Armies Weapons and Warfare

ยุทธการดับแผนนิวเคลียร์นาซี (ตอนจบ)

หลังจากที่กองทัพอังกฤษถอนกำลังทหารของตนเองข้ามช่องแคบกลับประเทศไปจนหมดสิ้นแล้ว ยุโรปตะวันตกเกือบทั้งหมดก็อยู่ภายใต้อุ้งมือของฮิตเลอร์อย่างสมบูรณ์ กองทัพเยอรมันกระจายกำลังของตนเองยึดครองประเทศต่างๆ เอาไว้ ชีวิตของพลเมืองต่างๆ สิบกว่าประเทศต้องมีชีวิตอยู่และทำตามคำสั่งของ
ผู้ชนะ แต่ก็ใช่ว่าการยึดครองประเทศต่างๆ ของกองทัพนาซีจะไร้ซึ่งการต่อต้าน


การฝึกใช้มีดสังหารอย่างรวดเร็วและไร้เสียง ที่มาของภาพ

ผู้รักชาติจากประเทศที่โดนกองทัพเยอรมันยึดครองทั้งที่อยู่ในและนอกประเทศ ร่วมมือกันเพื่อขัดขวาง บั่นทอน การทำสงครามขยายอำนาจของฮิตเลอร์ และฐานปฏิบัติการที่คอยสนับสนุนพวกเขา คือประเทศอังกฤษ ศัตรูตัวฉกาจของเยอรมันที่ยังดำรงตนอยู่อย่างท้าทาย มันคือหนามที่คอยยอกอกพวกนาซีมาตลอดช่วงสงคราม และที่นี่เองคือศูนย์รวมนักสู้ที่เฝ้ารอเวลากลับไปปลดปล่อยประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา

“คอมมานโด” [Commando] คือชื่อเรียกของเหล่านักรบนอกแบบเหล่านี้ จากความต้องการของ
นายกรัฐมนตรีอังกฤษในขณะนั้น วินสตัน เชอร์ชิล เขาได้กล่าวว่า “เราต้องเตรียมแผนการเอาไว้ในการฝึกกองกำลังพิเศษที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ซึ่งสามารถสร้างความปั่นป่วนแก่พวกเยอรมันได้ตลอดแนวชายฝั่ง โดยใช้กลยุทธ์ตีหัวเข้าบ้าน” บุคคลากรของหน่วยคอมมานโดทั้งหมดเป็นอาสาสมัคร โดยส่วนใหญ่แล้วก็ล้วนมาจากกองทัพอังกฤษ แต่อาสาสมัครเหล่านี้จะมาจากทุกเหล่าทัพของกองทัพอังกฤษ หรือเครือจักรภพอังกฤษ รวมทั้งพลเมืองจากประเทศที่ถูกยึดครอง อาสาสมัครคอมมานโดถูกจัดกำลังมีจำนวนมากกว่า 30 หน่วย นอกจากนี้ยังมีการจัดกำลังระดับ กองพลน้อยจู่โจม หรือ Assault Brigades
จำนวน 4 กองพลน้อยอีกด้วย

หนึ่งในจำนวนหน่วยคอมมานโดของฝ่ายพันธมิตรและเป็นหน่วยคอมมานโดที่เรียกได้ว่า “เป็นกองกำลังนานาชาติ” นั่นก็คือ หน่วยคอมมานโดที่ 10 หรือ No. 10 (Inter-Allied) Commando กำลังพลอาสาสมัครของหน่วยเป็นพลเมืองจากประเทศที่ถูกเยอรมันยึดครอง เช่น ฝรั่งเศส ฮอลแลนด์ เบลเยี่ยม เดนมาร์ก นอร์เวย์ ยูโกสลาเวีย กรีซ และโปแลนด์ โดยจัดกองกำลังย่อยหรือ Troops ในหน่วยคอมมานโดที่ 10 นี้จำนวน 8 กอง อาสาสมัครเหล่านี้พวกเขาต้องเข้าค่ายฝึกอย่างหนักเป็นเวลา 6 สัปดาห์
ที่อาร์แนคแครี่ (Achnacarry) โดยในช่วงเวลาของการฝึกพวกเขาจะเรียนรู้หลักสูตรต่างๆ ที่จำเป็นในการปฏิบัติการ นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรการฝึกในพื้นที่สูงของสกอตแลนด์ โดยมุ่งเน้นไปที่การออกกำลังกาย การเดินทางไกล การฝึกอาวุธ การอ่านแผนที่เข็มทิศ การปีนเขา การดำเนินกลยุทธ์โดยเรือขนาดเล็ก และการถอนกำลังทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน

คอมมานโดขณะกำลังฝึกปีนเขา ที่มาของภาพ

ในเดือนพฤษภาคมปี ค.ศ. 1943 หน่วยคอมมานโดย้ายไปที่เมืองอีสต์บอร์น (Eastbourne) บนชายฝั่ง
ซัสเซ็กส์ (Sussex) ซึ่งพวกเขาได้รับการฝึกเฉพาะทางสำหรับการกระโดดร่มโดยไม่ใช่หน่วยทหารพลร่ม
ที่โรงเรียนฝึกทหารพลร่มหมายเลข 1 ริงเวย์ (Ringway) ใกล้กับเมืองแมนเชสเตอร์ ในจำนวนนี้กว่า 80% ของอาสาสมัครโปแลนด์เคยผ่านการฝึกกระโดดร่มมาแล้ว อีกหนึ่งหลักสูตรการฝึกนี้ก็คือการปีนเขาและหลักสูตรบุคคลทำการรบในภูมิประเทศแถบอาร์กติก เมื่อเหล่าคอมมานโดพร้อมรบแล้วพวกเขาก็จะถูกส่งไปปฏิบัติการในสมรภูมิสำคัญต่างๆ

หน่วยข่าวกรองของกองทัพพันธมิตร ติดตามความคืบหน้าในโครงการวิจัยและพัฒนาอาวุธของเยอรมันในนอร์เวย์ แหล่งข่าวที่รวบรวมมาทั้งจากสายลับและกองกำลังใต้ดินนอร์เวย์ยืนยันตรงกันว่า ขณะนี้การพัฒนาสมรรถภาพอาวุธของเยอรมันกำลังมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง หากเป็นเช่นนี้ต่อไปกองทัพเยอรมันจะสามารถผลิตอาวุธทำลายล้างสูงขึ้นมาได้อย่างแน่นอน

นี่เป็นข่าวที่ไม่ดีเลยสำหรับฝ่ายพันธมิตร พวกนาซีกำลังจะมีอาวุธทำลายล้างสูงเข้ามาอยู่ในคลังอาวุธของตน หากมันถูกนำมาใช้ในการรบกองทัพนาซีเยอรมันอาจจะสามารถพิชิตโลกทั้งใบ ให้มาอยู่ใต้การปกครองของนาซีเยอรมันก็เป็นได้ ดังนั้นกองทัพพันธมิตรจะยืนอยู่เฉยๆ โดยปล่อยให้ฮิตเลอร์สามารถผลิตอาวุธชนิดนี้ขึ้นมาไม่ได้เด็ดขาด แผนปฏิบัติการเพื่อเข้าไปก่อวินาศกรรมสถานที่วิจัยอาวุธของเยอรมันในนอร์เวย์จึงถูกร่างขึ้นมา ปฏิบัติการเหล่านี้จะกลายเป็นตำนานของแผนการจู่โจมข้ามทะเลจากอังกฤษมุ่งตรงสู่นอร์เวย์

กองทัพพันธมิตรเปิดฉากยุทธการแรกต่อการจู่โจมโรงงานที่เวมอร์ค (Vemork) โดยยุทธการครั้งนี้มีชื่อว่า “ยุทธการเฟรชแมน” [Operation Freshman] แผนการจู่โจมจะเริ่มขึ้นในวันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1942 มันเป็นปฏิบัติการของกองกำลังส่งลงทางอากาศขนาดเล็กที่ประกอบไปด้วยทหารช่างจากกรมทหารช่างหลวง และทหารพลร่มจากกองพลส่งทางอากาศที่ 1 พวกเขาทั้งหมดจะร่อนลงเข้าสู่พื้นที่ปฏิบัติการโดยใช้เครื่องร่อน และบุกเข้าไปจู่โจมเข้าไปในโรงไฟฟ้าและทำลายสิ่งอุปกรณ์ที่จำเป็นในการผลิต วิจัยและการพัฒนาอาวุธด้วยระเบิด จากนั้นพวกเขาจะหลบหนีข้ามพรมแดนนอร์เวย์ไปยังสวีเดน


ภาพวาดคอมมานโดประเทศนอร์เวย์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มาของภาพ

หลังจากซักซ้อมแผนปฏิบัติการกันแล้ว ค่ำคืนอันนาวเหน็บของวันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1942 กองกำลังจู่โจมใช้เครื่องร่อนจำนวน 2 ลำซึ่งเป็นกำลังผสม โดยมีเครื่องบินทิ้งระเบิดชักลากเครื่องร่อนบินตรงสู่นอร์เวย์ เครื่องบินทิ้งระเบิดลากเครื่องร่อนทั้งสองลำมาสู่ชายฝั่งประเทศนอร์เวย์สำเร็จ แต่ทว่าปฏิบัติการนี้กลับต้องลงเอยด้วยความล้มเหลว เครื่องร่อนหลังจากปลดตะขอเกี่ยวกับเครื่องบินทิ้งระเบิดและพยายามจะร่อนลงพื้น กลับต้องเผชิญกับอากาศที่เลวร้ายอย่างมาก เครื่องร่อนลำแรกร่อนลงกระแทกพื้นเสียหายอย่างหนักส่งผลให้มีกำลังพลจำนวน 3 นายเสียชีวิตในการลงจอดครั้งนี้ เครื่องร่อนลำต่อมาก็ประสบปัญหาเลวร้ายยิ่งกว่าเพราะมันบินไปชนเข้ากับภูเขาลูกเรือและทหารที่โดยสารมาในเครื่องร่อนลำนี้เสียชีวิตเกือบหมด มีผู้รอดชีวิตจำนวนหนึ่งแต่ทหารเยอรมันในพื้นที่จับกุมพวกเขาเอาไว้ได้ ถึงแม้จะรอดตายจากเครื่องร่อนบินชนภูเขาแต่กำลังพลบนเครื่องร่อนลำนี้ก็อายุไม่ยืนยาวอีกต่อไป จากคำสั่งของฮิตเลอร์เรื่องการจัดการกับคอมมานโดข้าศึก พวกเขาทั้งหมดโดนทรมานและสอบปากคำเพื่อรีดข้อมูลหลังจากนั้นทุกคนถูกประหารชีวิต


หุ่นจำลองแสดงให้เห็นการบุกจู่โจมของทีมคอมมานโดโยอาคิม รอนแนแบร์ก ที่มาของภาพ

ยุทธการเฟรชแมนลงเอยด้วยความปราชัยอย่างย่อยยับ เครื่องร่อนจำนวน 2 ลำ และเครื่องบินทิ้งระเบิดที่ลากจูงเครื่องร่อนมาถูกยิงตกจำนวน 1 ลำ รวมแล้วมีทหารเสียชีวิตในยุทธการครั้งนี้รวมทั้งสิ้น 41 นาย
นี่คือราคาที่กองทัพพันธมิตรจะต้องจ่ายเพื่อหยุดแผนการพัฒนานิวเคลียร์ของฮิตเลอร์ มันคือสิ่งที่ฝ่ายพันธมิตรจะต้องจ่ายมันอยู่เรื่อยๆต่อทุกความล้มเหลวและความสำเร็จที่มีขึ้นในแต่ละยุทธการที่พวกเขาลงมือปฏิบัติ สิ่งที่ตามมาภายหลังความล้มเหลวของยุทธการเฟรชแมนก็คือ เป็นการกระตุ้นให้พวกเยอรมันเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยต่อโรงไฟฟ้าและพื้นที่บริเวณโดยรอบ และนี่ยังทำให้เยอรมันทราบแล้วว่าพวกพันธมิตรล่วงรู้ถึงแผนการที่เยอรมันกำลังทำอยู่ ณ ที่นี่

แม้จะล้มเหลวในครั้งแรกแต่กองทัพพันธมิตรก็ไม่หยุดเพียงเท่านี้ แผนยุทธการอีกแผนถูกวางแผนและร่างขึ้นใหม่อีกครั้ง แผนการนี้มีชื่อว่า “ยุทธการกันเนอร์ไซด์” [Gunnerside] โดยยุทธการครั้งนี้อดีตพนักงานหนุ่มจากบริษัทส่งออกปลาของประเทศนอร์เวย์จะนำการจู่โจมครั้งนี้ด้วยตนเอง ชื่อของเขาคือ โยอาคิม รอนแนแบร์ก ภายหลังจากประเทศอันเป็นที่รักยิ่งของเขาถูกกองทัพเยอรมันยึดครอง รอนแนแบร์กและ
ผองเพื่อนผู้รักชาตินำเรือหาปลาลำเล็กล่องเรือออกจากประเทศนอร์เวย์มุ่งหน้าไปยังอังกฤษ ด้วยความแค้นที่ประเทศชาติถูกข้าศึกย่ำยีชาวนอร์เวย์ผู้รักชาติคนอื่นๆ ต่างหลบหนีมารวมพลเพื่อจะกลับไปปลดแอกประเทศตนเอง ณ ที่แห่งนี้

รอนแนแบร์ก ผ่านการฝึกหลักสูตรคอมมานโดทุกอย่างทั้งการก่อวินาศกรรม การวางระเบิดวาง การใช้อาวุธและการฆ่าคนด้วยมือเปล่า ก่อนที่จะทำหน้าที่เป็นครูฝึกให้แก่อาสาสมัครคอมมานโด เขาได้รับการบรรจุอยู่ในกองร้อยนอเวย์เจี้ยนอิสระที่ 1 (Norwegian Independent Company 1) รู้จักกันในชื่อ
คอมพานี ลิงเงะ (Kompani Linge) ตัวของรอนแนแบร์กรับรู้เกี่ยวกับความผิดพลาดของยุทธการเฟรชแมนที่ผ่านมา แต่เขาก็ไม่หวาดหวั่นที่จะขออาสาสมัครเข้าร่วมในอีกหนึ่งยุทธการของความพยายามเพื่อหยุดยั้งการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของพวกนาซี

คืนวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1943 ยุทธการกันเนอร์ไซด์จึงเริ่มขึ้น โดยในยุทธการครั้งนี้ฝ่ายพันธมิตรใช้กำลังทหารจำนวนน้อยกว่าในยุทธการเฟรชแมนลงอย่างมาก คอมมานโดชาวนอร์เวย์ทั้งหมด
6 นาย กระโดดร่มลงมาจากเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบฮาลิแฟกซ์ โดยมีโยอาคิม รอนแนแบร์ก เป็นหัวหน้าทีม เมื่อลงถึงพื้นพวกเขาต้องเผชิญกับความมืดสนิทของภูมิประเทศในแถบนั้นของนอร์เวย์ แม้จะทบทวนแผนการต่างๆ มาแล้วอย่างดีแต่พอเข้าสู่สถานการณ์จริงทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่วางเอาไว้ คอมมานโดนอร์เวย์ทั้ง 6 นาย กระโดดร่มลงห่างจากจุดส่งลงไปหลายไมล์ พวกเขาจำต้องเคลื่อนที่ฝ่าหิมะและภูมิประเทศอันยากลำบากเพื่อไปยังจุดส่งลง ซึ่งในบริเวณนั้นหน่วยใต้ดินนอร์เวย์รอคอยการมาถึงของพวกเขาอยู่

รอนแนแบร์กและลูกทีมต้องเดินลุยหิมะ บางช่วงพวกเขาก็เคลื่อนที่ลงเนินเขาด้วยสกี แต่ในระหว่างการเดินทางนั้นพายุหิมะที่กระหน่ำพัดอย่างรุนแรงทำให้ทุกคนในทีมต้องหาที่หลบเป็นการด่วน แม้จะโชคร้ายที่กระโดดร่มลงผิดจุดแต่เขายังโชคดีที่สามารถหาที่หลบพายุหิมะได้ พวกเขาทั้งหมดพบกับกระท่อมร้างหลังหนึ่งมันจึงเป็นที่หลบและที่พักให้แก่คอมมานโดเหล่านี้

เมื่อพายุหิมะผ่านพ้นไปคอมมานโดทั้งหมดเร่งรีบเดินทางต่อไป เส้นทางที่แสนลำบากและสภาพอากาศอันหนาวเหน็บพิสูจน์ความแข็งแกร่งของร่างกายและจิตใจของพวกเขา มันไม่ใช่เพียงแค่ความอดทนเท่านั้นที่พวกเขาจะต้องมี แต่การฝึกฝนอยากหนักอันผนวกกับจิตใจของความรักชาติอย่างสุดซึ้งของพวกเขา มันคือเชื้อไฟของเพลิงแห่งความมุ่งมั่นที่จะบรรลุภารกิจสำคัญครั้งนี้ให้ได้

หลายชั่วโมงของการเดินทางผ่านพ้นไปพวกเขาทั้งหมดก็มาสู่ ฮาร์ดางเออวิดดา [Hardangervidda] อันเป็นพื้นที่ราบสูงที่อยู่บริเวณทางตะวันตกเฉียงเหนือของโรงไฟฟ้า และรอนแนแบร์กกับลูกทีมก็มาพบกับหน่วยใต้ดินนอร์เวย์ที่นี่ แต่พวกเขาก็ยังไม่สามารถบุกจู่โจมเข้าไปได้ทันที รอนแนแบร์กต้องการที่จะศึกษาและสังเกตการณ์ข้าศึกในพื้นที่บริเวณโดยรอบอย่างถี่ถ้วนเสียก่อน ซึ่งเป็นความคิดที่ฉลาดอย่างมาก เพราะมันช่วยให้เขาเข้าใจสภาพการณ์ต่างๆ และช่วยให้ตัดสินใจวางแผนการปฏิบัติขั้นต่อไปได้

รอนแนแบร์กและทุกๆ คนร่วมกันซุ่มสังเกตการณ์ข้าศึกทั้งกลางวันกลางคืนจนในที่สุดพวกเขาก็พบจุดที่เหมาะสมที่จะบุกเข้าไปและกำหนดวันที่จะบุกจู่โจม ผลลัพธ์ของการหยุดที่จะศึกษาสิ่งต่างๆ รอบตัวก่อนลงมือ ทำให้รอนแนแบร์กเลือกเส้นทางการจู่โจมครั้งนี้จากทางด้านหลังของโรงไฟฟ้าซึ่งเป็นภูเขาสูงชันและข้าศึกก็คิดว่ามันไม่น่าจะมีใครบุกมาทางนี้ได้เพราะภูเขาสูงชันตั้งตระหง่านเช่นนี้ ผู้บุกรุกจำต้องหาทางขึ้นไปและจะต้องปีนลงมาจากเขาสูงที่อันตรายเช่นนี้ แต่ทว่า รอนแนแบร์กและลูกทีมรวมทั้งหน่วยใต้ดินนอร์เวย์ที่ร่วมทีมไปกับเขาต่างก็ตกลงปลงใจกับแผนการที่จะใช้เส้นทางนี้บุกเข้าสู่โรงไฟฟ้า

คอมมานโดและหน่วยใต้ดินขึ้นเขาที่อีกฟากหนึ่งอย่างช้าๆ ท่ามกลางความมืดมิดของคืนวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1943 ระหว่างทางพวกเขาต้องระมัดระวังการก้าวเดินข้ามแม่น้ำที่กลายเป็นน้ำแข็ง
เพราะมันอาจจะแตกออกจากน้ำหนักและทำให้หล่นลงสู่แม่น้ำเบื้องล่างที่มีอุณหภูมิติดลบ นอกจากนี้ชุดลาดตระเวนของพวกเยอรมันยังเดินลาดตระเวนในอาณาบริเวณนี้ด้วยเช่นกัน รอนแนแบร์กและลูกทีมทั้งหมดต้องหลบซ่อนตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะก่อนที่จะเข้าไปภายในโรงไฟฟ้า ส่วนที่ยากและอันตรายอย่างมากคือการไต่เขาลงมาสู่โรงไฟฟ้าเบื้องล่าง ชีวิตของพวกเขาแขวนอยู่บนเชือกและพละกำลังที่มีเหลืออยู่ในร่างกาย ตอนนี้ร่างกายของพวกเขาทุกคนกำลังจะถูกใช้ให้เกินขีดความอดทนที่มีอยู่ แม้จะมีความเชื่ออยู่เต็มเปี่ยมภายในใจว่าจะต้องทำงานนี้ให้สำเร็จ แต่พวกเขาก็ยังหวังว่าโชคจะเข้าข้างให้ภารกิจลุล่วงและสำเร็จได้ด้วยดี

ราวกับว่าวันนั้นพระเจ้าอยู่ข้างคอมมานโดของรอนแนแบร์ก การปีนเขาลงสู่โรงไฟฟ้าเบื้องล่างสำเร็จลงได้โดยที่พวกเยอรมันก็ยังไม่รู้ว่ามีผู้บุกรุกเข้ามา คอมมานโดแทรกซึมเข้าสู่ภายในโรงไฟฟ้าทันที และด้วยข้อมูลจากสายลับที่ทำงานอยู่ภายในโรงไฟฟ้านำทางคอมมานโดของรอนแนแบร์กเล็ดรอดไปยังที่หมายได้สำเร็จ มันคือห้องมีเก็บน้ำมวลหนักอยู่ภายในโรงไฟฟ้า ตอนนี้รอนแนแบร์กและลูกทีมเริ่มลงมือวางระเบิดเวลาเข้ากับถังสแตนเลสจำนวน 18 ถัง ซึ่งมีความสูง 50 นิ้วและเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 นิ้ว ในบริเวณห้องนี้ไม่มียามมีเพียงเจ้าหน้าที่ซึ่งกำลังนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะเท่านั้น พวกเขาถูกสั่งให้หมอบลงกับพื้นและห้ามส่งเสียงร้อง คอมมานโดตั้งเวลาระเบิดเอาไว้ที่ 30 วินาที


ยอาคิม รอนแนแบร์ก อดีตหัวหน้าทีมคอมมานโดซึ่งเข้าไปก่อวินาศกรรมในโรงไฟฟ้าพลังน้ำแวมอร์ก ภาพถ่ายเมื่อปี 2013
ที่มาของภาพ


มันเสี่ยงอย่างมากที่ตั้งเวลาให้กระชั้นชิดเช่นนี้ แต่รอนแนแบร์กมีแผนการที่เรียกว่า “กล้าและบ้าบิ่น”
โดยหวังจะให้การระเบิดนี้เป็นตัวสร้างความปั่นป่วนแก่พวกเยอรมันและทำให้พวกมันมัวแต่สาละวนวิ่งหลบระเบิดขณะที่เขาและคอมมานโดจะวิ่งฝ่าออกไป เมื่อนาฬิกาในระเบิดเริ่มเดิน ทีมคอมมานโดทุกคนสวมวิญญาณนักวิ่งแทบจะในทันที พวกเขาวิ่งหน้าตั้งย้อนทางเดิมออกมาผ่านยามทหารเยอรมันที่เอาแต่ตกตะลึงพร้อมกับไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า พวกเขากำลังเห็นผู้บุกรุกในเครื่องแบบทหารข้าศึกกำลังวิ่งออกมาจากภายในอาคารโรงไฟฟ้า ยังไม่ทันที่จะหยิบปืนขึ้นเล็งหรือกดสัญญาณเตือนภัย ระเบิดลูกแรกก็ระเบิดทันที เสียงของการระเบิดดังสนั่นแปรเปลี่ยนให้ค่ำคืนอันเงียบสงบกลายเป็นนรก รอนแนแบร์กและคอมมานโดใช้อาวุธประจำการยิงเปิดทางหลบหนีของพวกเขา การระเบิดของระเบิดลูกอื่นๆ ทำให้ทหารเยอรมันพากันตกใจและรีบวิ่งหลบเข้าที่กำบังกันจ้าละหวั่น มันจึงทำให้เส้นทางหลบหนีของคอมมานโดแทบจะไร้ซึ่งการสกัดกั้น

แม้รอนแนแบร์กและคอมมานโดรวมทั้งหน่วยใต้ดิน จะวางระเบิดทำลายและหลบหนีออกมาจากโรงไฟฟ้าได้สำเร็จ แต่ภารกิจของการเอาตัวรอดก็เริ่มขึ้น ความสับสนและตื่นตระหนกอาจจะเกิดขึ้นกับพวกเยอรมันในตอนนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะอยู่ในสภาพแบบนี้ไปตลอด ทหารเยอรมันกว่า 2 พันนายถูกระดมกำลังมาเพื่อตามล่าพวกเขาภายหลังการระเบิดไม่กี่ชั่วโมง คอมมานโดและหน่วยใต้ดินทั้งหมดมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกสู่ชายแดนสวีเดนทันที พวกเขาต้องเดินทางเกือบ 200 ไมล์ท่ามกลางหิมะ ข้ามลำน้ำที่เป็นน้ำเย็นยะเยือกและที่เป็นน้ำแข็ง ทั้งเดิน วิ่ง และใช้สกี จนไปถึงชายแดนนอร์เวย์-สวีเดน และข้ามพรมแดนไปได้สำเร็จ

ผลของการก่อวินาศกรรมของทีมคอมมานโดรอนแนแบร์ก พวกเขาทำลายน้ำมวลหนักกว่า 1,100 ปอนด์ลงได้ ทำให้การวิจัยของพวกเยอรมันต้องล่าช้าออกไป ภายหลังจากเหตุการณ์จู่โจมในครั้งนี้เป็นเวลาเกือบ
5 เดือน ที่พวกเยอรมันต้องลงมือซ่อมแซมสถานที่วิจัยอาวุธร้ายของพวกเขา แต่ในขณะที่การดำเนินการซ่อมแซมใกล้แล้วเสร็จ ฝูงบินทิ้งระเบิดของพันธมิตรก็ทิ้งระเบิดใส่โรงไฟฟ้าแห่งนี้จนเสียหายอย่างหนัก
ฮิตเลอร์สั่งการให้ย้ายสถานที่วิจัยและพัฒนาอาวุธกลับมายังประเทศเยอรมัน แต่เรือข้ามฟากซึ่งขนย้ายสิ่งอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นในการวิจัย ถูกหน่วยใต้ดินนอร์เวย์เข้ามาก่อวินาศกรรมจนทำให้เรืออับปางลงพร้อมกับอุปกรณ์ต่างๆ ความฝันของฮิตเลอร์ที่จะมีอาวุธนิวเคลียร์ในการครอบครองจึงปิดฉากลงอย่างถาวร
แม้จะมีความพยายามที่จะพัฒนามันต่อไปแต่ทว่ามันก็สายเกินไปเสียแล้ว

โยอาคิม รอนแนแบร์ก ยังนำการจู่โจมของคอมมานโดในภารกิจต่างๆ ที่มีขึ้นในนอร์เวย์ หลังสงครามเขาคือวีรบุรุษของประเทศอย่างไร้ข้อกังขาใดๆ ในความเสียสละ เขาได้รับเหรียญกล้าหาญสูงสุดของประเทศโดยรับพระราชทานจากษัตริย์ฮาคอนที่ 7 (King Haakon VII) นอกจากนี้กองทัพอังกฤษ ฝรั่งเศส และอเมริกา ยังมอบเหรียญกล้าหาญให้แก่เขาด้วยเช่นกัน ซึ่งทุกเหรียญที่ได้รับล้วนแล้วแต่เป็นการมอบจากมือของผู้นำประเทศแทบทั้งสิ้น โยอาคิม รอนแนแบร์กใช้ชีวิตอย่างสงบหลังสงครามและเป็นตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่จวบจนกระทั่งเสียชีวิตในวันที่ 21 ตุลาคม ปี ค.ศ. 2018 ด้วยอายุ 99 ปี


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
1. https://www.atomicheritage.org/history/german-atomic-bomb-project
2. http://theconversation.com/operation-gunnerside-the-norwegian-attack-on-heavy-water-that-deprived-the-nazis-of-the-atomic-bomb-90360
3. https://www.atomicheritage.org/history/operation-gunnerside
4. https://www.nytimes.com/2018/10/22/obituaries/joachim-ronneberg-dead.html
5. http://large.stanford.edu/courses/2014/ph241/wendorff2/