Oriental World

กบฏมิวทินี ค.ศ.1857

การดำเนินการกดขี่ขู่เข็ญ ทำสงครามประหัตประหารภายใต้คำว่า “การค้าเสรี” ของบริษัทอินเดียตะวันออกอังกฤษย่อมจะสร้างความไม่พอใจต่อชาวอินเดีย

ความไม่พอใจเหล่านี้ก็สะสมพอกพูนเข้าจนปะทุกลายเป็นการลุกฮือขึ้นต่อต้าน เพื่อล้มล้างระบบระเบียบสังคมอันกดขี่บีฑาคน


ทหารซีปอยก่อกบฏ ที่มาของภาพ

ทั้งนี้เพราะมีการลุกฮือก่อกบฏแยะจริงๆ ในประวัติศาสตร์ ไม่เพียงแต่ประวัติศาสตร์ของบริษัทอินเดีย
ตะวันออกอังกฤษเท่านั้น แต่การก่อกบฏโดยชาวนาชาวไร่หรือโดยชาวบ้านร้านช่องมีอยู่ทั่วไปในประวัติศาสตร์โลกทุกยุค และทุกที่ เพราะคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เดือดร้อนที่สุดเสมอมา

กบฏมิวทินีของอินเดีย มักถูกเรียกว่าเป็นสงครามเอกราชของอินเดียครั้งแรก หลังจากนี้จะเกิดการต่อสู้และล้มตายอีกหลายต่อหลายครั้งกว่าอินเดียจะได้รับเอกราชในปี ค.ศ.1947

กบฏมิวทินีถือว่าส่งผลสำคัญหลายประการ อย่างแรกคือการเปลี่ยนการปกครองอินเดียจากที่เคยอยู่ภายใต้การรับผิดชอบของบริษัทให้เข้ามาอยู่ภายใต้รัฐบาลอังกฤษโดยตรง เพราะปัญหาการกบฏกลายเป็นปัญหา “ความมั่นคง” ซึ่งรัฐบาลอังกฤษเห็นว่าต้องจัดการ ไม่ใช่ให้บริษัทเป็นผู้จัดการ


ทหารอังกฤษตั้งระวังค่ายก่อนที่กลุ่มกบฏจะบุกเข้าตีไม่นาน ที่มาของภาพ

ผลประการต่อมาคือการยิ่งทำให้ผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองมีความตึงเครียดขัดแย้งกันมากขึ้น ต่างจับตามุ่งจะล้มล้างซึ่งกันและกัน ยิ่งทำให้คนยากคนจนในชนบทของอินเดียระทมทุกข์เพิ่มขึ้นทวีคูณ

ประการสุดท้ายแน่นอนว่า สถานการณ์เหล่านี้ต่างสั่งสมหลอมรวมกันเข้าเป็นเชื้อไฟในการปะทุขึ้นเป็นสงครามเอกราช ซึ่งอินเดียได้มาสำเร็จในปี ค.ศ.1947

ซีปอยคือชาวอินเดียที่เข้าไปรับราชการเป็นทหารให้กับเจ้าอาณานิคม โดยมีสาเหตุว่าคนเหล่านี้รู้สึกว่ามีการกีดกันและเลือกปฏิบัติกับชาวอินเดียวรรณะล่าง โดยเฉพาะเรื่องการไม่จ่ายค่าจ้างอย่างเท่าเทียม เหล่าทหารซีปอยเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมมากที่สุด กลุ่มทหารซีปอยเป็นทหารมืออาชีพ แต่กลับไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างมืออาชีพ จึงเป็นผู้ก่อการ บางครั้งจึงมีการเรียกกบฏครั้งนั้นว่า “กบฏซีปอย”

เหล่ากลุ่มกบฏกระทำการแข็งขืนท้าทายระบบบังคับบัญชา ทั้งๆ ที่รู้ว่าโทษของการเป็นกบฏนั้นคือตายสถานเดียว และไม่ได้ตายดีๆ เสียด้วย แต่ผู้ที่ถูกตัดสินข้อหากบฏจะถูกผูกร่างเอาไว้กับปากกระบอกปืนใหญ่ และปืนใหญ่จะยิงออกมาทำลายร่างของเขาจนแหลกเหลว ท่ามกลางการบังคับให้กบฏคนอื่นๆ ดูภาพอันโหดร้าย! การลงโทษเช่นนี้จริงๆ แล้วเริ่มต้นโดยจักรวรรดิโมกุล แต่จักรวรรดิอังกฤษเห็นเข้าท่าดีก็เลยนำมาใช้บ้าง ทำให้ข้าราชการชั้นผู้น้อยหวาดกลัวไปตามกัน



การประหารแขวนคอผู้ถูกข้อหากบฏ ที่มาของภาพ

ก่อนหน้าจะมีการกบฏ มีทหารซีปอยประจำการอยู่จำนวนทั้งสิ้นกว่า 300,000 นาย โดยเปรียบเทียบกับจำนวนทหารชาวอังกฤษที่มีจำนวน 50,000 นายเท่านั้น โดยหลักๆ ทหารซีปอยก็จะแบ่งประจำการกันอยู่ตามบริเวณจุดยุทธศาสตร์หลัก นั่นคือ บอมเบย์ มัทราส และกัลกัตตา โดยการคัดเลือกทหารเข้าไปประจำการนั้น จะมีการใช้วรรณะเป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกด้วย ดังนั้นทหารที่ได้รับการคัดเลือกก็จะมาจากวรรณะที่ค่อนข้างสูง ส่วนวรรณะล่างก็จะไม่ได้รับการคัดเลือก นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อการเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง ซึ่งหมายถึงเงินเดือนที่ไม่เท่าเทียมลดหลั่นกันไปตามลำดับชั้นบังคับบัญชา ยิ่งองค์ใหญ่มากขึ้นตามขนาดของจักรวรรดิอังกฤษเหนืออินเดีย ก็ทำให้เกิดความคิดเห็นที่ไม่ลงรอย และความคับข้องใจในหมู่ทหารซีปอยมากขึ้นเท่านั้น

ฟางเส้นสุดท้ายมาถึงจากกรณีเรื่องปืนไรเฟิล โดยกองทัพมีนโยบายใช้ปืนแบบใหม่ ซึ่งจะมีการบรรจุดินปืนจากซองกระสุนเคลือบน้ำมัน คราวนี้มีผู้สงสัยว่า น้ำมันที่ว่านี้น่าจะมาจากวัว ซึ่งเป็นการลบหลู่ซีปอย
ชาวฮินดู ในขณะเดียวกัน หากน้ำมันนี้เป็นน้ำมันหมู ก็จะเป็นการลบหลู่ซีปอยชาวมุสลิม ซึ่งผู้บังคับบัญชาอังกฤษก็อ้อมแอ้มไม่ปฏิเสธเต็มปาก ทำให้เกิดความไม่พอใจกันไปในวงกว้าง

นอกเหนือจากทางฝั่งทหารซีปอย ก็มีกลุ่มอื่นๆ ในสังคมอินเดียที่แสดงความไม่พอใจออกมาอีกสามกลุ่ม คือเหล่าขุนนาง เจ้าที่ดิน และชาวนาชาวไร่ทั่วไป

ตัวอย่างเครื่องแบบทหารซีปอย ที่มาของภาพ

เหล่าขุนนางรู้สึกว่าบริษัทเข้ามาจัดการแทรกแซงเปลี่ยนแปลงระบบต่างๆ รวมทั้งเข้ามาแทรกแซงการจัดการมรดก ทำให้ระบบประเพณีที่เคยเป็นอยู่มาตั้งแต่ดั้งเดิมถูกท้าทายและยกเลิก

ส่วนเจ้าที่ดินทั้งหลาย ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปฏิรูปที่ดินของอังกฤษ โดยอังกฤษต้องการให้ชาวนาชาวไร่สามารถมีที่ดินในการผลิตได้ (โดยไม่ได้หมายความว่ามีความเป็นห่วงใยชาวชาวไร่แต่อย่างใด หากแต่มีความต้องการให้เกิดการผลิตที่สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เจ้าที่ดินที่เก็บที่ดินเอาไว้มากเพื่อเก็งกำไร ไม่ได้ใช้ที่ดินไปในการทำการเกตษรและการผลิตใดๆ ดังนั้นการปฏิรูปที่ดินนี้จึงเพื่อให้เกิดปริมาณในการผลิตมากขึ้น แน่นอนว่าผลคือความไม่พอใจของเหล่าเจ้าที่ดินอินเดียอย่างกว้างขวาง เพราะพวกเขาเสียที่ดินไป

สำหรับชาวชาวไร่นั้น ไม่เป็นที่สงสัยว่าเป็นกลุ่มที่ลำบากที่สุด พวกเขาลุกขึ้นก่อกบฏด้วยจุดมุ่งหมายไม่เพียงต่อสู้กับเจ้าอาณานิคมเท่านั้น แต่พวกเขายังเห็นทั้งพวกขุนน้ำขุนนางและเจ้าที่ดินเป็นศัตรูไปด้วยในเวลาเดียวกัน ฝ่ายแรกกดขี่พวกเขาตามประเพณี ส่วนฝ่ายหลังนี้เป็นเจ้าหนี้เงินกู้ที่เก็บดอกเบี้ยสูงลิบจนตัวเองไม่มีปัญญาจะจ่าย บ้างที่เคยมีที่ดินก็หลุดมือไปเพราะไม่สามารถหาเงินมาใช้หนี้ได้ เนื่องจากดอกเบี้ยที่สูงจนแทบจะมากกว่าเงินต้น

ปัจจัยหลายๆ ประการดังนี้มาผสมปนเป ผสานกันเข้าเป็นการเคลื่อนไหวกบฏต่อต้านเจ้าอาณานิคมครั้งแรกอย่างกว้างขวางทั่วไปในอนุทวีปอินเดีย