Armies Weapons and Warfare

ยุทธการดับแผนนิวเคลียร์นาซี ตอนที่ 1

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เครื่องจักรสงครามของกองทัพเยอรมันพิชิตประเทศต่างๆ ในยุโรปให้มาอยู่แทบเท้าของฮิตเลอร์ อุตสาหกรรมสงครามและวิทยาศาสตร์เยอรมันสร้างยุทโธปกรณ์ได้ล้ำหน้าชาติต่างๆ ของยุโรปในตอนนั้น เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าชาติที่แพ้สงครามไปเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วจะกลับมาเข้มแข็งเกรียงไกร จนสามารถยกพลบุกประเทศต่างๆ และพิชิตลงได้ในระยะเวลาไม่นาน

ตลอดช่วงสงครามกองทัพเยอรมันยังไม่หยุดที่จะพัฒนาอาวุธของตนเอง อันเนื่องมาจากสถานการณ์สงครามและการปรับตัวเข้ากับภัยคุกคามของอาวุธกองทัพเยอรมันที่ฝ่ายพันธมิตรเริ่มปรับตัว โครงการวิจัยและพัฒนาอาวุธต่างๆ มีขึ้นทั้งในประเทศเยอรมันและในพื้นที่ยึดครองของกองทัพเยอรมันในบางประเทศของยุโรป และหนึ่งในอาวุธที่เยอรมันกำลังพัฒนาอยู่นั้นคือ อาวุธทำลายล้างสูง ซึ่งในตอนนั้นยังไม่เป็นที่ล่วงรู้แก่มนุษยชาติ แต่พวกนาซีกำลังซุ่มพัฒนามันขึ้นมา เมื่ออาวุธมหัศจรรย์ของฮิตเลอร์ชิ้นนี้สำเร็จลงเมื่อใดโลกจะได้เห็นอำนาจการทำลายล้างของมัน ชื่ออาวุธมหัศจรรย์ที่มีอำนาจทำลายล้างสูงชนิดนี้ก็คือ “อาวุธนิวเคลียร์”


แวร์เนอร์ ไฮเซนแบร์ก หัวหน้านักวิทยาศาสตร์โครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเยอรมัน ที่มาของภาพ

“ผมไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาอธิบาย” นี่เป็นคำกล่าวของแวร์เนอร์ ไฮเซนแบร์ก หัวหน้านักวิทยาศาสตร์โครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเยอรมัน ภายหลังจากที่เขาได้ทราบข่าวการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกของโลกที่เมืองฮิโรชิม่า ประเทศญี่ปุ่น อำนาจการทำลายล้างของอาวุธชนิดนี้เกินจินตนาการที่แม้แต่ผู้ที่สร้างมันขึ้นมาก็มิอาจคาดการณ์ กองทัพเยอรมันเริ่มโครงการลับของตนที่เรียกว่า อูรานเฟอไอน์ [Uranverein] หรือ ยูเรเนียมคลับ [Uranium Club] โดยเริ่มต้นในเดือนเมษายนปี ค.ศ. 1939 เพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อ ออตโต้ ฮาน และฟริซ สตราสมาน ได้พบการแตกตัวของปฏิกิริยานิวเคลียร์โดยไม่ได้ตั้งใจ ผลของการค้นพบของเยอรมันมีส่วนสำคัญอย่างมากในโครงการวิจัยและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ที่ชื่อ โครงการแมนฮัตตั้น [Manhattan Project] ของอเมริกาหลังจากนั้น

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเริ่มตระหนักถึงภัยคุกคามโลกจากโครงการนิวเคลียร์ของเยอรมันในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1939 เมื่อนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของโลก อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ได้เขียนจดหมายถึงประธานาธิบดีรูสเวลต์ของอเมริกาเพื่อเตือนให้ทราบว่า “เป็นไปได้ที่เยอรมันจะสร้างปฏิกิริยาลูกโซ่นิวเคลียร์ขึ้นในมวลยูเรเนียมจำนวนมาก ซึ่งจะก่อให้เกิดพลังงานอานุภาพมหาศาล” มันจึงทำให้สหรัฐอเมริกาต้องร่วมแข่งขันในเวทีการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โดยเชื่อว่าใครก็ตามที่มีอาวุธชนิดนี้ในการครอบครองจะสามารถชนะสงครามได้

ถึงแม้ฮิตเลอร์และพรรคนาซีจะแน่วแน่ในการพัฒนาและวิจัยอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง แต่มันกลับมีปัญหาอันเนื่องมาจากนโยบายของฮิตเลอร์และพรรคนาซี อันมาจากนโยบายกีดกันและต่อต้านชาวเยอรมันเชื้อสายยิว นักวิทยาศาสตร์ระดับ "หัวกะทิ" ในประเทศเยอรมันจำนวนมากถูกส่งตัวไปอยู่ค่ายกักกัน พวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานและเสียชีวิตอยู่ภายในค่าย บางส่วนที่เล็ดรอดการจับกุมและกวาดล้างต่างพากันหลบหนีออกจากประเทศเยอรมัน นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้หนีไปอยู่ในประเทศที่เป็นคู่สงครามกับเยอรมันทั้งในอังกฤษและอเมริกา โดยส่วนมากนักวิทยาศาสตร์ในจำนวนนี้พากันหนีมาอยู่ที่อเมริกา พวกเขามีส่วนสำคัญอย่างมากในโครงการแมนฮัตตั้นที่อเมริกากำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในขณะนั้น ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้โครงการนิวเคลียร์ของเยอรมันขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญลงเป็นจำนวนมาก


นักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่ในโครงการแมนฮัตตั้นกำลังยืนดูการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ ที่มาของภาพ

อีกปัญหาหนึ่งในโครงการนิวเคลียร์ของเยอรมันก็คือ การประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ อันมีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ต่างกันและอยู่ห่างไกลกัน รวมทั้งสภาพของพื้นที่ก็ส่งผลต่อความยากลำบากในการประสานงาน
ปี ค.ศ. 1942 ในการประชุมร่วมกับอัลเบิร์ต ชเแปร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุทโธปกรณ์และการผลิตเพื่อการสงคราม การประชุมครั้งนั้น ไฮเซนเบิร์กได้กล่าวถึงปริมาณที่จำเป็นของ U-235 หรือ ยูเรเนียม 235 พร้อมกับคำพูดของเขายังก่อให้เกิดความน่าสนใจเล็กๆ ขึ้นมาเมื่อเขาใช้คำว่า "ระเบิดนิวเคลียร์" เพราะนักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่หลายคนในตอนนั้นยังไม่ทราบแน่ชัดว่า การพัฒนานิวเคลียร์จะสามารถนำไปพัฒนาอาวุธในลักษณะใดรวมทั้งข้อสงสัยที่ว่ามันจะใช้ได้จริงหรือไม่ เดือนกันยายน ค.ศ. 1939 เมื่อกองทัพเยอรมันเปิดฉากทำสงครามเต็มรูปแบบ การผลิตและใช้ทรัพยากรที่มีเพื่อสนับสนุนการทำสงครามถูกเน้นไปที่การพัฒนาอาวุธพื้นฐานต่างๆ ที่ไม่ต้องใช้เวลาและการวิจัยอะไรให้ยืดยาว แต่อย่างไรก็ตามการวิจัยและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเยอรมันก็ยังคงดำเนินต่อไป


นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของโลกอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่มาของภาพ

วันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 1940 กองทัพเยอรมันเปิดฉากยุทธการอุนเทอร์นีเมิน เวเซอรือบุง [Unternehmen Weserübung] และเคลื่อนพลโจมตีประเทศนอร์เวย์ กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศเยอรมันประสานการบุกประเทศนอร์เวย์อย่างเป็นระบบ กองทัพนอร์เวย์พยายามสู้รบต้านทานการรุกรานในครั้งนี้อย่างสุดความสามารถ เพียงระยะเวลา 2 เดือนในการรบ กองทัพนอร์เวย์ที่อ่อนด้อยในเรื่องของอาวุธยุทโธปกรณ์และยุทธวิธีการรบก็ต้องยอมแพ้ต่อกองทัพเยอรมันในที่สุด เยอรมันสถาปนารัฐบาลหุ่นเชิดภายใต้การนำของคนนอร์เวย์ขายชาติอย่าง วิคคุน ควิสลิ่ง แต่รัฐบาลพลัดถิ่นของนอร์เวย์ภายใต้การนำของกษัตริย์ฮาคอนที่ 7 [King Haakon VII] พระองค์และรัฐบาลนอร์เวย์จัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นนอร์เวย์ขึ้นที่กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ

หลังจากยึดครองประเทศนอร์เวย์ได้แล้ว กองทัพเยอรมันใช้ตำแหน่งที่ตั้งของประเทศนี้เพื่อเป็นฐานปฏิบัติการของเรือดำน้ำและเรือรบในการรังควานเส้นทางลำเลียงยุทธปัจจัยของกองทัพพันธมิตร แต่ประเทศที่มีที่ตั้งอยู่บริเวณส่วนเหนือของยุโรปอย่างนอร์เวย์กลายเป็นสถานที่สำคัญในส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเยอรมัน สถานที่นั้นก็อยู่ที่เมืองแวมอร์ก [Vemork]


โรงไฟฟ้าพลังน้ำแวมอร์ก (Vemork) ที่มาของภาพ

ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1906 รัฐบาลประเทศนอร์เวย์ในขณะนั้นได้เริ่มโครงการก่อสร้างสถานที่ซึ่งจะกลายเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีบริษัทนอร์ส ไฮโดร [Norsk Hydro] เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งจะให้กำลังการผลิตไฟฟ้า 108 เม็กกะวัตต์ ในบริเวณน้ำตกยือกัน [Rjukan waterfall] ที่เมืองเวมอร์ค ต้องใช้เวลาในการก่อสร้างถึง 5 ปี ก่อนจะเปิดทำงานในปี ค.ศ. 1911 มันเป็นโครงการก่อสร้างที่ใช้เงินลงทุนอย่างมากและต้องได้รับการระดมทุนจากต่างประเทศ ภายหลังจากเริ่มเปิดใช้งานโรงไฟฟ้าแห่งนี้ยังเป็นแหล่งพลังงานให้แก่โรงงานผลิตปุ๋ยโดยวิธีการใหม่ซึ่งถูกคิดค้นโดยคริสเตียน เบอเคอลานด์ หลังจากนั้นบริษัทนอร์ส ไฮโดร ได้พัฒนาและตระหนักถึงโครงการอีกอย่างหนึ่งซึ่งก็คือ การผลิตน้ำมวลหนัก หรือ Heavy Water ด้วยวิธีการอิเล็กโทรไลซิส [Electrolysis] หรือกระบวนการแยกอะตอมของน้ำ โดยการผลิตเริ่มต้นขึ้นในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 1934 ที่นี่เองจะกลายเป็นสถานที่แห่งแรกบนโลกที่สามารถผลิตน้ำมวลหนักเพื่อการพาณิชย์เป็นแห่งแรกของโลก โดยมีปริมาณผลิตได้ 12 เมตริกตันต่อปี

ในปี ค.ศ.1940 รัฐบาลฝรั่งเศสซื้อหุ้นทั้งหมดที่มีอยู่ของบริษัท นอร์ส ไฮโดร และนำเข้าน้ำมวลหนักจากนอร์เวย์ ก่อนหน้านี้รัฐบาลเยอรมันซึ่งตอนนั้นฮิตเลอร์ขึ้นเถลิงอำนาจแล้ว ก็เคยเสนอขอซื้อหุ้นในบริษัท
แต่ทางนอร์เวย์มีความกังวลว่า การให้เยอรมันเข้ามาถือหุ้นและซื้อน้ำมวลหนักเหล่านี้ไป มันมีความเป็นไปได้สูงที่พวกเขาจะนำไปใช้ในทางทหารจึงได้ตอบปฏิเสธไป แต่เมื่อเยอรมันพิชิตนอร์เวย์และฝรั่งเศสลงได้ก็เป็นการเปิดทางให้การนำน้ำมวลหนักมาใช้เพื่อการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์สามารถดำเนินต่อไปได้
นักวิทยาศาสตร์เยอรมันหวังจะนำเอาน้ำมวลหนักเหล่านี้ไปใช้การผลิตอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง

ก่อนหน้าที่นอร์เวย์จะถูกพิชิต น้ำมวลหนักจำนวนมากถูกลับลอบขนออกไปจากนอร์เวย์สู่ฝรั่งเศส หน่วยข่าวกรองกองทัพเยอรมันพยายามอย่างยิ่งที่จะช่วงชิงมาให้ได้ แต่หลังจากที่กองทัพเยอรมันเคลื่อนพลบุกฝรั่งเศสและกองทัพฝรั่งเศสหมิ่นเหม่ใกล้จะปราชัย ก็มีความพยายามอีกครั้งที่จะนำสิ่งเหล่านี้หลบหนีไปให้พ้นเงื้อมมือของพวกนาซี แฟดเดอริค โจลิโยท คูรี นักฟิสิกส์นิวเคลียร์ชาวฝรั่งเศสและผองเพื่อนรีบนำมันหลบหนีไปพร้อมกับทหารอังกฤษที่กำลังถอนกำลังออกจากประเทศฝรั่งเศส โชคดีที่พวกเขาหนีรอดไปได้อย่างหวุดหวิด แต่อย่างไรก็ตามพวกเยอรมันยังคงยึดโรงงานผลิตน้ำมวลหนักเอาไว้ได้ และพวกเขาก็บีบบังคับให้ชาวนอร์เวย์ทุกคนที่เคยทำงานที่นี่ต้องร่วมมือในการผลิตน้ำมวลหนักขึ้นมาใหม่อีกครั้ง


น้ำมวลหนัก หรือ Heavy Water ที่ถูกผลิตจากการวิจัยภายในโรงไฟฟ้าพลังน้ำแวมอร์ก ที่มาของภาพ

โดยการนำน้ำมวลหนักไปใช้ในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์นั้น มันจะถูกใช้เพื่อลดความเร็วของนิวตรอน ที่วิ่งตรงไปยังวัสดุที่สามารถเกิดปฏิกิริยาฟิชชันได้ โดยความหมายก็คือ ตามหลักทางฟิสิกส์โมเลกุลของตัวหน่วงถูกนิวตรอนวิ่งมาชนและมีการดูดนิวตรอนบางส่วนเอาไว้ จึงทำให้นิวตรอนนั้นถูกดูดซับไป และยังทำให้อะตอมของยูเรเนียมที่ถูกชนด้วยนิวตรอนลดลง ลดพลังงานของปฏิกิริยานิวเคลียร์ให้อยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้

กองทัพพันธมิตรล่วงรู้มาว่าพวกเยอรมันกำลังวิจัยและพัฒนาอาวุธทำลายล้างสูงชนิดนี้อยู่ พวกเขาเฝ้าติดตามความคืบหน้าของโครงการและพยายามอย่างมากในการหาข่าวความคืบหน้าของโครงการ หน่วยใต้ดินที่มีอยู่ในประเทศต่างๆ ให้ข้อมูลความคืบหน้ามาเป็นระยะๆ โดยเฉพาะเหล่าบรรดาหน่วยใต้ดินของนอร์เวย์ที่เสี่ยงชีวิตตนเองในการล้วงข้อมูลสำคัญออกมา หน่วยใต้ดินนอร์เวย์มีส่วนสำคัญอย่างมากตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 การยึดครองนอร์เวย์ของกองทัพเยอรมันนั้นค่อนข้างลำบากในการปราบปรามกองกำลังใต้ดินเหล่านี้ซึ่งแตกต่างอย่างมากในประเทศอื่นๆ ที่เยอรมันยึดครองอยู่

ความลำบากอย่างแรกสำหรับของกองทัพเยอรมันก็คือ ภูมิประเทศของนอร์เวย์เป็นแนวชายฝั่งยาวซึ่งที่นี่มีประชากรไม่มากนักรวมทั้งยังมีอากาศหนาว เยอรมันจำต้องกระจายกำลังของตนเองออกไป นอกจากนี้ภูมิประเทศอันยาวเหยียดของนอร์เวย์ซึ่งมีชายแดนติดต่อกับประเทศสวีเดนที่ประกาศเป็นกลางในสงครามครั้งนี้ หน่วยใต้ดินนอร์เวย์มักจะก่อกวนทหารเยอรมันและหลบหนีข้ามพรมแดนเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในสวีเดนซึ่งสามารถใช้ช่องทางธรรมชาติผ่านข้ามไปได้อย่างง่ายดาย

ชาวนอร์เวย์รักชาติจำนวนมากที่จำต้องตกอยู่ใต้การยึดครองของข้าศึก พวกเขาไม่หวาดหวั่นที่จะต่อสู้เพื่อลดทอนหรือทำลายศักยภาพการทำสงครามของพวกเยอรมัน แต่ก็มีชาวนอร์เวย์บางส่วน โดยส่วนใหญ่เคยเป็นทหารในกองทัพและพลเรือนจากสาขาอาชีพต่างๆ พากันหลบหนีออกจากประเทศไปรวมกันอยู่ที่ประเทศอังกฤษ อันเป็นหนึ่งในชาติพันธมิตรที่ยืนหยัดสู้รบกับเยอรมันในยุโรปตั้งแต่เริ่มต้นของสงคราม ภายหลังจากการล่มสลายของฝรั่งเศสและการล่าถอยข้ามช่องแคบของกองทัพอังกฤษ นั่นจึงทำให้ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ปฏิบัติการรบนอกแบบในสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือ Unconventional Warfare จึงได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ กองทัพอังกฤษและเหล่าบรรดาผู้รักชาติจากประเทศที่ถูกกองทัพเยอรมันยึดครอง จะร่วมมือกันฝึกและออกปฏิบัติการหลังแนวรบของเยอรมันไปตลอดช่วงสงคราม


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
1. https://www.atomicheritage.org/history/german-atomic-bomb-project
2. http://theconversation.com/operation-gunnerside-the-norwegian-attack-on-heavy-water-that-deprived-the-nazis-of-the-atomic-bomb-90360
3. https://www.atomicheritage.org/history/operation-gunnerside
4. https://www.nytimes.com/2018/10/22/obituaries/joachim-ronneberg-dead.html
5. http://large.stanford.edu/courses/2014/ph241/wendorff2/
6.
อบพระคุณคุณเผ่าพงศ์ พันธุ์ศิลา เอื้อเฟื้อข้อมูลคำศัพท์ทางฟิสิกส์นิวเคลียร์