Oriental World

คณะสงฆ์จีนกับความไม่เที่ยงในยุคประธานเหมา (1)

ชัยชนะของเหมาเจ๋อตุงหลังจากสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนสำเร็จในปี ค.ศ.1949 ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก จากนั้นจะเห็นนโยบายปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในด้านต่างๆ โดยเฉพาะเราจะรู้จักนโยบายการปฏิวัติวัฒนธรรมที่เริ่มต้นในปี ค.ศ.1966 ซึ่งเป็นนโยบายที่ติดตราตรึงใจทั้งชาวจีนเอง ทั้งมิตรและศัตรูของจีนในเวทีสงครามเย็นเป็นอย่างมาก เพราะมีความมุ่งเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ อย่างถอนรากถอนโคน
รายละเอียดเป็นอย่างไรนั้นอาจจะไม่มีพื้นที่เพียงพอจะนำมาเล่าสู่กันฟัง


เหมาเจ๋อตุงประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในค.ศ.1949 ที่มาของภาพ

แต่สิ่งที่จะเล่าสู่กันฟังได้เป็นประเด็นเล็กๆ ท่ามกลางมวลความเปลี่ยนแปลงมหาศาลของช่วงทศวรรษ
ดังกล่าว นั่นคือ เป็นที่เข้าใจกันว่าตั้งแต่การปฏิวัติวัฒนธรรม ศาสนาต่างๆ ถูกจัดการเหี้ยนไม่เหลือหลอ เพราะเป็นอุปสรรคของการปฏิวัติและเป็นสิ่งที่มอมเมาประชาชน ศาสนาเข้ากันไม่ได้กับการปฏิวัติ ในเดือนกันยายนค.ศ.1966 วัดวาอาราม สุเหร่า หรือโบสถ์คริสต์ใดๆ ถูกสั่งปิดเกลี้ยง ประตูวิหารของบางวัดถูกเขียนป้ายแปะ เปลี่ยนจากชื่อวัดเป็นคำว่า “ประชาชนจงเจริญ” บ้าง หรือมีตัวอย่าง (ดังรูป) พระพุทธรูป
พระศรีอริยเมตไตรย ในวัดที่เมืองหางโจวถูกปิดป้ายทับไปเลยก็มี นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างการทำลาย
พระพุทธรูปในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรมนี้อยู่ตามสถานที่ต่างๆ บ้าง ทั้งนี้เนื่องจากพุทธศาสนาเป็นเป้าของการรณรงค์ทำลาย “ของเก่าสี่ประการ” ซึ่งเป็นนโยบายที่เริ่มต้นในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมนี้ ของเก่าสี่ประการนี้คือ ความคิดเก่า วัฒนธรรมเก่า ขนบธรรมเนียมประเพณีเก่า และนิสัยเก่า และพุทธศาสนาก็ถูกผู้กำหนดนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์มองว่าอยู่ในประเภทของเก่าเหล่านี้ สิ่งที่พรรคคอมมิวนิสต์ในช่วงเวลา
ดังกล่าวต้องการทำลาย คือความงมงายกราบไหว้รูปเคารพของประชาชนนั่นเอง นักปฏิวัติต้องไม่งมงาย 
นักปฏิวัติต้องคิดวิเคราะห์


ผู้นำคอมมิวนิสต์ปราศรัยหลังจากการเดินทัพทางไกล(The Long March) ที่มาของภาพ

ดังนั้นชัยชนะของเหมาเจ๋อตุงและการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนก็ส่งแรงกระเพื่อมไปยังพระสงฆ์องค์เจ้าทั่วเมืองจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

พระสงฆ์จีนกับการอนุวัตรให้เข้ากับยุคสมัย
อย่างไรก็ตาม หากดูที่รายละเอียดช่วงเวลาสักเล็กน้อยแล้ว เราจะพบว่าในช่วงเวลาระหว่างตั้งแต่การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน ค.ศ.1949 กับการเริ่มต้นการปฏิวัติวัฒนธรรม ค.ศ.1966 นั้น
พรรคคอมมิวนิสต์จีนมีนโยบายทั่วไปในการปกป้องพุทธศาสนา

กรุณาฟังใหม่อีกครั้งหนึ่ง นโยบายหลักของพรรคคอมมิวนิสต์จีนตั้งแต่ ค.ศ.1949 คือการปกป้อง
พุทธศาสนา

แต่การปกป้องศาสนาในแง่นี้การปกป้องคือ การจับตาดู ควบคุมระวัง ระแวง และระไว เพื่อใช้ศาสนาเหล่านี้ เพื่อนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์โดยรวม

กระนั้น ภาพการที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนขึ้นสู่อำนาจและกวาดล้างพุทธศาสนาขนานใหญ่ตั้งแต่ต้นก็อาจจะไม่ครอบคลุมเสียทีเดียว


พระพุทธรูปถูกทำลายในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ที่มาของภาพ

ที่รู้กันแน่ๆ คือ พุทธศาสนาไม่ได้มีตำแหน่งแห่งที่อันมั่นคงนักในระบบสังคมยุคปฏิวัติ รวมทั้งเวลาปฏิบัติงาน ใครจะสามารถให้หลักประกันได้ว่า เวลากวาดล้าง “ซากเดนศักดินา” พระและชีจะไม่ถูกนำมาฆ่าเสีย

ดังนั้น พระสงฆ์จีนในช่วงเวลาดังกล่าว จึงจำต้องอนุวัตรให้เข้ากับยุคสมัย กล่าวในภาษาชาวบ้านคือ
ต้องเอาตัวรอดนั่นเอง

บางส่วนอาจจะสึก เลิกข้องเกี่ยวกับพุทธศาสนาไปเลย แต่ก็มีพระบางรูปที่เป็นปัญญาชนทำการตีความ
พระสูตรมหายาน และคำสอนต่างๆ ให้เข้ากับระบอบใหม่

พรรคคอมมิวนิสต์มีการออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่พรรคระดับท้องถิ่นค้นคว้าหาเอาพระสูตรใดก็ตามออกมาเพื่อแสดงให้เห็นว่าเข้ากันได้กับความคิดมาร์กซิสต์ เพื่อจุดมุ่งหมายจะเปลี่ยนชาวพุทธให้กลายเป็นผู้ศรัทธามาร์กซิสต์แทนในที่สุด


โปสเตอร์ในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม ที่มาของภาพ

พระสูตรหนึ่งในนั้นคือ อวตังสกสูตร พระสูตรมหายาน ซึ่งมีความยาวมากที่สุด โดยส่วนที่ถูกยกขึ้นมาบ่อยคือการอภิปรายเรื่องมหาเมตตาของพระโพธิสัตว์ ว่าสิ่งที่ทำให้พระโพธิสัตว์บรรลุได้เป็นเพราะสรรพสัตว์ทั้งหลาย อุปมาดั่งต้นไม้กลางทะเลทราย หากรากของต้นไม้นั้นได้น้ำหล่อเลี้ยง จะทำให้ทั้งกิ่งก้าน ทั้งใบ
ทั้งดอกผลของต้นไม้นั้นเติบโต พระโพธิสัตว์ซึ่งมีสรรพสัตว์เป็นดั่งราก

จึงมีการตีความว่า อวตังสกสูตรนี้มีความเข้ากันได้กับอุดมการณ์ปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
เพราะการกล่าวถึสรรพสัตว์ในฐานะรากหมายความว่า สรรพสัตว์เหล่านี้คือมวลชนนั่นเอง!

นี่จึงเป็นตัวอย่างการอนุวัตรไปตามยุคสมัยของพุทธศาสนาตัวอย่างหนึ่ง


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Holmes Welch, Buddhism under Mao (1972)