Oriental World

คนโบราณเจาะกะโหลกแก้ปวดหัว!!!

ทั่วโลกพบหลักฐานว่ามีการเจาะกะโหลกเพื่อรักษาอาการปวดศีรษะ ลมชัก ไมเกรนไปจนถึงขับไล่ปีศาจร้ายออกจากศีรษะ เทคนิคดังกล่าวยังใช้อยู่เรื่อยมาจนถึงศตวรรษที่ 18 ที่มีการพัฒนาเครื่องมือแพทย์สำหรับการเจาะกะโหลกที่มีความแม่นยำมากขึ้น

เมื่อราว 10,000 ปีมาแล้ว ในพื้นที่ที่เป็นประเทศฝรั่งเศสในปัจจุบัน ไปจนถึงเอเชียตะวันตกและอเมริกาใต้ มีหลักฐานของการรักษาโรคด้วยวิธีการเจาะกะโหลก (trepanning) ด้วยการใช้เครื่องมือที่ทำด้วยหินเหล็กไฟ (flint tools) สร้างรูบนกะโหลกศีรษะ โดยการเจาะหรือการขูดเพื่อเผยให้เห็นเยื่อหุ้มสมองชั้นนอก (dura mater) เฉพาะที่ฝรั่งเศส พบว่ากะโหลก 120 ใบ ซึ่งกำหนดอายุได้ในช่วง 6500
ก่อนคริสต์ศักราช ในจำนวนนั้นมีกะโหลกที่ถูกเจาะอยู่ถึง 40 ใบ


กะโหลกศีรษะสมัยหินใหม่ที่มีรูซึ่งเกิดจากการเจาะกะโหลก และยังมีร่องรอยของเนื้อเยื่อกระดูกที่งอกขึ้นมาใหม่อยู่ภายใน
แสดงว่าผู้ป่วยรายนี้มีชีวิตอยู่ต่อมาหลังจากได้รับการเจาะกะโหลกแล้ว ที่มาของภาพ


ในทางการแพทย์ปัจจุบันเรียกการเจาะกะโหลกให้เป็นรูทะลุว่า ทรีไฟนิง (trephining) หรือ ทรีแพนนิง (trepanning) มักพบการเจาะรูที่กะโหลกศีรษะแบบนี้ในแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์หลายแห่งทั่วโลก

วิธีการเช่นนี้นับว่าเป็นการผ่าตัดยุคแรกที่สุดเท่าที่เรารู้จัก ซึ่งเชื่อว่าช่วยรักษาโรคปวดหัว หรือ ในบางวัฒนธรรมมีความเชื่อว่าอาการปวดหัวเกิดจากวิญญาณร้ายที่เข้าไปอยู่ในกะโหลก ต้องเจาะรูให้วิญญาณร้าย ผ่านออกมาจึงจะหายจากโรคร้ายและการรักษาอาการบาดเจ็บทางสมอง ทั้งยังอาจช่วยบรรเทาความดันที่เกิดจากการแตกของกะโหลก รักษาลมชัก (ลมบ้าหมู) ไมเกรนหรืออาการป่วยทางจิต
ส่วนเศษกะโหลกที่ได้จากการรักษาจะเก็บไว้ใช้เป็นเครื่องราง ป้องกันวิญญาณร้าย


กะโหลกจากเปรูเมื่อราว 900 ปีก่อน แสดงให้เห็นการใช้เครื่องมือโบราณในการสร้างรูบนกะโหลกศีรษะจำนวนหลายรูก่อนจะเปิดเอากะโหลกศีรษะออกเป็นช่องใหญ่ ที่มาของภาพ


การเจาะกะโหลกอีกแบบหนึ่งจากวัฒนธรรมชาวอินคาในเปรู ที่มาของภาพ

ผู้ลงมือเจาะกะโหลกนั้นเป็นหมอผีในหมู่บ้านจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าคนไข้นั้นสมควรได้รับการเจาะกะโหลกหรือไม่

โดยทั่วไป คนไข้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีพฤติกรรมผิดปกติหรือมีนิสัยดุร้าย (เป็นผลมาจากอาการป่วยทางจิต) จะถูกเจาะกะโหลกเพื่อขับไล่ปีศาจออกไป


การเจาะกะโหลกในภาพชื่อ “การผ่าตัดเพื่อนำหินแห่งความวิปลาสออกจากศีรษะ” วาดโดยเฮียริโอนิมัส บอสช์ 
(Hieronymus Bosch) จิตรกรชาวดัตช์สันนิษฐานว่าภาพนี้เขียนขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1488-1516 ที่มาของภาพ


เครื่องมือสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ใช้ในการเจาะกะโหลกเป็นสว่านมือที่มีดอกสว่านทำด้วยไม้ติดหินเหล็กไฟหรือฟันฉลามที่ปลายสำหรับเจาะ ดอกสว่านยึดไว้กับสายหนังขึงตึงกับคันชักคล้ายธนู เมื่อจับคันชักเลื่อนไปมาเหมือนการเลื่อยไม้ ดอกสว่านไม้ก็จะค่อยๆ เจาะผ่านผิวหนังและกะโหลกของผู้ป่วย
ทีละน้อยๆ

ภาพจำลองการเจาะกะโหลกโดยใช้สว่านมือสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่มาของภาพParker, S. 2013, p.20

ภาพจำลองการใช้สว่านมือสมัยก่อนประวัติศาสตร์เจาะวัตถุ ที่มาของภาพ


ในประเทศไทยพบร่องรอยของการทำการรักษาโรคในยุคโบราณก่อนประวัติศาสตร์ โดยการขุดค้นทางด้านโบราณคดีในหลายพื้นที่ เช่น ค้นพบการเจาะหัวกะโหลกมนุษย์เป็นรูกลมแต่งขอบรูเรียบ ที่แหล่งโบราณคดีบ้านธาตุ อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี เป็นต้น

ขณะเดียวกันก็มีหลักฐานจากกะโหลกที่แสดงให้เห็นว่ามีผู้ป่วยบางคนรอดชีวิตจากกการเจาะกะโหลกเนื่องจาก พบว่ามีร่องรอยของการงอกใหม่ของเนื้อเยื่อกะโหลกจากด้านใน แสดงให้เห็นว่ากะโหลกมีการซ่อมแซมตัวเองหลังการผ่าตัด


อุปกรณ์เจาะกะโหลกพร้อมดอกสว่านของเยอรมนีสมัยศตวรรษที่18 ที่มาของภาพ

นอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่แสดงถึงเทคนิคการเจาะกะโหลกที่ได้รับการพัฒนาขึ้นพร้อมๆ กับวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้น ได้แก่ เครื่องมือเจาะกะโหลกในศตวรรษที่ 18 ซึ่งจัดเป็นเครื่องมือแพทย์ชนิดหนึ่งทำด้วยโลหะมีคม มีรูปร่างเหมือนสว่านมือหมุนของช่างไม้โดยผู้เจาะจะใช้มือข้างหนึ่งจับที่มือจับด้านบนเพื่อยึดให้มั่นคง แล้วใช้อีกมือหนึ่งจับที่มือจับตรงกลาง เมื่อออกแรงหมุนก็จะทำให้ดอกสว่านค่อยๆ เจาะลงไปบนกะโหลก ทั้งนี้ ดอกสว่านมีหลายขนาดและหลายรูปร่าง ทั้งหมดมีปลายแหลมสำหรับปักยึดในจุดที่ต้องการเจาะให้แม่นยำและมีขอบเหมือนฟันเลื่อยที่ออกแบบมาให้ตัดเข้าไปในกระดูก (กะโหลก) ได้


ชุดอุปกรณ์เจาะกะโหลกของเยอรมนีสมัยศตวรรษที่18 ที่มาของภาพ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอัตราการเสียชีวิตจากการเจาะกะโหลกมีค่อนข้างสูงโดยเฉพาะเมื่อศัลยแพทย์เจาะเข้าไปในเนื้อเยื่อใต้กะโหลกทำให้การรักษาด้วยวิธีการนี้ค่อยๆ ลดความนิยมลงในช่วงศตวรรษที่ 19 กระนั้นปัจจุบันปรากฏว่ายังมีการเจาะกะโหลกอยู่แต่ต้องทำภายในการควบคุมภาวะแวดล้อมทางการแพทย์ เพื่อไม่ใช้การเจาะกระทบกระเทือนถึงสมองจนทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือโรคทางสมองตามมา

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
HERSHKOVITZ, I. Trephination: The Earliest Case in the Middle East.
(https://www.jstor.org/stable/23373189?seq=1#page_scan_tab_contents)
Parker, S. “Trepanning” in Kill or Cure: An Illustrated History of Medicine. DK. pp. 20-21.
https://en.wikipedia.org/wiki/Trepanning
https://news.nationalgeographic.com/2016/06/what-is-trepanation-skull-surgery-peru-inca-archaeology-science/
https://www.historyrevealed.com/eras/general-history/what-is-trepanning/
https://www.thevintagenews.com/2017/04/06/20-wacko-cures-and-medical-procedures-from-the-past/
http://wowboom.blogspot.com/2010/08/trepanning-skull.html
http://www.bbc.com/earth/story/20160826-why-our-ancestors-drilled-holes-in-each-others-skulls
http://www.news.ucsb.edu/2013/013852/ancient-cranial-surgery
http://www.sac.or.th/conference/2017/