพาะ (ចំបាប់) บางครั้งเรียกว่า โบกจำบาบ (បោកចំបាប់) คำว่า โบก (បោក) แปลว่า ทุบตีหรือจับเหวี่ยง

เช่นเดียวกับมวยปล้ำไทย จำบาบก็มีที่มาคลุมเครือ ผู้ก่อตั้งสมาพันธ์มวยปล้ำกัมพูชา หรือ WFC บอกกับหนังสือพิมพ์ Phnom penh Post ว่า จำบาบแต่เดิมเรียกว่า มัลลอยุทธ์ คิดค้นขึ้นโดยพราหมณ์ชื่อ ติมู
ในสมัยเจนละ ปี ค.ศ. 788 พอพ้นสมัยเจนละแล้วก็พัฒนามาเป็นจำบาบ


ภาพท่าเกี่ยวขาล็อกคู่ต่อสู้ ภาพการรบระหว่างทหารเขมรกับทหารจาม ที่ปราสาทบายน 
ที่มาของภาพ : Thunder n lightning / wikipedia.org


แต่คำอธิบายนี้ไม่มีที่มาที่ไป มีเข้าเค้าอย่างเดียวคือคำว่า มัลลอยุทธ์ ซึ่งมาจากคำว่า มัลละยุทธ์ เป็นกีฬามวยปล้ำในแถบอินเดียใต้ คำว่า มัลละ หมายถึง นักมวย (ทั้งปล้ำและชก) ส่วนยุทธ แปลว่าการต่อสู้
กล่าวกันว่ามีมานานแต่ยุคมหาภารตะ บางข้อมูลกล่าวว่า พระสิทะตถะมหาโพธิสัตว์ หรือพระโคดมพุทธเจ้า ก็ทรงเชี่ยวชาญในมัลละยุทธ์

ในเมื่ออาณาจักรโบราณแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รับวัฒนธรรมจากอินเดีย จึงน่าจะรับเอาสันทนาการ-ศิลปะการต่อสู้จากอินเดียมาด้วย และหลงเหลืออยู่ในรูปของจำบาบ ส่วนมวยปล้ำไทยไม่เหลือแล้ว

เมื่อลองดูแล้วท่วงท่าคล้ายกับมวยไทยโบราณก่อนการถูกบังคับให้สวมนวม คือผู้เล่นแสดงท่าปัดป่าย
ร่ายรำมือ คอยหาจังหวะเข้าปล้ำ หากเป็นมวยไทยก็คือหาจังหวะเข้ากอดคลุก ระหว่างนั้นก็แสดง
ลูกล่อลูกชน ตามชั้นเชิงผู้เล่น ดูมวยปล้ำเขมรแล้ว เชื่อว่ามวยปล้ำไทยโบราณคงจะเหมือนกันเช่นนี้