Oriental World

พระราชวังต้องห้าม ข้ามพ้นเงื้อมมือเรดการ์ดมาได้อย่างไร?

สิบปีแห่งการปฏิวัติวัฒนธรรม สิบปีแห่งความคลุ้มคลั่ง
ยุวชนเรดการ์ดประกาศ “พิฆาตสี่เก่า 破四旧” อันได้แก่
ความคิดเก่า, วัฒนธรรมเก่า, ประเพณีเก่า, และนิสัยเก่า
旧思想、旧文化、旧风俗、旧习惯


ศูนย์กลางแห่งการก่อเกิดปฏิวัติวัฒนธรรมอยู่ที่ปักกิ่ง กำเนิดยุวชนเรดการ์ดก็เริ่มต้นขึ้นที่ปักกิ่ง
แล้วพระราชวังต้องห้ามหรือกู้กง ที่ตั้งอยู่ใจกลางปักกิ่งจะรอดพ้นการถูกทำลายได้หรือ?


ภาพการ์ตูนล้อเลียนว่าเผิงเจินเป็นสถาปนิกกำลังสร้างพระราชวังให้ฮ่องเต้หลิวเซ่าฉี ที่มาของภาพ

พระราชวังต้องห้าม สัญลักษณ์แห่งการปกครองระบอบกษัตริย์ ที่ก่อตั้งมายาวนานนับตั้งแต่
สมัยราชวงศ์หมิง ราชวงศ์ชิง มีฮ่องเต้ประทับอยู่รวมกันทั้งสิ้น 24 พระองค์ เต็มไปด้วยโบราณสถาน
โบราณวัตถุอันประเมินค่ามิได้ แม้จะร้างเจ้าของ ไร้ฮ่องเต้ แต่ก็ถูกเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์พระราชวังโบราณให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1925 ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีคนมาเยี่ยมชมถึงแปดหมื่นคนต่อวัน

จะมีใครรู้ไหมว่า พระราชวังต้องห้ามแห่งนี้ เกือบจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็นกัน!

เพราะนับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศสู่สาธารณรัฐประชาชนจีน ใน ค.ศ. 1949 และตัดสินใจใช้ปักกิ่งเป็นเมืองหลวง

“ความมีอยู่” ของพระราชวังต้องห้ามแห่งนี้ก็เริ่มเป็นที่ถกเถียง

เหลียงซือเฉิง 梁思成 (สถาปนิก ทายาทนักคิดนักเขียนคนสำคัญเหลียงฉี่เชา) เคยเสนอกับทางพรรคให้ขยับไปสร้างเมืองใหม่ทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงปักกิ่ง แล้วให้อนุรักษ์เขตเมืองเก่าเอาไว้ ทว่า
ข้อเสนอของเขาไม่ได้รับการเหลียวแล เหมาเจ๋อตงและพรรคต้องการสร้างจีนใหม่ขึ้นมา ณ ใจกลางกรุงปักกิ่งนี่เอง สถาปัตยกรรมขนาดใหญ่สไตล์โซเวียตผุดขึ้น กำแพงเมืองและประตูเมืองชั้นในรวมถึงซุ้มประตูโบราณที่งดงามถูกรื้อถอนเพื่อสร้างทาง ขยายถนน เทียนอันเหมินถูกทุบขยายให้กว้างใหญ่มุ่งหวังให้
เทียมเท่าจัตุรัสแดงที่มอสโคว์

พระราชวังต้องห้ามถูกมองเป็นที่กีดขวางการจราจร ในช่วงปลายยุค 50 เข้าสู่ต้นยุค 60 มีการร่างแผนเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์เมืองเก่า ซึ่งในแผนนี้ พระราชวังต้องห้ามจะถูกรื้อถอนและปรับเปลี่ยนไปอย่างมาก

จากไดอารี่ของเหลียงซือเฉิง บันทึกไว้ว่า มีนักวางผังเมืองสองคนไปเข้าพบ เผิงเจิน 彭真 นายกเทศมนตรีกรุงปักกิ่งในเวลานั้น เพื่อเสนอให้ทุบทำลายพระราชวังต้องห้ามแล้วสร้างศูนย์กลางของพรรคขึ้นมาใหม่ที่นี่

แต่แล้วไม่ทันที่แผนจะได้เริ่มดำเนินการ การปฏิวัติวัฒนธรรมก็ปะทุขึ้นเสียก่อน เผิงเจิน กลายเป็นเหยื่อของการปฏิวัติวัฒนธรรม (งานนี้เรียกได้ว่าเป็นความย้อนแย้งที่น่าขันของประวัติศาสตร์ เพราะกลายเป็นว่า
การปฏิวัติวัฒนธรรม ช่วยชีวิตพระราชวังต้องห้ามเอาไว้)

เมื่อปฏิวัติวัฒนธรรมเกิดขึ้น บรรดาผู้บริหารระดับสูงของประเทศ ตั้งแต่หลิวเซ่าฉีลงมา ถูกตราหน้าว่าเป็นพวก “ต่อต้านการปฏิวัติ” “เดินตามแนวทางทุนนิยม” เผิงเจินเองก็หนีไม่พ้นข้อกล่าวหา มิหนำซ้ำมีการ
กุเรื่องขึ้นมาว่า แผนการปรับปรุงพระราชวังต้องห้ามของเผิงเจินนั้น แท้จริงแล้วเป็นการสร้างพระราชวังเตรียมไว้ให้หลิวเซ่าฉีขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้ โดยพระราชวังจะกลายเป็นที่ประทับของ “หลิวฮ่องเต้” และรับแขกบ้านแขกเมือง ส่วนทำเนียบจงหนานไห่ของประธานเหมาเจ๋อตงก็จะกลายเป็นแค่ “สนามหญ้าหลังบ้าน”ของพระราชวังหลิวฮ่องเต้เท่านั้น

ชะตากรรมของหลิวเซ่าฉีและเผิงเจินในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมนั้นเลวร้ายอย่างไรมิพักต้องพูดถึง แต่ชะตากรรมของพระราชวังต้องห้ามก็ใช่ว่าจะรอดได้ง่ายๆ

เมื่อ การปฏิวัติวัฒนธรรม เริ่มต้นขึ้นในปี 1966 ภายในพระราชวังต้องห้าม บรรดาเจ้าหน้าที่ก็เริ่มแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า แข่งกัน “แดง” แข่งกันรัก “ประธานเหมา” ตามค่านิยมยุคนั้น

ก่อนหน้าการปฏิวัติวัฒนธรรมเพียงปีเดียว มีการนำงานประติมากรรมจากเสฉวนชื่อ เก็บค่าเช่านา
收租院
(ที่แสดงถึงความเลวร้ายของชนชั้นนายทุนเจ้าที่ดิน และความทุกข์ยากของชาวนาที่ถูกสูบเลือดสูบเนื้อ) มาจัดแสดงไว้ที่พระตำหนัก เฟิ่งเซียนเตี้ยน 奉先殿 (ปลายราชวงศ์หมิง ที่นี่เป็นที่ประกาศปราบดาภิเษกเป็นฮ่องเต้ของกบฏชาวนาหลี่จื้อเฉิง พอในสมัยราชวงศ์ชิงใช้เป็นที่บูชาบรรพบุรุษของราชสำนัก) ก็มีการทุบทำลายเตาเผาโบราณด้านหน้าพระตำหนักโดยอ้างว่าไม่เข้ากับชิ้นงานที่จัดแสดง


ป้ายจัดแสดงงานรำลึก110 ปีชาตกาลส่านสือหยวนภายในพระราชวังต้องห้าม 
ส่านสือหยวนคือหนึ่งในเจ้าหน้าที่กู้กงผู้ประสบภัยเรดการ์ด ที่มาของภาพ


และที่พระตำหนักเฟิ่งเซียนเตี้ยนนี่เอง ที่ ส่านสือหยวน 单士元 รองผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์กู้กง
ถูกกลุ่มเรดการ์ดในหมู่เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ลากมาประจานและทุบตี

ส่านสือหยวนอุทิศทั้งชีวิตให้กับพระราชวังต้องห้ามแห่งนี้ เขาเริ่มทำงานที่พระราชวังต้องห้ามตั้งแต่ก่อนจะเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพิพิธภัณฑ์ที่แทบจะเรียกได้ว่ารู้จักพระราชวังแห่งนี้แทบทุกตารางนิ้ว

ส่านสือหยวนถูกพวกเรดการ์ดลากมายืนข้างๆ รูปปั้น หลิวเหวินไฉ 刘文彩 (รูปปั้นเจ้าที่ดินในงานประติมากรรม 收租院) ที่คอของส่านสือหยวนแขวนป้ายประจานว่า “หลิวเหวินไฉกลับชาติมาเกิด
ซากเดนศักดินา พวกปฏิกิริยาในวงวิชาการ”


ส่านสือหยวนต้องยืนอยู่แบบนั้น แล้วให้ประชาชนที่มาเยี่ยมชมพระราชวังต้องห้ามที่ในเวลานั้นมีราวพันคนต่อวัน ทุบตี ถ่มน้ำลายใส่ มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาถูกตบและทุบตีจนตาสูญเสียการมองเห็นไปข้างหนึ่ง

(ทางพิพิธภัณฑ์ฯ เพิ่งจัดงานรำลึก 110 ปีชาตกาลส่านสือหยวนไปเมื่อปลายปี 2017)

ไม่เพียงเท่านั้น ในวันที่ 2 สิงหาคม 1966 กลุ่มคนงานในโรงพิมพ์ที่ตั้งอยู่ภายใน ศาลเจ้าเฉิงหวงเมี่ยว 城隍庙 ภายในพระราชวังต้องห้าม ได้มีการทุบทำลายรูปเคารพจำนวนหนึ่ง โดยอ้างว่าทำตามคำชี้นำของท่านประธานเหมา

เพื่อไม่ให้เรื่องราวบานปลายไปมากกว่านี้ ทางการจึงสั่งปิดพระราชวังต้องห้าม ไม่ให้สาธารณชนเข้าชมตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม ค.ศ. 1966 ก่อนการชุมนุมใหญ่ครั้งที่ 1 ของพวกเรดการ์ดเพียงสองวัน


การปฏิวัติวัฒนธรรม ที่มาของภาพ 

เมื่อยุวชนเรดการ์ดจัดการชุมนุมใหญ่ครั้งที่ 1 ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ในวันที่ 18 สิงหาคม ค.ศ. 1966
โดยมีเหมาเจ๋อตงและหลินเปียว พร้อมผู้นำระดับสูงของพรรคขึ้นพลับพลาเทียนเหมินให้การต้อนรับเหล่ายุวชนเรดการ์ดนับแสนที่ฮึกเหิมพร้อมทำลายสี่เก่าสังเวยการปฏิวัติ เวลานั้นเองมีข่าวรั่วไหลออกมาว่าวันรุ่งขึ้น จะมีเรดการ์ดบุกเข้าไปทำลายพระราชวังต้องห้าม คืนวันที่ 18 นั่นเอง โจวเอินไหลสั่งให้จัดกองกำลังทหารรักษาพระราชวังเอาไว้ และให้ปิดประตูพระราชวังทั้งหมดคุ้มกันอย่างเข้มงวด

แล้วในเช้าวันที่ 19 กันยายนนั้นเอง มีรถบรรทุกและฝูงยุวชนเรดการ์ด (ว่ากันว่าส่วนใหญ่เป็นเรดการ์ดจากเทียนจิน) จำนวนหนึ่งเคลื่อนขบวนมุ่งหน้ามาทางประตูเสินอู่เหมินด้านทิศเหนือของพระราชวังต้องห้าม ปากกู่ร้องก้องไปทั่วทั้งบริเวณว่า

“破除四旧”,“开门!开门!”
“พิฆาตสี่เก่า” “เปิดประตู! เปิดประตู!”


เกิดการเจรจา และดึงดันกันอยู่พักใหญ่ๆ เมื่อไม่สามารถบุกเข้าไปได้ ขบวนของเรดการ์ดก็ถอยกลับไป


งานประติมากรรมที่แสดงการรีดนาทาเร้นชาวนาซึ่งเคยถูกนำไปจัดแสดงที่กู้กง ที่มาของภาพ 

มีภาพถ่ายเก่าภาพหนึ่งของประตูเสินอู่เหมินจากยุคปฏิวัติวัฒนธรรม (ไม่ระบุวันที่ถ่าย) จะเห็นร่องรอยของการพยายามเข้าทำลายพระราชวังต้องห้ามของพวกเรดการ์ด เหนือบานประตูมีการเขียนคำว่า

“血泪宫”
“พระราชวังแห่งเลือดและน้ำตา”


สองข้างกำแพงติดคำกลอนคู่ที่ว่า

“ทำลายโลกเก่าของเจ้าศักดินา สร้างโลกใหม่ปวงประชาเท่าเทียม” (เหมือนยุคพระเจ้าเหยาและซุ่น ธรรมราชาในจีนยุคบุพกาล)

โลกภายนอกความคลุ้มคลั่งเกิดขึ้นทุกหย่อมย่าน เบื้องหลังประตูที่ปิดตายของพระราชวังต้องห้ามกลับเงียบสงัดด้วยความหวาดผวา

จนค่ำคืนหนึ่งของเดือนกันยายน ค.ศ. 1970 ชายชราคิ้วเข้มผู้หนึ่งมาเยือนกู้กงโดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า เขาผู้นี้คือ นายกรัฐมนตรีโจวเอินไหล เขาบอกกล่าวกับผู้ที่ดูแลรักษากู้กงให้ดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมพระราชวังแห่งนี้เพื่อเตรียมเปิดอีกครั้ง



แล้วในปีรุ่งขึ้น เดือนเมษายน ค.ศ. 1971 พระราชวังต้องห้ามก็ได้เปิดประตูต้อนรับ ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน แห่งสหรัฐอเมริกาที่มาเยือนแดนมังกร

การปฏิวัติวัฒนธรรมยังคงดำเนินไป จนกว่าจะถึงวันที่เหมาเจ๋อตงอำลาโลกในปี 1976 แต่จะอย่างไรก็ดี พระราชวังต้องห้ามก็รอดพ้นความเลวร้ายของประวัติศาสตร์มาได้อีกครั้ง