Oriental World

ตัวละโมบสอนใจลูกหลานปราชญ์

เมืองชวีฟู่ มณฑลซานตง คือเมืองแห่งขงจื๊อ เพราะเป็นที่ท่านมหาปราชญ์เติบโต ร่ำเรียนและสั่งสอน และฝังร่างไว้ที่นี่ อีกทั้งชวีฟู่ยังเป็นเมืองหลวงของแคว้นหลู่ ในช่วงที่จีนแตกออกเป็นนานาแคว้น หรือยุคชุนชิว
ซึ่งแคว้นหลู่ นอกจากจะเป็นบ้านเกิดของขงจื๊อแล้วยังเป็นบ้าเกิดของม่อจื๊อ ปราชญ์อีกสำนักหนึ่ง ในยุคนั้นปรัชญาจีนรุ่งเรืองมาก มีผู้รู้ตั้งสำนักมากมาย เพื่อรับใช้เจ้าแคว้นและเพื่อนำพามหาชนให้พ้นจากความทุกข์จากห้วงสงครามแก่งแย่งระหว่างแคว้น ในทางปรัชญาจึงเรียกว่า ยุคบุปผาบานพร้อมพรัก (บุปผาเป็นอุปมาถึงสำนักคิดต่างๆ ที่เบ่งบานพร้อมๆ กันในช่วงนั้น)

อันที่จริงแล้ว ขงจื๊อไม่ได้เกิดที่เมืองชวีฟู่โดยตรง แต่เกิดบนภูเขาหนีซาน ห่างจากชวีฟู่ไปประมาณ
30 กิโลเมตร ตอนเกิดมาขงจื๊อจึงได้ชื่อว่า ชิว (丘) ที่แปลว่าเนินเขา และจ้งหนี (仲尼) ที่หมายถึงภูเขาหนีซาน เหตุที่ขงจื๊อไปเกิดที่นั่นเพราะบิดาผู้สูงวัยอยากจะได้บุตรชายที่สมประกอบ (มีลูกชายคนหนึ่งแล้วแต่สติไม่ดี) จึงไปไหว้เจ้าที่บนเขาหนีซาน และได้ขงจื๊อมา ไม่เพียงเป็นลูกชายที่สมบูรณ์แข็งแรง แต่ในอนาคตยังเป็นอภิชาติบุตร อนึ่ง คำว่า จ้ง (仲) ในชื่อขงจื๊อหมายถึงบุตรชายคนที่สอง


วิหารหลักของศาลขงจื๊อเมืองชวีฟู่ หรือ ต้าเฉิงเตี้ยน สร้างในปี 1499รัชกาลหงจื๊อ สมัยราชวงศ์หมิง หลังจากเกิดฟ้าผ่า
และเพลิงไหม้เผาผลาญอาคารเกือบทั้งหมดในศาลขงจื้อ
ที่มาของภาพ


ขงจื๊อมีจิตใจรักบ้านเมือง เห็นแผ่นดินราชวงศ์โจวแตกแยกเป็นแคว้นต่างๆ ล้วนแย่งชิงอำนาจห้ำหั่นกัน
ไม่ใยดีต่อหลักคุณธรรม จึงคิดที่จะฟื้นฟูหลักการณ์ของแผ่นดิน เพียงแต่ยุคชุนชิวเต็มไปด้วยคนฉ้อฉลมากเกินไป กษัตริย์ราชวงศ์โจวเป็นเพียงเจว็ดไร้อำนาจใดๆ แม้แต่ในแคว้นหลู่เองเจ้าแคว้นก็ไร้อำนาจ เพราะอำนาจไปตกอยู่ที่ขุนนางและผู้มีอิทธิพล มิหนำซ้ำในสกุลขุนนางเองบางครั้งก็ไร้อำนาจ
เพราะยังมีพวกพ่อบ้านกุมอำนาจอีกต่อหนึ่ง กลายเป็นว่าบ้านเมืองไม่มีลำดับขั้นการปกครองที่แท้จริง
ผู้น้อยอยู่เหนือผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่เป็นเพียงหุ่นให้ผู้น้อยชักใย

ความวิบัติที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ขงจื๊อพยายามแก้ไข เริ่มจากการตั้งสำนักสั่งสอนอบรมคนรุ่นใหม่ให้ถือตามครรลองคุณธรรม ยึดมั่นในลำดับชั้นของสังคม คือใครมีหน้าที่อะไรก็ต้องทำตามหน้าที่นั้นๆ เรียกว่าหลัก "ทำชื่อให้ตรง" หรือ เจิ้งหมิง (正名) เช่นขึ้นชื่อเป็นพ่อบ้าน ก็ต้องรับใช้สกุลเจ้านาย ขึ้นชื่อเป็นขุนนางต้องรับใช้เจ้าแคว้น ขึ้นชื่อเป็นเจ้าแคว้นต้องรับใช้กษัตริย์ ดังในคัมภีร์หลุนอวี่ หรือประมวลวจนะขงจื๊อ กล่าวว่า "หมิง เจิ้ง ไฉเหนิง เหยียน ซุ่น" (名正才能言順) แปลว่า "ชื่อไม่ตรงคำเรียกไม่ถูกต้องกับความจริง"

แต่แนวคิดนี้ของขงจื๊อเป็นอุดมคติเกินไป ทำให้พวกผู้มีอิทธิพลในแคว้นหลู่ไม่ปรารถนา ทำให้เขาต้องเร่ร่อนไปเสาะหาผู้มีวิสัยทัศน์ในแคว้นอื่นๆ แต่ก็ลงเอยแบบเดียวกัน เพราะพวกผู้มีอิทธิพลกลัวว่าขงจื๊อจะสอนหลักคุณธรรมจนขัดผลประโยชน์พวกเขา กลายเป็นว่าขงจื๊อต้องเร่ร่อนนับสิบปี กว่าจะได้กลับชวีฟู่ที่บ้านเกิดและกลับมารับราชการสมใจหวัง และมีผู้เห็นคุณค่าในปรัชญาของเขา อายุก็เข้าสู่ช่วงบั้นปลายแล้ว สิ้่นชีวิตในวัย 71 ปี ศพฝังอยู่ที่สุสานสกุลขง หรือขงหลิน (孔林)


สุสานขงจื๊อ ที่สุสานสกุลขง หรือ ขงหลิน ป้ายสลักเอาไว้ว่า ต้าเฉิง จื้อ เซิ่ง เหวินเซวียน หวาง (大成至聖文宣王) แปลว่า ราชันยอดปราชญ์ประกาศอารยะและผู้สัมฤทธิ์ผล ที่มาของภาพ 

ในกาลต่อมาปรัชญาขงจื๊อได้รับการยอมรับจากราชสำนัก โดยเฉพาะในสมัยต้นราชวงศ์ฮั่น หรือหลังขงจื๊อตายไปประมาณ 200 กว่าปี นับแต่นั้นมาปรัชญาขงจื๊อจึงกลายเป็นเสาหลักการปกครองของอุดมการณ์ของชาวจีนมาจนถึงปัจจุบัน มีการตั้งศาลขงจื๊อไปทั่วแผ่นดินและใช้เป็นสถานที่สอบรับราชการเป็นขุนนางด้วย โดยศาลหลักที่ใหญ่ที่สุดอยู่ในเมืองชวีฟู่ ตั้งอยู่บนพื้นที่เดิมที่ขงจื๊อเคยใช้สอนวิชาแก่สานุศิษย์ เรียกว่า
ชวีฟู่ขงเมี่ยว (曲阜孔庙) ส่วนบ้านของลูกหลานขงจื๊อในเมืองชวีฟู่ เรียกว่า จวนสกุลขง หรือ ขงฝู่ (孔府) เพราะในกาลต่อมาลูกหลานที่สืบสกุลขงจื๊อโดยตรงได้รับการอวยยศจากราชวงศ์ต่างๆ ของจีนให้เป็นขุนนางชั้นสูง

สุสานสกุลขง ศาลขงจื๊อ และจวนสกุลขง เรียกันว่า ซานข่ง (三孔) หรือ ขงทั้งสาม เป็นสมบัติแห่งชาติจีนและเป็นประหนึ่งมณีอันล้ำค่าแห่งเมืองชวีฟู่

แม้ปรัชญาขงจื๊อจะเป็นเสาหลักของความเป็นจีนมาตลอด 2,500 ปี แต่เมื่อเข้าสู่ยุคคอมมิวนิสต์ ปรัชญาขงจื๊อถูกโจมตีอย่างหนัก ว่าเป็นตันเหตุให้คนจีนยึดติดกับค่านิยมที่ล้าหลัง ฉุดรั้งให้คนจีนยอมเป็นทาสผู้ที่อยู่เหนือกว่า (เช่นแนวคิด ทำชื่อให้ตรง ที่ลึกๆ คือการบังคับให้ผู้คนเจียมเนื้อเจียมตัวตามสถานภาพตัวเอง จะถีบตัวเองให้ขึ้นมาเท่าเทียมผู้ที่เหนือกว่าไม่ได้) ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ศาลขงจื๊อทั่วประเทศจึงถูกรื้อทำลาย "ซานข่ง" ที่เมืองชวีฟู่ก็ไม่อาจรอดพ้นจากหายนะได้ ทั้งยังเป็นเป้าหมายแรกๆ ของการทำลาย
ป้ายสุสานนับร้อยนับพันในสุสานขงหลินถูกผลักให้ล้มและทุบให้แตก สุสานสกุลขงถูกรื้อค้นหาทรัพย์สิน บ้านสกุลขงถูกปล้นชิง นำศิลปวัตถุและเอกสารสำคัญมาเผาทำลาย และศาลขงจื๊อถูกโจมตีเช่นกัน


บรรยากาศการตกแต่งด้านในของเรือนหลังหนึ่งของจวนสกุลขง ที่มาของภาพ

ทุกวันนี้ จีนผ่านพ้นคืนวันอันมืดมนมานานแล้ว ซานข่งได้รับการบูรณะฟื้นฟูให้งดงามดังเดิม โดยเฉพาะจวนวกุลขง ที่มีทรัพย์สินถูกทำลายมากเป็นพิเศษ ปัจจุบันได้รับการฟื้นฟูให้ยิ่งใหญ่ดังในอดีต แม้จะมี
ศิลปวัตถุถูกทำลายนับพันชิ้น แต่ที่เหลืออยู่ก็มากมายมหาศาล กล่าวกันว่าที่จวนสกุลขง มีคลังเสื้อผ้าสมัยราชวงศ์หมิงที่มากที่สุดในประเทศจีน

จวนสกุลขง แรกสร้างในสมัยราชวงศ์ซ่ง ปี 1038 ต่อมาสมัยราชวงศ์หมิงย้ายมาอยู่ใกล้ๆ จุดปัจจุบัน ข้างๆ ศาลขงจื๊อ มีห้องหับถึง 560 ห้อง จำนวน 152 อาคาร กินพื้นที่ 12,470 ตารางเมตร เป็นกลุ่ม
อาคารสมัยหมิงที่ใหญ่ทีสุดแห่งหนึ่งของจีน

ผู้เขียนอยากไปเมืองชวีฟู่ บ้านเกิดของขงจื๊อมานานแล้ว วางแผนว่าจะไปปีนี้แต่คงไม่ได้ไปแล้ว ปรากฏว่าคนที่บ้านได้ไปมาก่อน อุตส่าห์หยิบหนังสือมาฝากเล่มหนึ่ง เกี่ยวกับศาลขงจื๊อ จวนสกุลขงกับสุสานสกุลขง

ในหมวดว่าด้วยจวนสกุลขง มีของน่าสนใจชิ้นหนึ่ง คือฝากั้นประตูทางเข้าออกจวนชั้นใน แทนที่จะวาดรูปกระเรียนหรือกิเลน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของขุนนาง กลับวาดรูปตัวประหลาดที่ชื่อว่า "ทาน" อักษรของคำว่า ทาน ก็ไม่มีในสารบบ เพราะผสมคำว่า (ตัว) กับ (ละโมบ) ที่จริงภาษาจีนมีแต่คำว่า หรือ ทาน
ที่แปลว่าละโมบ แต่ใส่อักษรที่แปลว่าตัวสัตว์เพิ่มไปเพื่อบอกว่า ไอ้นี่มันตัวละโมบ


ตัวทานที่จวนสกุลจื๊อ ที่มาของภาพ

ตัวละโมบเป็นสัตว์ในตำนาน ว่ากันว่ามันอยากไปทุกอย่าง กินทรัพย์สินเงินทองของมีค่าจนสิ้นแผ่นดิน ก็ยังไม่อิ่ม หมายจะกินดวงอาทิตย์เข้าไปอีก เป็นตัวที่ไม่เป็นมงคลแก่ชีวิตสุภาพชนอย่างยิ่ง แต่ดูเหมือนว่าพวกคนมีอำนาจบารมีที่อ้างตัวเป็นวิญญูชนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มักจะทำตัวแบบไอ้ตัวละโมบไม่หยุดหย่อน กินเท่าไหร่ก็ไม่พอ ทั้งถนน อาคาร งบประมาณทุกอย่าง

แล้วมันมาอยู่บ้านลูกหลานมหาปราชญ์ได้อย่างไร?

คนสกุลขง วาดภาพนี้เพื่อเตือนใจลูกหลานว่าอย่าได้ละโมบโลภมาก เพราะความละโมบเป็นทางไปสู่ความฉิบหาย โดยเฉพาะความกระหายที่จะมีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน (ประดุจดวงสุริยัน) วาสนาและความเคารพที่สกุลขงได้มาและรักษาไว้มานาน 2,500 กว่าปี ไม่เกี่ยวกับความละโมบ แต่ได้มาเพราะคนยกย่องเจ้าสกุล คือขงจื๊อ

คนสกุลขงนั้นซื่อตรงมาก โดยเฉพาะในด้านคุณธรรมจรรยา ปรัชญาขงจื๊อนั้นเคร่งครัดกับการแบ่งสถานะ และทำสถานะให้ถูกต้อง เพื่อรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม หญิงจะต้องรักนวลสงวนตัว
ชายจะต้องเป็นวิญญูชนไม่ล่วงเกินสตรี เมื่อครั้งที่เกิดเพลิงไหม้ใหญ่ในจวนสกุลขง ปี 1886 กลุ่มไฟกระจุกตัวในเขตที่พักของสตรี ซึ่งเป็นส่วนที่ห้ามผู้ชายเข้าไป ปรากฏว่าเพราะคนสกุลขงเคร่งครัดกับธรรมเนียมนี้
จึงทำให้ไม่มีผู้ชายเข้าไปดับไฟได้ ไฟจึงเผาเรือนสตรีจนเสียหายหนัก ในภายหลังราชสำนักชิง จึงออกค่าใช้จ่ายสร้างขึ้นมาใหม่


ตัวทานที่ลับแลขวางทางเข้าประตูในจนวนสกุลขง ที่มาของภาพ

แม้จะฟังดูเคร่งครัดจนไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ แต่เราต้องเข้าใจว่า หากพวกสกุลขงแหกกฎบรรพชนด้วยการรุกเขตสตรีเสียเอง คนทั้งแผ่นดินคงจะหัวเราะเยาะว่า คนสกุลนี้เห็นเรือนดีกว่าคำสอนบรรพชน และราชสำนักคงจะตำหนิลูกหลานสกุลขงที่ไม่รักษาหลักการ อาจถึงขั้นปลดจากยศตำแหน่งและยุติการอุปถัมภ์

จวนสกลุขง เป็นบ้านของลูกหลานขงจื๊อ นับแต่สมัยราชวงศ์ฉิน คนสกุลนี้ได้รับการยกย่องจากราชสำนักให้มีบรรดาศักดิ์สูงส่ง ด้วยอานิสงส์ของขงจื๊อ เช่นสมัยฉินและฮั่นมีบรรดาศักดิ์จวิน (君) หรือเทียบเท่ากับขุน ต่อมาสมัยฮั่นจนถึงสมัยราชวงศ์ถังตั้งเป็นชั้นโห้ว (侯) หรือพระยา ในสมัยราชวงศ์ซ่งจึงตั้งเป็นกง (公) หรือเจ้าพระยา มีราชทินนามว่า เหยี่ยนเซิ่งกง (衍圣公)

ตอนนี้มีรุ่นที่ 79 แต่รุ่นที่ 78 หนีไปไต้หวัน พร้อมกับไปตั้งสำนักบวงสรวงมหาปราชญ์ที่นั่น จะว่าไปแล้ว นอกจากวงศ์สกุลของจักรพรรดิญี่ปุ่น เห็นจะมีแต่สกุลขงนี่แหละที่อยู่ในตำแหน่งต่อเนื่องยาวนานที่สุด แม้แต่จีนจะสิ้นราชวงศ์แล้วราชวงศ์เล่า แต่สกุลขงก็ยังได้รับการยอมรับทุกรัชสมัยและรัฐบาล แม้แต่หลังจากจีนปฏิวัติแล้ว รัฐบาลสาธารณรัฐก็ยังรักษาฐานันดรนี้ไว้ ในฐานะที่สกุลขงเป็นผู้บวงสรวงขงจื๊อ
จึงเท่ากับเป็นผู้ธำรงค่านิยมแบบจีนเอาไว้

เว้นแต่รัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่ยกเลิกฐานันดรทั้งหมด เหยี่ยนเซิ่งกง หรืออนุชนขงจื๊อรุ่นที่ 78 หนีไปไต้หวัน และสืบทอดสายหลักของสกุลขงรวมถึงประเพณีการบวงสรวงขงจื๊อที่นั่น