Armies Weapons and Warfare

สายลับสหภาพโซเวียตบนแผ่นดินอเมริกา

ภาพยนตร์เรื่อง เจมส์บอนด์ 007 (James Bond 007) หนังสายลับสุดคลาสสิก ซึ่งมีภาคต่อกันมาหลายภาคและนำเสนอเรื่องราวของสายลับอังกฤษสุดเท่นามว่า เจมส์ บอนด์ ที่ออกปฏิบัติการพร้อมกับอุปกรณ์ล้ำสมัยสุดไฮเทค และการใช้ชีวิตหรูหรามีระดับในทุกๆ อย่าง เขาเป็นสิงห์สำอางที่ทระนงแต่แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยน บุรุษเห็นเป็นต้องสะท้าน สตรีเห็นเป็นต้องสะเทิ้น กับฝีมือไม้ลายมือและลีลาสายในการปฏิบัติงานที่ไม่มีผู้ใดเหมือน ทั้งหมดนี้คือโลกของภาพยนตร์ ที่สร้างเรื่องราวให้ดูน่าติดตามและสนุกเพลิดเพลินไปกับความเก่งกาจของตัวละคร…แต่ทว่า แล้วสายลับตัวจริงในโลกของความเป็นจริงละเป็นอย่างไร?

สายลับในโลกของความเป็นจริงนั้น ช่างแตกต่างจากสายลับในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดอย่างมาก พวกเขาส่วนใหญ่มีชีวิตที่ตรงกันข้ามกับในหนังเรื่องเจมส์ บอนด์ นั่นก็เป็นเพราะ หัวใจหลักของการทำงานสายลับคือการทำตัวเองให้ดูธรรมดาเสียจนแทบไม่แตกต่างจากพลเมืองทั่วๆ ไป พวกเขาไม่ได้ใส่เสื้อผ้าหรูหราราคาแพง ต้องดื่มมาตินี่ หรือ ขับรถแอสตันมาร์ติน ชีวิตของสายลับคือการแฝงกายอยู่ในสังคมและร่วมอยู่ในสังคมของประเทศเป้าหมายที่พวกเขาต้องเข้าไปสืบข่าวอย่างแนบเนียน และสายลับก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนของชาติตนเองเท่านั้น เพราะในหลายๆ กรณี สายลับก็อาจจะเป็นคนในชาติของประเทศเป้าหมาย ที่ยอมขายข้อมูลความลับต่างๆ หรือ ช่วยให้ความร่วมมือในปฏิบัติการหาข่าว

ตลอดช่วงสงครามเย็น ทั้งอเมริกาและสหภาพโซเวียต ต่างส่งสายลับของตนเองออกไปปฏิบัติการสืบหาข้อมูลสำคัญในดินแดนของกันและกัน สงครามโลกครั้งที่ 3 พร้อมจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ หลายๆ วิกฤติการณ์เกิดขึ้นมาและทำให้โลกเข้าใกล้ปากเหวของสงครามนิวเคลียร์ แต่หากสงครามเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่ามันจะเกิดขึ้นหรือไม่ สิ่งหนึ่งที่พวกเขาต้องแน่ใจก็คือ ข่าวกรองหรือข้อมูลสำคัญต่างๆ ของอีกฝ่ายคือสิ่งสำคัญที่จะต้องล่วงรู้ให้ได้ มันจึงเป็นหน้าที่ของเหล่าบรรดา “จารชน” และพวกเขาทั้งหมดนั้นต่างก็ต้องทำหน้าที่ของตนเองอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้ได้รับชัยชนะในสงครามข่าวกรองในครั้งนี้ นี่คือตัวอย่างสายลับของสหภาพโซเวียตที่ถูกจับกุมได้ ในระหว่างกระทำจารกรรมบนแผ่นดินอเมริกา


อลิธซาเบธ เบนท์ลี่ ตอนเช้าเป็นบรรณารักษ์ ตอนกลางคืนเป็นสายลับ ที่มาของภาพ

อลิธซาเบธ เบนท์ลี่
เธอคือ บรรณารักษ์ห้องสมุดที่แสนธรรมดา แต่ภายใต้หน้ากากของความเป็นบรรณารักษ์ ผู้หญิงคนนี้คือคอมมิวนิสต์ตัวยงในอเมริกา ก่อนหน้านั้นเธอสำเร็จการศึกษาจากประเทศอิตาลี ที่นี่เองที่ทำให้เธอได้เรียนรู้และเลื่อมใสในอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ จากพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลี เมื่อกลับมาอเมริกาเธอเข้าร่วมองค์กรคอมมิวนิสต์ในอเมริกา ทำให้ได้พบกับ จาคอบ โกลอส เจ้าหน้าที่ประสานงานและสนับสนุนคอมมิวนิสต์จากโซเวียต นั่นจึงทำให้เธอถูกชักจูงให้กระทำจารกรรม เบนท์ลี่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลรัฐการต่างๆ ของอเมริกา นำส่งให้กับโกลอส โดยมีหน้ากากเป็นบรรณารักษ์ห้องสมุดในตอนกลางวัน และรวบรวมข้อมูลสำคัญต่างๆ พร้อมกับส่งต่อให้แก่ เคจีบี ของโซเวียต ในเวลากลางคืน

กระทั่งในปี ค.ศ. 1945 เมื่อโกลอสเสียชีวิตลง มันจึงทำให้เธอเกรงกลัวว่าจะถูกฆ่าถูกปิดปากจากเจ้าหน้าที่โซเวียต ในตอนนั้นเบนท์ลี่ทราบดีว่า เอฟบีไอ กำลังจับตาดูความเคลื่อนไหวอยู่ นั่นจึงทำให้เธอตัดสินใจยอมมอบตัวและเผยข้อมูลการจารกรรมทุกอย่าง รวมทั้งผู้คนในอเมริกาที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจารกรรม ผลงานของบรรณารักษ์สายลับคนนี้คือ การนำข้อมูลแผนการบุกในวันดีเดย์ของอเมริกัน และรายละเอียดของปฏิบัติการที่เกิดขึ้นทั้งหมด นอกจากนี้ปฏิบัติการทิ้งระเบิดกรุงโตเกียวของฝูงบินผู้การดูลิตเทิ้ล ในช่วงแรกของสมรภูมิแปซิฟิกก็ยังถูกส่งไปให้แก่โซเวียตด้วยเช่นกัน นอกจากนี้เธอยังมีส่วนร่วมอยู่ในเครือข่ายสายลับเดียวกันกับ จูเลียส โรเซนเบิร์ก จารชนอเมริกันที่ขายความลับของระเบิดนิวเคลียร์ให้แก่คอมมิวนิสต์ อย่างไรก็ดี เธอรอดชีวิตจากโทษประหารและถูกกันตัวไว้เป็นพยานก่อนจะได้รับการตัดสินโทษจำคุก


เอเธลและจูเลียส โรเซนเบิร์ก ที่มาของภาพ

เอเธล และ จูเลียส โรเซนเบิร์ก
หนึ่งในเหตุการณ์กระชากหน้ากากจารชนครั้งสำคัญบนแผ่นดินอเมริกา ก็เห็นจะไม่พ้นเรื่องราวของผู้นำความลับของระเบิดนิวเคลียร์ไปมอบแก่โซเวียต เอเธลและจูเลียส โรเซนเบิร์ก พวกเขาทั้งคู่เกิดในนิวยอร์ก โชคชะตานำพาให้พวกเขามาพบรักกัน ในการเป็นสมาชิกของสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์ หรือ Young Communist League ในปี ค.ศ. 1936 ตกลงแต่งงานใช้ชีวิตคู่ร่วมกันในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2
โรเซนเบิร์กทำงานอยู่ในกรมสื่อสารทหาร หน้าที่การงานของเขาก็ราบรื่นปกติ จนกระทั่งมีการสอบประวัติจากทางรัฐบาลและพบว่าตัวเขาเคยเป็นสมาชิกของสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์ นั่นจึงทำให้เขาถูกไล่ออกในปี ค.ศ. 1945

แต่ก่อนหน้านั้น ช่วงที่เขายังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่กรมสื่อสารทหาร พี่เขยของโรเซนเบิร์ก เดวิด กรีงแลส
ซึ่ง ณ ขณะนั้นทำงานอยู่ในฐานทัพที่ลอส อลามอส ในรัฐนิวเม็กซิโก อันเป็นสถานที่ซึ่งกองทัพสหรัฐฯ กำลังวิจัยและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ชักชวนให้เขานำข้อมูลที่รวบรวมได้จากที่ทำงาน ไปมอบให้แก่เครือข่ายสายลับโซเวียตในอเมริกา พวกเขาทั้งคู่นำข้อมูลของการทำระเบิดนิวเคลียร์ไปมอบให้กับหัวหน้าเครือข่ายสายลับโซเวียต อเล็กซานเดอร์ เฟคลิซอฟ นี่ยังรวมถึงข้อมูลของอาวุธบางชนิดที่มีอยู่ในกองทัพสหรัฐฯ และพันธมิตรอีกด้วย

เมื่อการระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกของสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ. 1949 นอกจากความตื่นตะลึงของอานุภาพที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าระเบิดนิวเคลียร์ที่ทิ้งลงฮิโรชิมา กับนางาซากิตอนช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว อีกหนึ่งปฏิกิริยาของอเมริกันคือคำถามที่ว่า “พวกโซเวียตทำได้อย่างไร” มันเป็นไปไม่ได้ที่โซเวียตจะพัฒนาอาวุธชนิดนี้ได้อย่างรวดเร็ว นั่นจึงกลายเป็นที่มาของการสอบสวนครั้งใหญ่กับทุกๆ คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการแมนฮัตตัน อันเป็นโครงการวิจัยและพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์ โดยมีเอฟบีไอเป็นแกนนำในการสอบสวน

และแล้วเจ้าหน้าที่เอฟบีไอก็สามารถกระชากหน้ากากสายลับโซเวียตที่แฝงกายเข้ามาอยู่ในโครงการนี้
เขาคนนั้นก็คือ เดวิด กรีงแลส การสอบปากคำเป็นไปด้วยความเข้มข้น เพื่อหวังให้กรีงแลสยอมบอกทุกอย่างที่เขานำไปมอบแก่พวกโซเวียตทั้งหมด ซึ่งเขาจำต้องบอกมันไปทั้งหมดรวมทั้งยังบอกเอฟบีไอด้วยว่า เอเธลและจูเลียส โรเซนเบิร์ก ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำจารกรรมในครั้งนี้ จนนำไปสู่การจับกุมพวกเขาทั้งคู่ในวันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ. 1950 แม้พวกเขาทั้งหมดจะสารภาพและบอกทุกอย่างที่เกี่ยวกับโครงข่ายสายลับและข้อมูลที่ขโมยไป เพื่อยื่นขออภัยโทษ แต่ทางรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ปฏิเสธคำขอของพวกเขา คืนวันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 1953 เอเธลและจูเลียส โรเซนเบิร์ก ถูกประหารชีวิตด้วยการนั่งเก้าอี้ไฟฟ้า
ภายในเรือนจำซิงซิง รัฐนิวยอร์ก


มอริสและโลน่า โคเฮน ที่มาของภาพ

มอริสและโลน่า โคเฮน
เป็นอีก 2 สามีภรรยาจารชนโซเวียตบนแผ่นดินอเมริกา ที่นำความลับสำคัญไปบอกแก่โซเวียต โมริส
โคเฮน เกิดที่นิวยอร์กซิตี้ และเป็นอดีตผู้อพยพชาวรัสเซียที่เข้ามาในปี ค.ศ. 1910 พอถึงปี ค.ศ. 1935 เมื่อคอมมิวนิสต์เริ่มเข้ามาสู่แผ่นดินอเมริกา นำไปสู่การจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์อเมริกา มอริส โคเฮน ก็เข้าร่วมเป็นสมาชิก เขาเป็นคอมมิวนิสต์หัวแข็งที่เชื่อมั่นอุดมการณ์ของการปฏิวัติโลกทั้งใบและสงครามกลางเมืองในสเปน ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะเริ่มขึ้น คือเครื่องพิสูจน์อุดมการณ์ของเขาอย่างแท้จริง เมื่อมอริสตัดสินใจสมัครเป็นทหารอาสาสมัครร่วมรบในสงครามครั้งนี้

สมรภูมิในสเปน สร้างชื่อเสียงให้เขาจากความกล้าหาญในสนามรบ ที่นี่เองที่ทำให้เขาถูกทาบทามให้เป็นสายลับให้แก่โซเวียต ซึ่งเขายินดีเป็นอย่างมาก หลังจากที่ได้รับบาดเจ็บในการรบจึงทำให้ต้องถูกส่งกลับไปอเมริกา เมื่อกลับมาถึงงานของการเป็นจารชนจึงเริ่มต้นขึ้น

โครงการแมนฮัตตัน หรือ The Manhattan Project เริ่มขึ้นในปี ค.ศ.1942 มอริสและภรรยาของเขา
โลน่า มีส่วนร่วมในการทำงานกับโครงการนี้ของรัฐบาล เป็นสองผัวเมียจอมแสบนี้เองที่ทำให้พวกโซเวียตสามารถไล่ตามทันอเมริกาในเรื่องของระเบิดนิวเคลียร์ เพราะพวกเขานำเอา “พิมพ์เขียว” ของระเบิดไปมอบให้กับโซเวียต และพิมพ์เขียวนี้ถูกส่งต่อไปให้ยังมอสโคว์จนถึงมือโจเซฟ สตาลิน ที่ห้องทำงาน ก่อนที่อเมริกาจะเริ่มการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกด้วยซ้ำ ด้วยข้อมูลต่างๆ ที่เครือข่ายสายลับโซเวียตกลุ่มอื่นๆ รวบรวมมา มันจึงทำให้กองทัพโซเวียตสามารถผลิตระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกที่ชื่อ “RDS-1” สำเร็จได้ภายใน 4 ปี หลังจากระเบิดนิวเคลียร์ที่เมืองนางาซากิ ค.ศ. 1945

มอริสและโลน่า โคเฮน ยังทำงานร่วมกับรูดอล์ฟ เอเบิล อีกหนึ่งสายลับโซเวียตที่โด่งดังจากการถูกแลกตัวกับฟราซิส แกรี่ เพาเวอร์ นักบินเครื่องบินจารกรรมยู 2 ที่ถูกยิงตกในโซเวียต เมื่อเอฟบีไอสามารถจับกุม
เอเบิลได้ พวกเขาทั้งคู่โชคดีที่สามารถหลบหนีออกนอกประเทศได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการจับกุมพวกเขาหนีไปนิวซีแลนด์ก่อนที่จะย้ายไปลอนดอน ที่ลอนดอนนี้เอง พวกเขาทำงานบังหน้าด้วยการเปิดร้านขายหนังสือ แต่ไม่นานหน่วยข่าวกรองของอังกฤษก็สามารถจับกุมพวกเขาได้ ทั้งคู่ถูกตัดสินจำคุก 20 ปี ในข้อหากระทำจารกรรม แต่พอถึงปี ค.ศ. 1960 พวกเขาทั้งคู่ถูกแลกตัวกับสายลับอังกฤษที่ถูกจับในโซเวียต

ภาพของ รูดอล์ฟ เอเบิล บนแสตมป์ที่ระลึกของโซเวียต ที่มาของภาพ

รูดอล์ฟ เอเบิล
สายลับโซเวียตที่ถูกจับกุมได้ในอเมริกาและเรื่องราวของเขาโด่งดังทั่วโลกในขณะนั้น เขาเกิดที่อังกฤษในปี ค.ศ. 1903 โดยมีชื่อว่า “วิลเลี่ยม ฟิชเชอร์” ตอนช่วงที่รัสเซียเกิดการปฏิวัติ ครอบครัวของเขาให้การสนับสนุนพวกบอลเชวิคเสมอมา และเฝ้ารอการกำเนิดของประเทศคอมมิวนิสต์เต็มรูปแบบบนโลกใบนี้ กระทั่งในปี ค.ศ. 1921 ความฝันของตระกูลเอเบิลก็เป็นจริงเมื่อการถือกำเนิดของสหภาพโซเวียตได้เกิดขึ้นแล้ว ทั้งครอบครัวเอเบิลจึงย้ายไปอยู่โซเวียต ที่นี่เองที่ทำให้เอเบิลถูกหล่อหลอมความเป็นคอมมิวนิสต์ขนานแท้ จากองค์การและกิจกรรมคอมมิวนิสต์ต่างๆ เขาใช้เวลาสองปีในการทำงารอยู่ในแผนกวิทยุของกองทัพแดง และเข้าร่วมคณะกรรมการอำนวยการด้านการเมืองของรัฐ (OPGU) หรือหน่วยตำรวจลับโซเวียต

กระทั่งปี ค.ศ. 1948 ด้วยวัย 45 ปี เอเบิลลักลอบเข้าสหรัฐฯ โดยผ่านทางแคนาดา เขามีภารกิจในการรวบรวมข้อมูลข่าวกรองด้านนิวเคลียร์ในอเมริกา ด้วยการทำอาชีพบังหน้าเป็นจิตรกรและช่างถ่ายภาพ ฝีมือในงานด้านศิลปะของเอเบิลนั้นเข้าขั้นระดับมืออาชีพ ผลงานในการวาดภาพของเขายังได้รับการคัดเลือกให้ถูกนำไปจัดแสดงภายในแกลเลอรี่ที่บรู๊คลิน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขามีชื่อเสียงในวงการศิลปะของนิวยอร์กซิตี้ แต่เอเบิลก็ยังคงติดต่อประสานงานกับสายลับโซเวียตกลุ่มต่างๆ ที่อยู่ในนิวยอร์กซิตี้และในส่วนอื่นๆ ของอเมริกา ตลอดเวลา


สะพานกรินนิคเกอร์ สถานที่แลกตัวสายลับในยุคสงครามเย็น ที่มาของภาพ

ชีวิตการเป็นสายลับในอเมริกาของเอเบิล กลับถูกแฉจากเพื่อนสายลับด้วยกันเองที่ชื่อ เรโน ไฮเฮเนิน ที่ถูกเรียกกลับไปที่สหภาพโซเวียตเนื่องจากเขาไม่สามารถทำภารกิจได้ และเขาเกรงว่าจะถูกลงโทษจากภารกิจที่ไม่สำเร็จ นั่นจึงทำให้ไฮเฮเนินตัดสินใจแปรพักตร์และขอลี้ภัย โดยติดต่อไปยังสถานทูตอเมริกันในกรุงปารีส นำข้อมูลเกี่ยวกับสายลับโซเวียตที่เขาเคยปฏิบัติงานร่วมด้วยในประเทศสหรัฐอเมริกาไปแจ้งแก่ฝ่ายอเมริกัน นั่นจึงนำไปสู่การจับกุมตัวเอเบิลในที่สุด

เอฟบีไอบุกเข้าไปในสตูดิโอของเขาและพบพยานหลักฐานต่างๆ มากมายรวมทั้ง บัตรประจำประชาชนปลอม อุปกรณ์วิทยุ หนังสือรหัส และปากกาที่สามารถจัดเก็บบันทึกย่อที่ซ่อนอยู่ภายในได้ เขาสารภาพผิดในข้อหากระทำจารกรรม แต่ไม่ยอมบอกความลับใดๆ ที่เขารู้ทั้งในแผ่นดินอเมริกาหรือในโซเวียต ผู้คนในอเมริกาตอนนั้นโกรธแค้นกับสายลับโซเวียตที่ถูกจับกุมได้อย่างมาก หลายคนเรียกร้องให้ประหารชีวิตเขา แต่ทนายความของเอเบิล เจมส์ โดโนแวน รวบรวมหลักฐานและต่อสู้คดีให้เขาจนศาลตัดสินจำคุกแทนการถูกนั่งเก้าอี้ไฟฟ้า ซึ่งนั่นเป็นการตัดสินใจที่จะช่วยชีวิตคนอเมริกันอีกคนหนึ่งที่กำลังทำจารกรรมเหนือแผ่นดินโซเวียต


ภาพยนตร์เรื่อง Bridge of Spiesทนายโดโนแวน (ขวา) และ เอเบิล (ซ้าย) ขณะกำลังถูกไต่สวน ที่มาของภาพ

เครื่องบินจารกรรมแบบยู 2 มีฟรานซิส แกรี่ เพาเวอร์ ถูกยิงตกเหนือแผ่นดินโซเวียต ในวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1960 เพาเวอร์ถูกศาลของสหภาพโวเวียตตัดสินจำคุกเป็นเวลา 10 ปี แต่พอถึงปี ค.ศ. 1962 ด้วยความพยายามของทั้งสหภาพโซเวียตและอเมริกา ในการเจรจาขอแลกตัวสายลับที่ถูกจับกุม โดยมีทนายเจมส์ โดโนแวน ของอเมริกันเป็นตัวแทนในการเจรจากับฝ่ายโซเวียตที่สถานฑูตโซเวียตในกรุงเบอร์ลิน จึงนำไปสู่การแลกตัว ฟรานซิส แกรี่ เพาเวอร์ กับ รูดอล์ฟ เอเบิล ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1962 ที่สะพานกรินนิคเกอร์ อันเป็นพรมแดนระหว่างเบอร์ลินฝั่งตะวันออกและตะวันตก

เมื่อเอเบิลกลับมาที่โซเวียต เขาได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษแห่งสหภาพโซเวียต และยังได้รับเหรียญสดุดีเลนิน Order of Lenin เอเบิลใช้ชีวิตอย่างสงบจนกระทั่งเสียชีวิตในวันที่ 15 พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1971 เรื่องราวของเขาถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเรื่อง “Bridge of Spies” โดยมีผู้กำกับฉายาพ่อมดแห่งฮอลลีวู้ด สตีเว่น สปีลเบิร์ก กำกับการแสดงและได้ดารารางวัลออสการ์อย่าง ทอม แฮงค์มารับบททนายโดโนแวน และดาราอังกฤษเจ้าบทบาทอย่างมาร์ค ไรแลนซ์ มารับบทเป็น รูดอล์ฟ เอเบิล


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
1. https://www.britannica.com/biography/Francis-Gary-Powers
2. https://www.ranker.com/list/stories-of-russian-spies-in-the-us/chase-christy
3. https://www.biography.com/people/rudolf-abel-101415
4. https://www.history.com/this-day-in-history/julius-and-ethel-rosenberg-executed
5. https://en.wikipedia.org/wiki/Soviet_atomic_bomb_project