World Clvilization

เปิดคัมภีร์โพโพล วูห์และตำนานวีรบุรุษฝาแฝดของชาวมายาโบราณ

ถ้าต้องการที่จะเข้าใจว่าชาวมายาโบราณและชาวอเมริกากลางโบราณ (Mesoamerica) มองและเข้าใจโลกอย่างไร สิ่งที่ช่วยไขข้อข้องใจตรงนี้ได้กระจ่างคือคัมภีร์ของชาวมายาโบราณเองที่มีชื่อเรียกว่า “โพโพล วูห์” (Popol Vuh) นักโบราณคดีค้นพบหลักฐานจากแผ่นศิลาในเมืองควิริกัว (Quiriguá) จากประเทศกัวเตมาลา บอกเล่าเรื่องราวว่าจุดเริ่มต้นแห่งตำนานการสร้างโลกของชาวมายาโบราณนั้นอยู่ที่หิน 3 ก้อน
ที่ได้รับการจัดวางเรียงเอาไว้บนท้องฟ้า และคัมภีร์ที่เรียกว่าโพโพล วูห์ก็ได้กล่าวถึงตำนานการสร้างโลกตามความเชื่อของชาวมายาโบราณในมุมมองอื่นที่ศิลาแห่งควิริกัวไม่ได้กล่าวถึงด้วยเช่นกัน ดังนั้นในครั้งนี้เราจะมาลองดูกันว่าสำหรับชนโบราณในอเมริกากลางอย่างชาวมายาแล้ว พวกเขามองโลกและจักรวาลที่พวกเขาอาศัยอยู่อย่างไรกันบ้าง


คัมภีร์โพโพล วูห์ฉบับคัดลอก เนื้อหาระบุถึงการเดินทางของวีรบุรุษฝาแฝดและการสร้างโลกของชาวมายา ที่มาของภาพ

หลักฐานแรกเริ่มที่สุดของการมีตัวตนอยู่ของโพโพล วูห์ต้องย้อนกลับไปถึงปี ค.ศ. 1701 นักบวชนามว่า
ฟรานซิสโก ชิเมเนส (Francisco Ximénez) ได้เดินทางมาถึงโบสถ์แห่งหนึ่งในเมืองชิชิคัสตินันโก (Chichicastinango) ในประเทศกัวเตมาลา ด้วยว่าชิเมเนสพูดภาษามายาได้สามสำเนียง เขาจึงเข้าถึง
ชาวเมืองพื้นถิ่นในขณะนั้นได้ง่าย เมื่อพูดคุยกันไปเรื่อยถึงตำนานที่และประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ ชาวเมืองก็ได้พาให้ชิเมเนสไปรู้จักกับคัมภีร์ชื่อว่า “โพโพล วูห์” ซึ่งในขณะนั้นเก็บรักษาเอาไว้ในโบสถ์ซานโต โทมัส (Santo Tomas Church) ชิเมเนสได้ทำการคัดลอกและแปลคัมภีร์จากต้นฉบับมาเป็นภาษาสเปนและ
คืนต้นฉบับให้กับทางโบสถ์ไป ซึ่งนักโบราณคดีทราบว่าคัมภีร์ตัวต้นฉบับนั้นน่าจะได้รับการบันทึกเอาไว้หลังจากที่ชาวสเปนมีชัยเหนือชาวมายาได้ไม่นานนัก และน่าจะมีอายุอยู่ในช่วงประมาณปี ค.ศ. 1554 ถึง
ค.ศ. 1558 ส่วนคัมภีร์ที่ชิเมเนสคัดลอกมานั้นก็ได้รับการคัดลอกต่อไปอีกครั้งหนึ่ง และเก็บรักษาเอาไว้ที่เมืองราบินัล (Rabinal) ในกัวเตมาลา และฉบับคัดลอกนี้ก็ยังคงอยู่ที่
เมืองราบินัลต่อมาจนถึงปี ค.ศ. 1854 เมื่อนักเดินทางชาวออสเตรเลียมาพบเข้า ก็ได้ทำการคัดลอกออกไปอีกครั้งหนึ่ง สุดท้ายก็ได้ไปตีพิมพ์สู่สายตาประชาชนในยุโรปเป็นครั้งแรก และคัมภีร์ฉบับยุโรปนี้ก็ได้กลายมาเป็นเอกสารสำคัญที่นักมายันวิทยาใช้ในการอ้างอิงถึงตำนานการสร้างโลกของชาวมายาโบราณที่รู้จักกันในชื่อ “โพโพล วูห์” นั่นเอง

แรกเริ่มเดิมที นักโบราณคดีเข้าใจว่าคัมภีร์โพโพล วูห์เพิ่งเขียนขึ้นเมื่อไม่กี่ร้อยปีก่อนเท่านั้น แต่จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบว่าสุสานหลวงของชาวมายาโบราณบางแห่งมีภาพวาดที่สอดคล้องกับเรื่องราวตำนานการสร้างโลกในคัมภีร์โพโพล วูห์มาก่อนแล้ว นั่นหมายความว่าแท้ที่จริงแล้วความเก่าแก่ของ “เรื่องราว” ในตัวคัมภีร์น่าจะย้อนกลับไปได้ไกลถึงยุคที่ชาวมายาโบราณยังคงรุ่งเรืองอยู่เลยทีเดียว


ศิลาอีซาปา หมายเลข 25แสดงภาพของนกแก้วยักษ์เกาะบนต้นไม้ โดยมีภาพของบุรุษแขนขาดยืนอยู่ข้างใต้ ภาพนี้สะท้อนให้เห็นถึงตำนานในคัมภีร์โพโพล วูห์ ซึ่งบันทึกเอาไว้หลังจากศิลาแผ่นนี้ราวสองพันปี ที่มาของภาพ

ถ้าว่ากันตามตำนานแล้ว โพโพล วูห์เล่าถึงจุดเริ่มต้นของโลกเอาไว้ว่า แรกเริ่มเดิมทีนั้นยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาทั้งสิ้น จะมีก็เพียงแค่ท้องฟ้ากว้างใหญ่ปกคลุมอยู่เหนือผืนน้ำแห่งการถือกำเนิดพร้อมด้วยเทพเจ้ากลุ่มหนึ่งเท่านั้น เทพเจ้ากลุ่มนี้ได้สร้าง “เทพผู้สร้าง” และสร้าง “เทพผู้ให้กำเนิด” ขึ้นมาด้วยการเปล่งวาจา
หลังจากนั้นไม่นานผืนน้ำก็แยกออกและผืนดินก็โผล่ขึ้นมาจากผืนน้ำแห่งนี้

เมื่อมีผืนดินแล้ว ก็ต้องมีสิ่งมีชีวิต เทพเจ้าจึงได้รังสรรค์ “สัตว์” ขึ้นมาเป็นสิ่งมีชีวิตแรก แต่ด้วยว่าสัตว์ไม่สามารถพูดหรือสรรเสริญพระองค์ได้ เทพเจ้าจึงได้สร้างมนุษย์ขึ้นมา โดยมนุษย์กลุ่มแรกนั้นสร้างขึ้นมาจากโคลน แต่เทพเจ้าก็ยังไม่พอใจ ก็เลยใช้ฝนมาชะล้างมนุษย์กลุ่มแรกทิ้งไปก่อนที่จะสร้างมนุษย์กลุ่มใหม่ขึ้นมาจากไม้ แต่มนุษย์ไม้ก็ยังไม่เป็นที่พอใจของเทพเจ้าทั้งหลายอยู่ดี ดังนั้นพระองค์จึงคิดที่จะสร้างมนุษย์ขึ้นมาอีกครั้ง โดยเปลี่ยนวัตถุดิบจากไม้มาเป็นแป้งข้าวโพด ในที่สุดมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบและพร้อมที่จะให้ความเคารพแด่องค์เทพเจ้าก็ถือกำเนิดขึ้นมาในการรังสรรค์ครั้งที่ 4 นี้เอง

ถึงแม้ว่าจะมีท้องฟ้า ผืนน้ำ พื้นดิน สัตว์และมนุษย์แล้ว ทว่ายังไม่มีแสงสว่างใดๆ ปรากฏขึ้นมา ด้วยว่ายังไม่มีแม้แต่กระทั่งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ นั่นจึงทำให้นกแก้วยักษ์จอมเจ้าเล่ห์ที่ชื่อว่า “เจ็ดนกแก้ว”
(7 Macaw) ซึ่งเป็นนกขนาดใหญ่ มีดวงตาประดับด้วยเพชรพลอยและจะงอยปากที่แวววาว แถมยังมีขนเป็นโลหะเงินและทองคำ ฉวยโอกาสบินขึ้นไปเกาะอยู่บนยอดไม้สูงแล้วประกาศแต่งตั้งตัวเองซึ่งมีความแวววาว เปล่งปลั่งขึ้นทำหน้าที่เป็นดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เสียเลย ทั้งนี้ก็เพราะว่าเจ้าเจ็ดนกแก้วอยากให้มนุษย์เคารพมันในฐานะ “เทพเจ้า” นั่นเอง


ภาพจำลองแสดงให้เห็น “สตรีเลือด” ธิดาของเจ้าแห่งชิบัลบาตั้งครรภ์จากน้ำที่ผลน้ำเต้าคายออกมา ที่มาของภาพ

แต่การขึ้นดำรงตำแหน่งนี้เป็นการทะนงตนเกินไปของนกยักษ์ วีรบุรุษฝาแฝดที่เป็นตัวเอกของเรื่องในคัมภีร์โพโพล วูห์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ฮูนาห์พู” (Hunahpu) และ “ชบาลังเก” (Xbalanque) ได้ตัดสินใจใช้หลอดเป่ากระสุนยิงเจ้าเจ็ดนกแก้วจนร่วงลงมาจากต้นไม้ แต่มันก็ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เจ้าเจ็ดนกแก้วได้โจมตีกลับจนทำให้แขนของชบาลังเกขาดไปหนึ่งข้าง หลักฐานของฉากนี้ยังคงปรากฏให้เห็นบนแผ่นจารึกชื่อว่า “ศิลาอีซาปา หมายเลข 25” (Izapa Stela 25) ซึ่งมีความเก่าแก่กว่าคัมภีร์โพโพล วูห์ถึงประมาณ 2,000 ปี นี่คืออีกหนึ่งหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า “เรื่องราว” ในโพโพล วูห์นั้นเคยถูกเล่าขานในหมู่ชาวมายาโบราณมายาวนานนับพันๆ ปีแล้ว

ในเมื่อสุริยันและจันทราจอมปลอมยังไม่สิ้นฤทธิ์ สองฝาแฝดจึงไปขอคำปรึกษาในการปราบนกแก้วยักษ์จากบรรพบุรุษ สุดท้ายก็ได้กลอุบายมาจนสามารถปราบเจ้าเจ็ดนกแก้วลงได้ด้วยการทำให้มันสูญเสียทั้งฟัน ดวงตา ความร่ำรวยและพลังอำนาจ หลังจากนั้นบรรพบุรุษของฝาแฝดก็ได้ต่อแขนของชบาลังเกกลับคืนจนสมบูรณ์ดังเดิมและมอบเพชรพลอยล้ำค่าให้เป็นรางวัล

อีกหนึ่งตำนานเด่นในโพโพล วูห์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของวีรบุรุษฝาแฝดคู่นี้คือการเอาชนะเจ้าแห่งดินแดนหลังความตายหรือ “ชิบัลบา” (Xibalba) รวมถึงการถือกำเนิดใหม่ของสุริยันกับจันทราและความเชื่อมโยงกับกีฬาแห่งพิธีกรรมอย่าง “เกมบอล” (Ball game) ของชาวมายาโบราณด้วยเช่นกัน

ความคลั่งไคล้ในการเล่นเกมบอลนั้นเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยบิดาของฮูนาห์พูและชบาลังเกแล้ว พ่อของทั้งคู่เคยเล่นเกมบอลที่ทำจากยางตันทั้งหนักและแข็งจนเสียงดังรบกวนลงไปถึงเจ้าแห่งชิบัลบาซึ่งอาศัยอยู่ใน
ดินแดนโลกข้างใต้ เมื่ออดรนทนไม่ไหวเจ้าแห่งชิบัลบาจึงได้เชิญสองนักบอลให้ลงไปแข่งกับพระองค์เสียเลย ผลปรากฏว่าเจ้าแห่งชิบัลบาเป็นฝ่ายชนะและได้สังหารบิดาของวีรบุรุษฝาแฝดด้วยการตัดหัวแล้วนำหัวนั้นไปแขวนเอาไว้ที่ต้นน้ำเต้า ส่วนลำตัวและร่างกายถูกเผาทิ้งจนกลายเป็นเถ้าถ่าน

หลังจากนั้นไม่นาน ต้นน้ำเต้าที่มีศีรษะแขวนอยู่ก็ออกผลมามีรูปร่างหน้าตาคล้ายบิดาของวีรบุรุษฝาแฝดเป็นอย่างมาก เจ้าแห่งชิบัลบาสั่งห้ามไม่ให้ใครเข้าไปยุ่งกับต้นน้ำเต้านี้เด็ดขาด ทว่าผู้ที่ขัดขืนกลับเป็นธิดาของพระองค์เองที่มีชื่อว่า “สตรีเลือด” (Lady Blood) เมื่อเธอพยายามเอื้อมมือไปที่ผลน้ำเต้านั้น มันก็ได้ถ่มน้ำลายใส่มือของเธอ ทำให้เธอตั้งครรภ์วีรบุรุษฝาแฝดทั้งฮูนาห์พูและชบาลังเกจนได้

แรกเริ่มเดิมทีสองวีรบุรุษรุ่นลูกก็ทำงานเป็นชาวไร่ ปลูกข้าวโพด เหมือนชาวมายาโบราณทั่วไป แต่พวกเขารู้สึกว่าช่างไม่เหมาะกับงานนี้เอาเสียเลย ประจวบเหมาะกับได้พบกับหนูพูดได้ตัวหนึ่งที่พาทั้งคู่ไปพบกับ “อุปกรณ์เล่นเกมบอล” ของบิดา พวกเขาจึงได้เจริญรอยตามผู้ให้กำเนิด และแล้วเรื่องราวเดิมๆ ของการเล่นเกมบอลและการแข่งกับเจ้าแห่งชิบัลบาก็ได้หวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

ในครั้งนี้เหมือนว่าวีรบุรุษฝาแฝดจะเก่งกว่าบิดาของพวกเขาเล็กน้อย เพราะถึงแม้ว่าจะปราชัยต่อเจ้าแห่ง
ชิบัลบาไปในเกมแรก แต่พวกเขาก็เสมอได้ในเกมที่สองและยื้อไปจนเจ้าแห่งชิบัลบาคิดว่าคงต้องจัดการสองคนนี้ให้สิ้นซากจริงจังเสียที หลังจากเลิกเล่นเกมบอล ฮูนาห์พูและชบาลังเกถูกส่งเข้าไปยัง “บ้าน”
หลังต่างๆ ซึ่งเต็มไปด้วยภยันตรายและความท้าทายมากมาย ทั้งคู่ไปพลาดท่าที่ “บ้านแห่งค้างคาว”
(House of Bats) ซึ่งฮูนาห์พูถูกค้างคาวตัดศีรษะจนขาดที่บ้านหลังนี้ แต่สุดท้ายแล้วด้วยพลังแห่งเวทมนตร์ก็ทำให้ศีรษะของฮูนาห์พูกลับมาเชื่อมต่อกับร่างกายและใช้ชีวิตได้ตามเดิม


ภาพวาดจากภาชนะของชาวมายาโบราณ แสดงให้เห็นวีรบุรุษฝาแฝด ฮูนาห์พูและชบาลังเกกำลังเล่นเกมบอลโดยมีลูกบอลยางสีดำขนาดใหญ่ปรากฏอยู่ระหว่างนักบอลทั้งสอง  ที่มาของภาพ

มาถึงจุดนี้ ทั้งคู่ทราบดีแล้วว่า ทางเดียวที่จะทำให้เจ้าแห่งชิบัลบาพอใจได้ก็คือทั้งคู่ต้องถูกสังหาร
ดังนั้นฮูนาห์พูและชบาลังเกจึงวางแผนกันในคืนหนึ่งที่กำลังร่วมกินอาหารค่ำกับเจ้าแห่งชิบัลบา ทั้งคู่ตัดสินใจกระโดดเข้าไปในเตาไฟเพื่อบูชายัญตัวเอง แต่สิ่งที่เจ้าแห่งชิบัลบาไม่ทราบเลยก็คือ อีกห้าวันต่อมา ทั้งคู่มาเกิดใหม่เป็นมนุษย์และเตรียมแผนที่จะแก้แค้นมาเป็นอย่างดี เด็กชายทั้งสองเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเวทมนตร์และเดินสายจัดแสดงโชว์ให้ชาวดินแดนชิบัลบาได้รับชม เวทมนตร์ของพวกเขาน่าทึ่งมาก ทั้งการเผาบ้าน
จนวอดวาย แล้วเสกให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม บ้างก็ฆ่าสุนัขทิ้งแล้วชุบชีวิตขึ้นมา และเวทมนตร์ที่ชวนให้ทึ่งที่สุดก็คือ การสังหารกันเองและชุบชีวิตให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ใหม่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น!!

เมื่อเรื่องน่าทึ่งนี้ถึงหูของเจ้าแห่งชิบัลบา พระองค์ก็สนใจอยากให้เด็กชายทั้งสองลองชุบชีวิตตนเองเช่นนั้นบ้าง ได้ยินดังนั้นทั้งคู่ก็จัดให้ เมื่อสังหารเจ้าแห่งชิบัลบาเรียบร้อยแล้ว แทนที่จะชุบชีวิตขึ้นมาตามที่รับปากไว้ เด็กชายทั้งสองกลับเปิดเผยตัวตนว่าทั้งคู่คือ ฮูนาห์พูและชบาลังเก ในที่สุดพวกเขาก็สามารถมีชัยเหนือเจ้าแห่งชิบัลบาจนได้ ทั้งคู่สามารถแก้แค้นแทนบิดาได้สำเร็จ หลังจากนั้นทั้งฮูนาห์พูและชบาลังเกก็ได้เดินทางขึ้นไปยังท้องฟ้าเพื่อทำหน้าที่เป็นสุริยันและจันทราแทนเจ้านกแก้วยักษ์จอมปลอมในอดีต สุดท้าย
แสงสว่างก็กลับคืนมาสู่โลกใบนี้อีกครั้งด้วยความสามารถของสองวีรบุรุษฝาแฝดคู่นี้นี่เอง


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website: https://www.ancient.eu/Popol_Vuh
Website: https://www.thoughtco.com/the-popol-vuh-the-maya-bible-2136319
Website: https://maya.nmai.si.edu/the-maya/creation-story-maya
Website: https://www.historyonthenet.com/maya-hero-twins
Website: http://www.mythweb.com/teachers/why/other/hero_twins.html