Armies Weapons and Warfare

อาชญากรรมสงครามจากกองทัพเยอรมัน (Wehrmacht)

มักจะมีหลายคนสับสนเกี่ยวกับกองทัพเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งในโครงสร้างการบังคับบัญชาและการกระทำที่เกิดขึ้นจากปฏิบัติการของพวกเขา โดยแท้จริงแล้วกองทัพเยอรมันในเวลานั้น มีกำลังรบที่เป็นทหารทั้งกองทัพแห่งชาติหรือที่รู้จักกันในชื่อของ แวร์มัค [Wehrmacht] รวมทั้งกองทัพบก หรือ แฮร์ (Heer) กองทัพเรือ หรือ ครีกมารีน (Kriegsmarine) และ กองทัพอากาศ หรือ ลูฟวาฟเฟอ (luftwaffe) เป็นกำลังรบหลักของประเทศ นอกจากนี้เยอรมันยังมีกองกำลังวาฟเฟ่นเอสเอส [Waffen SS] อันเป็นกองทัพที่ฮิตเลอร์สร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง ซึ่งตอบสนองคำสั่งของเขาโดยตรงและมีหน้าที่บรรลุในทุกๆ สิ่งที่ท่านผู้นำต้องการ


ทหารพลร่มเยอรมันยืนมองดูศพพลเรือนชาวกรีกในคอนโดมารี บนเกาะครีต ที่มาของภาพ

ตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งสองกองกำลังของเยอรมันสร้างชื่อเสียงในเรื่องของความกล้าหาญและประสิทธิภาพที่ดีกว่ากองทัพบางประเทศในยุคเดียวกัน ทั้งในเรื่องของยุทธวิธี, ยุทโธปกรณ์, ผู้บังคับบัญชาและการนำหน่วย แต่อีกหนึ่งสิ่งที่ขึ้นชื่อไม่แพ้กันนั่นก็คือ เรื่องราวของความโหดเหี้ยมอำมหิต และการก่ออาชญากรรมสงครามที่เกิดขึ้นทั้งที่มาจากคำสั่งของผู้บังคับบัญชา และการประพฤติผิดวินัยของทหาร
เรื่องราวเหล่านี้เรามักจะได้ยินว่ากองกำลังเอสเอสของฮิตเลอร์มักจะมีชื่อเสียอย่างมาก เพราะพวกเขาเป็น “กำลังรบส่วนตัวของฮิตเลอร์” พวกเขามีภารกิจรบตามแบบและการล่าสังหารคนเชื้อสายยิวในประเทศหรือพื้นที่ต่างๆ ที่เยอรมันยึดครอง

เหตุการณ์อื้อฉาวต่างๆ ที่กระทำโดยน้ำมือของทหารเอสเอส เป็นสิ่งด่างพร้อยที่แปดเปื้อนเกียรติยศของหน่วย และเป็นสิ่งที่ถูกจดจำมากกว่าความกล้าหาญและความมีประสิทธิภาพในการรบ อุดมการณ์และการปลูกฝังเรื่องชาตินิยมของเผ่าพันธุ์ และคำสั่งที่รับมาโดยตรงจากท่านผู้นำ แทบจะเปลี่ยนให้พวกเขากลายเป็นเครื่องจักรสงครามที่ไร้ชีวิตจิตใจ ความทระนงและหยิ่งผยองในเรื่องของความเหนือกว่าของชาติกำเนิดซึ่งถูกปลูกฝังมาอย่างดี จึงทำให้ไร้ความปราณีกับพลเรือนข้าศึกที่มีเชื้อสายที่ต้องถูกกำจัดและต่ำต้อยเกินกว่าความเป็นมนุษย์ดั่งเช่นที่พวกเขาถูกปลูกฝัง สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้คนทั่วไปจดจำกองกำลังเอสเอสเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์


ทหารกองกำลังวาฟเฟ่นเอสเอสนำขวานมาตัดศีรษะชาวยิวที่ถูกจับได้ ที่มาของภาพ

แต่หากเอ่ยถึงสิ่งที่กองทัพเยอรมันหรือแวร์มัคได้กระทำไว้ ความคิดโดยทั่วไปของผู้คนนั้นจะแตกต่างกันออกไป หลายคนคิดว่าพวกเขาจะทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงจากวาฟเฟ่นเอสเอส แน่นอนว่าพวกเขาจะถูกมองว่า “เป็นทหารที่รับใช้ประเทศชาติ” และแตกต่างจากพวกวาฟเฟ่นเอสเอสที่รับใช้ความต้องการของฮิตเลอร์เพียงคนเดียว หรือมักมีคนเข้าใจว่า “แวร์มัคเป็นทหารแท้ แต่วาฟเฟ่นเอสเอสไม่ใช่” ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ เป็นความคิดที่ตีกรอบการรับรู้ถึง “ความจริงของสงคราม ที่ไม่มีใครผูกขาดความดีหรือเลวไว้กับตน” ตลอดช่วงสงคราม กองทัพเยอรมันก็เคยสร้างเรื่องอื้อฉาวและแสดงออกซึ่งความเหี้ยมโหดออกมาได้น่าสะพรึงกลัวไม่แพ้วาฟเฟ่นเอสเอส และนี่คือตัวอย่างของเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของพวกเขา

ภายหลังจากการเปิดฉากบุกโปแลนด์และเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ กองทัพเยอรมันนำยุทธวิธีการรบแบบใหม่ที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน การรบสายแบบฟ้าแลบ หรือ บลิซครีก [Blitzkrieg] อันมีหน่วยยานเกราะของเยอรมันเป็นม้างานในการรุก สามารถทะลวงแนวรับของทหารโปแลนด์ และผลักดันให้ต้องล่าถอยอย่างต่อเนื่อง การรุกที่ประสานงานพร้อมกันทั้งทางบกและอากาศ มิใช่สิ่งที่กองทัพของประเทศที่พึ่งจะจัดตั้งใหม่อายุไม่ถึง 30 ปีประเทศนี้จะต้านทานเอาไว้ได้ นอกจากนี้ เกมการเมืองระหว่างประเทศส่งผลให้โปแลนด์ผจญกับศึกกระหนาบจากด้านหน้าและหลัง มันจึงเป็นการตอกฝาโลงให้โปแลนด์หายไปจากแผนที่โลกภายในเวลาหนึ่งเดือนกับอีกห้าวัน


ชาวยิวในอิวานโกรอดกำลังจะถูกสังหารโดยทหารเยอรมัน ที่มาของภาพ

ประเทศโปแลนด์ถูกยึดครองและพลเมืองนับล้านถูกชี้เป็นชี้ตายจากผู้ชนะชาวเยอรมันและโซเวียต
แต่ชาวโปแลนด์ในเขตยึดครองของเยอรมัน ก็กำลังต้องผจญกับฝันร้ายที่เกิดขึ้นจากทหารข้าศึก ในเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 1940 ไรน์ฮาร์ด เฮย์ดริค ผู้บัญชาการสำนักความมั่นคงแห่งเยอรมัน หรือ
ไรค์ซิเคอร์ไฮต์เฮาพท์อัมท์ [Reichssicherheitshauptamt] เรียกย่อๆ ว่า RSHA ได้บันทึกเอาไว้ว่า

“เมื่อเทียบอาชญากรรม, การปล้นชิงที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งโดยหน่วยทหารของกองทัพบกเยอรมัน, กองกำลังเอสเอส และเกสตาโป ทั้งหมดก็ทำได้เลวไม่แพ้กัน”

ในระหว่างที่กองทัพเยอรมันยกพลบุกเข้ามา มีเมืองและหมู่บ้านหลายแห่งถูกทำลาย รวมถึงมีพลเรือนที่อยู่พื้นที่การรบต้องสังเวยชีวิตไปในการนี้ ทรัพย์สินของพลเรือนจำนวนมากถูกปล้นชิงกันอย่างสนุกมือจากฝีมือของผู้ชนะ กว่าจะมีคำสั่งห้ามการกระทำนี้ออกมา หรือเข้ามาติดตามดูแลโดยผู้บังคับบัญชาเยอรมันมันก็สายไปเสียแล้ว มีพลเรือนโปแลนด์กว่า 16,000 คน ตกเป็นเหยื่อของชัยชนะที่เกินขอบเขตของทหารเยอรมันบางหน่วย นักประวัติศาสตร์อิสราเอลโอเมอร์ บาร์ตอฟ เรียกการกระทำเหล่านี้จากทหารเยอรมันว่าเป็น “การฆาตกรรมอย่างถูกต้องตามกฎหมาย” การข่มขืนกระทำชำเราต่อพลเมืองโปแลนด์ก็เกิดขึ้นเช่นกัน แม้จะมีการจับกุมทหารเยอรมันที่แตกแถวเหล่านี้ขึ้นศาล แต่กฎหมายเยอรมันที่ถูกอิทธิพลของพรรคนาซีครอบงำ กลับส่งผลให้การตัดสินแตกต่างออกไป ตัวอย่างของกรณีนี้คือ ศาลทหารเยอรมันจับกุมทหารจากกองทัพบกจำนวน 3 นาย ในข้อหาร่วมกันข่มขืนสตรีโปแลนด์ที่เมืองบัสโก้-ดรูซ (Busko-Zdrój) แม้จะมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนแต่ผู้พิพากษากลับตัดสินให้ความผิดฐานข่มขืนไม่ผิด อันเนื่องมาจากนโยบายของเยอรมันเรื่องเชื้อชาติ


ทหารเยอรมันจัดแถวเตรียมการประหารชีวิตสตรีสโลเวเนียน 5 คน ที่ให้การช่วยเหลือกองกำลังต่อต้าน ที่มาของภาพ

นอกจากความเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับพลเรือนโปแลนด์แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับเชลยศึกโปแลนด์ก็เลวร้ายเช่นกัน
ที่เมืองชลาดูฟ (Śladów) มีการสังหารหมู่เชลยศึกจำนวน 252 นาย ที่เมืองเชียฟพีลูฟ (Ciepielów)
และซามบรูฟ (Zambrów) มีเชลยศึกที่ถูกสังหารทั้งสองเมืองรวมแล้วจำนวน 600 นาย นอกจากนี้ที่ค่ายเชลยศึก ณ เมืองซีราดูฟ (Zyrardów) ที่อยู่ในการดูแลของกองทัพบกเยอรมัน เชลยศึกทหารโปแลนด์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหารจากกองพลทหารราบที่ 7 (Polish 7th Infantry Division) ถูกคุมขังโดยปราศจากน้ำ, อาหาร และเวชภัณฑ์ เชลยศึกที่บาดเจ็บหรือเจ็บป่วยถูกยิงทิ้งหรือปล่อยให้ตายอย่างช้าๆ เพื่อแก้แค้นที่ทหารโปแลนด์หน่วยนี้รบต้านทานกองทัพบกเยอรมันได้อย่างเหนียวแน่น และทำให้ฝ่ายเยอรมันต้องสูญเสียทหารและเวลาไปกับการพิชิตหน่วยทหารโปแลนด์หน่วยนี้ โยเค่น บือเลอร์ นักประวัติศาสตร์
ชาวเยอรมันที่ศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ยุทธการการรุกเข้าสู่โปแลนด์ของเยอรมันกล่าวว่า “มีเชลยศึกโปแลนด์จำนวน 3,000 นาย ต้องตายไปกับการสังหารหมู่และความทุกข์ทรมานในค่ายเชลยเยอรมัน”


ทหารเยอรมันยืนมองศพเชลยศึกทหารโปแลนด์ที่ถูกสังหาร ที่มาของภาพ

นอกเหนือจากประเทศโปแลนด์แล้ว เมื่อสงครามขยายแนวรบออกไปทางตะวันตกพลเรือนในแถบนั้นก็ต้องตกเป็นเหยื่อด้วยเช่นกัน ระหว่างวันที่ 25-28 พฤษภาคม ค.ศ.1940 กองทัพบกเยอรมันก่ออาชญากรรม
สงครามใกล้ๆ กับหมู่บ้านเล็กๆ ของเบลเยียมที่ชื่อ ฟิงค์ (Vinkt) มีการนำพลเรือนไปเป็นโล่มนุษย์ ขณะที่กองทัพเบลเยี่ยมยังคงรบต้านการบุกของเยอรมัน หมู่บ้านและฟาร์มในพื้นที่หลายแห่งถูกค้นหาเสบียงและปล้นสะดม มีชาวบ้านถูกจับในจำนวนนี้ 86 คนถูกสังหาร เหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้ก็เกิดขึ้นที่หมู่บ้านในพื้นที่ใกล้กับฟิงค์ รวมแล้วมีพลเรือนเบลเยี่ยมเสียชีวิตจากคมกระสุนและดาบปลายปืนทหารเยอรมันจำนวน 600 คน

เมื่อกองทัพบกเยอรมันรุกเข้าสู่ฝรั่งเศส ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1940 กรมทหารราบโกรสดอยช์ลันท์ (Großdeutschland Regiment) ของเยอรมัน จับเชลยศึกทหารฝรั่งเศสซึ่งเป็นทหารอาณานิคมจากแอฟริกาซึ่งทั้งหมดเป็นทหารผิวสี พวกเขาถูกประหารพร้อมกับนายทหารผิวขาวใกล้ๆ กับเมืองบัว ดี แรง (Bois d'Eraine) ในเดือนเดียวกันนั้นเองทหารเยอรมันจากกองพลทหารราบที่ 9 สังหารทหารผิวสี ของกองพลอาณานิคมที่ 4 ของฝรั่งเศส พวกเขาทั้งหมดถูกจับกุมตัวใกล้กับเอียกคีวีลแลร์ (Erquivillers) นายทหารเยอรมันกลับเลือกที่จะไว้ชีวิตนายทหารฝรั่งเศสไว้ แต่ให้เหตุผลที่ต้องประหารทหารผิวสีเหล่านี้ว่า

“เผ่าพันธุ์ที่ด้อยกว่า (หมายถึงคนแอฟริกาผิวดำ) ไม่ควรบังอาจมาทำสงครามกับเผ่าพันธุ์ที่มีอารยะเช่นชาวเยอรมัน”

พลเรือนโซเวียตในพื้นที่ส่วนหลังของกลุ่มกองทัพกลางถูกกวาดต้อนเพื่อไปสอบสวนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกองกำลังต่อต้านหรือไม่ ที่มาของภาพ

หนึ่งในแนวรบที่มีการสังหารผลาญชีวิตพลเรือนมากที่สุดในสงครามก็เห็นจะมิพ้นแนวรบในสหภาพโซเวียต การก่ออาชญากรรมสงครามที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากการล้างผลาญชาวโซเวียตเชื้อสายยิวแล้ว ยังมีทั้งข้ออ้างในเรื่องของการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะโซเวียตเป็นคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นศัตรูทางการเมืองกับพรรคนาซีเยอรมัน แม้เยอรมันจะแสดงออกซึ่งความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันกับโซเวียตในช่วงก่อนและตอนต้นสงคราม แต่การดำรงอยู่ของคอมมิวนิสต์และบอลเชวิค ก็คือเสี้ยนหนามที่ทำให้การก้าวการครอบครองยุโรปของฮิตเลอร์มิอาจดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ในที่สุดเยอรมันจึงเปิดฉากยุทธการบาบารอสซาและทุ่มเทกำลังรุกรานสหภาพโซเวียตอย่างเต็มรูปแบบ

แต่ฮิตเลอร์ก็สั่งการอีกคำสั่งหนึ่งให้แก่ทหารเยอรมันทุกกรมกองได้รับทราบนั่นก็คือ การสังหารแนวร่วม หรือผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ในท้องถิ่นต่างๆ ของโซเวียต ตามเส้นทางเดินทัพของเยอรมัน คำสั่งนี้ยังรวมถึงพลเรือนโซเวียตที่ให้การช่วยเหลือหรือกระทำการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือเป็นศัตรูกับกองทัพเยอรมัน นี่เป็นการให้อำนาจเต็มในการกระทำการที่เกินขอบเขตของปฏิบัติการทางทหาร เพราะนอกจากการครอบครองดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ของโซเวียต ฮิตเลอร์ยังต้องการทำลายล้างลัทธิคอมมิวนิสต์ให้สิ้นไปจากโลกนี้ด้วยเช่นกัน


แฮร์มัน เฟเกไลน์ ผู้บังคับกองพลน้อยทหารม้าเอสเอส (SS-Kavallerie-Brigade) ที่มาของภาพ

แนวรบในสหภาพโซเวียตยังเป็นการปฏิบัติร่วมกันในหลายๆ ครั้งทั้งของกองกำลังวาฟเฟ่นเอสเอสและกองทัพเยอรมัน หนึ่งในนั้นคือการสนับสนุนและร่วมกันค้นหาพร้อมทั้งสังหารชาวยิว ดังเช่นตัวอย่างหนึ่งในห้วงฤดูร้อนปี ค.ศ. 1941 กองพลน้อยทหารม้าเอสเอส (SS-Kavallerie-Brigade) ภายใต้การบังคับบัญชาของแฮร์มัน เฟเกไลน์ ออกปฏิบัติการล่าสังหารกองกำลังต่อต้านในพื้นที่แนวหลังของกลุ่มกองทัพกลางของเยอรมัน (Rückwärtiges Heeresgebiet Mitte) เฟเกไลน์และหน่วยของเขาสังหารทั้งกองกำลังต่อต้าน และชาวโซเวียตเชื้อสายยิว พร้อมทั้งปล้นทรัพย์สินชาวโซเวียตในพื้นที่ทั้งหมด และยังจับกุมทหารโซเวียตที่แตกทัพมาหลบซ่อนอยู่ในพื้นได้จำนวนกว่า 700 นาย ซึ่งทั้งหมดถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม


สมาชิกกลุ่มต่อต้านมาชา บรูสกีน่า ถูกจับและแขวนป้ายประจานแห่ในที่สาธารณะ จากนั้นเธอถูกแขวนคอต่อหน้าผู้คนนับพัน
ในเมืองมินส์ สหภาพโซเวียต ที่มาของภาพ


แม้การกระทำของกองกำลังเอสเอสจะเป็นสิ่งบ้าคลั่งในมุมมองของคนสติดีๆ แต่แทนที่นายทหารของ
กองทัพบกเยอรมันจะเมินเฉยต่อการกระทำเยี่ยงโจรทมิฬแบบพวกเอสเอส กลับกลายเป็นว่าพวกเขาเห็นดีเห็นงามและมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง นายพลแม็ก ฟอน เชเค่นดอร์ฟ ผู้บัญชาการพื้นที่ส่วนหลังของกลุ่มกองทัพกลาง กลับออกคำสั่งให้ทหารของกองทัพเยอรมันในพื้นที่ทำแบบเดียวกับที่เฟเกไลน์ และกองพลน้อยทหารม้าเอสเอสลงมือกระทำ โดยในระหว่างวันที่ 24 ถึง 26 กันยายน ค.ศ. 1941
ที่เมืองโมกิเลฟมีการประชุมระหว่างเอสเอสและแวร์มัคในการจัดการกับปัญหาการถูกรบกวนพื้นที่ส่วนหลังจากพวกกลุ่มต่อต้านและการล่าสังหารชาวโซเวียตเชื้อสายยิว นี่จึงเป็นการประชุมอื้อฉาวที่จะถูกเรียกเอาไว้ว่า “การประชุมที่โมกิเลฟ หรือ Mogilev Conference” ภายหลังจากการประชุมครั้งนี้จบลง
มีพลเรือนโซเวียตประมาณ 19,000 คนต้องตาย นั่นจึงสมกับคำกล่าวที่ตกลงกันเอาไว้ทั้งของแวร์มัคและ
เอสเอสในตอนนั้นว่า

“มีกองกำลังต่อต้านอยู่ที่ใดที่นั่นก็ต้องมีพวกยิว และที่ใดมีพวกยิวที่นั่นก็ต้องมีกองกำลังต่อต้าน”


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website : http://www.encyclopediaofukraine.com/display.asplinkpath=pages%5CN%5CA%5C
NaziwarcrimesinUkraine.htm

Website : https://en.wikipedia.org/wiki/Army_Group_Centre_Rear_Area
Website : https://en.wikipedia.org/wiki/Hermann_Fegelein#War_against_the_Soviet_Union
Website : https://www.warhistoryonline.com/world-war-ii/war-crimes-wehrmacht-m.html
Website : https://encyclopedia.ushmm.org/content/en/article/thegerman-military-and-the-holocaust