Oriental World

ไต่สวรรค์ตามหาลึงค์ของพระเจ้าที่ภูเก้า

นับแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงยุคสร้างประวัติศาสตร์ มนุษย์ยังคงรู้สึกถ่อมตนยามได้เห็นภูเขาสูงตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ครั่นคร้ามในความยิ่งใหญ่ และรู้สึกพรั่นพรึงในสิ่งลี้ลับที่ซ่อนอยู่ในหลืบผาพงหญ้าและไม้ใหญ่ ไม่ว่าความทันสมัยจะช่วยพาให้มนุษย์ขึ้นไปสูงเทียมภูเขามากเพียงใด แต่เราๆ ยังอดรู้สึกถ่อมตนต่อหน้าภูดอยอันยิ่งใหญ่ไม่ได้

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ "ลัทธิบูชาภูเขา" ยังแข็งแกร่ง แฝงอยู่ในความเชื่อของคนท้องถิ่น แม้ศาสนาที่เป็นระบบจะแพร่หลายเข้าสู่แผ่นดินนี้มาหลายพันปีแล้วก็ตาม เช่นที่อินโดนีเซียยังมีลัทธิบูชาภูเขาไฟบนเกาะชวา โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ภูเขาไฟโบรโม เป็นสถานที่เซ่นสรวงของคนท้องถิ่นที่มิใช่มุสลิม (ฮินดูผสมพุทธ) ที่บาหลีที่ศาสนาฮินดูและศาสนาบรรพชนยังเหนียวแน่น ไม่เพียงบูชาภูเขาแต่เคารพธรรมชาติรอบๆ ตัวในฐานะที่สิ่งสถิตแห่งจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์


ปราสาทประธานที่ปราสาทหินวัดภู เชิงภูเก้า ที่มาของภาพ

ที่บอร์เนียว มีภูเขาคินาบาลู เป็นเสมือนวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวคาดาซัน-ดูซุน ที่พม่ามีภูเขาโปปา ที่สถิตแห่งผีนัตทั้งปวง ที่เวียดนามชาวจามยังคงบูชาบรรพชนและเทพเจ้าที่เทวสถานเหนือยอดเขา ที่กัมพูชา ศาสนสถานทั้งหลายล้วนสร้างขึ้นบนภูเขาก่อนและต่อมาสร้างเลียนแบบภูเขาเป็นทรงพีระมิด แม้แต่อาณาจักรแรกของวัฒนธรรมเขมรโบราณ ยังเรียกกันว่า ฟูนัน ที่บางคนแปลว่า พนม หรือ อังโกร์พนม คล้ายจะบอกว่านครแห่งนี้ตั้งอยู่ล้อมรอบภูเขาอันเป็นใจกลาง

เมืองไทยมีวัฒนธรรมดอยและภูที่รุ่มรวยมาก เช่น ในตำนานพระเจ้าเลียบโลก ตำนานที่เป็นเสมือนลายแทงการบูชาพระธาตุและพระบาทต่างๆ ในดินแดนภาคเหนือจรดมณฑลยูนนานของจีน จะพบว่าสถานที่
ศักดิ์สิทธ์ของภาคเหนือมักซ่อนตามภูเขาหรือป่าลึก แม้แต่ตำนานอุรังคธาตุ ที่ว่าด้วยการประดิษฐาน
พระธาตุพนมและพระธาตุที่เกี่ยวเนื่องกัน ก็มีนัยเกี่ยวโยงกับภูเขา โดยเฉพาะพระธาตุพนมนั้นตั้งอยู่บนภูเตี้ยๆ ที่เรียกว่าภูกำพร้า มองด้วยตาเปล่าแทบไม่ทราบว่าเป็น "ภู"

ที่ลาวมีหลายภูที่ลี้ลับเกี่ยวพันกับความเชื่อท้องถิ่น เช่นภูเขาควาย ที่ว่ากันว่าเป็นที่สถิตของบรรดาฤๅษี
ชีไพร นักสิทธิวิทยาคม รวมถึงพญานาคอันดุร้าย พระสงฆ์และฤๅษีจากทั่วทุกสารทิศมักดั้นด้นไปยังภูเขาควายเพื่อค้นหาธาตุกายสิทธ์หรือวิชาอันทรงพลัง แต่หลายคนมักเอาชีวิตไปทิ้งเสียมากกว่า จนเป็นตำนานเล่าขานของความอาถรรพ์ของที่นั่น

แต่มีภูหนึ่งที่ลึกลับน่าค้นหาในทางประวัติศาสตร์

ช่วงที่มีวิวาทะเรื่องกระเช้าขึ้นภูกระดึง พอดีผมกำลังสนใจเรื่องวัดภู เมืองจำปาสัก ประเทศ สปป.ลาว
เห็นความคล้ายคลึงกันอย่างหนึ่ง ในแง่เสน่ห์ทางธรรมชาติ และนัยด้านศาสนาอันลี้ลับ



บารายด้านหน้าวัดภูและทางเดินที่มีเสานางเรียงมุ่งสู่ปราสาทหลัก ถ่ายจากไหล่เขา ที่มาของภาพ

ประมาณการณ์กันว่า วัดภูน่าจะสร้างขึ้่นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 แต่โบราณสถานในพื้นที่ เช่น ปราสาทหินและบารายขนาดมหึมา รวมถึงเมืองใหญ่ที่มีกำแพงล้อมรอบริมแม่น้ำโขง น่าจะสร้างขึ้นราวศตวรรษที่
11 - 13 ด้วยศิลปกรรมแบบเขมรโบราณ ในสไตล์เกาะแกร์และบาพวน น่าจะเป็นศูนย์กลางหนึ่งของอาณาจักรเจินล่าหรือเจนละ อาณาจักรเขมรโบราณที่ปรากฏชื่อในบันทึกของจีนโบราณ ทราบแต่ว่า มีนครหลวงชื่อเศรษฐปุระ ภาวปุระ อีศานปุระ ศามภูปุระ

เมื่อพูดถึงวัดพู หรือวัดภูคนทั่วไปมักจะนึกปราสาทหินศิลปะเขมรโบราณขนาดใหญ่ที่เชิงเขา ปราสาทแห่งนี้ยังใช้การอยู่ในฐานะวัดและความเชื่อท้องถิ่น แต่ยังมีอีกส่วนหนึ่งของวัดภูที่นักท่องเที่ยวมักนึกไม่ถึง คือ ส่วนที่เรียกว่า "ลิงคบรรพต" หรือ ภูเขารูปลึงค์ ซึ่งเป็นหัวใจของวัดภูไม่ใช่ตัวปราสาท

ภูเขารูปลึงค์ ก็คือภูเก้า ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลังปราสาทหิน บนยอดเขามีศิวลึงค์ธรรมชาติ (หรือลึงค์
ที่เกิดเองเรียกว่า สวยัมภูลึงค์) ตั้งอยู่เป็นหินก้อนใหญ่สูงตระหง่าน คนสมัยก่อนมองไกลๆ นึกว่าเป็นสัญลักษณ์พระเป็นเจ้า แต่คนปัจจุบันมองเห็นเป็นหัวจุกปทุมถัน (เรียกว่าหัวนมสาว) ผมจำไม่ได้ถนัดว่ามองเห็นได้จากปากเซหรือไม่

ยอดภูเก้าร้อยวันพันปีไม่มีใครขึ้นไป มีแต่นักโบราณคดีขึ้นไปเก็บวัตถุโบราณลงมารักษาไว้ ผมเองสงสัย
มานานว่าข้างบนเป็นอย่างไรกันแน่ เพราะมันดูยิ่งใหญ่ลี้ลับชวนให้น่าค้นหาจริงๆ

จนได้อ่านบันทึกการเดินทางของคุณ Willard Van De Bogart ที่เคยขึ้นไปพร้อมคณะสำรวจของทางการลาวเป็นครั้งแรกเมื่อ 10 ปีก่อน การขึ้นไปยอดภูเก้าใช้เวลา 9 ชั่วโมง และต้องค้างคืนข้างบน กว่าจะไปถึงยอดต้องใช้แรงกายพอสมควร

เมื่อขึ้นไปถึง จะพบหินตั้งธรรมชาติขนาดมหึมาซึ่ง คุณ Van De Bogart บอกว่าน่าจะเป็นสุดยอดของสวยัมภูลึงค์เพราะมันใหญ่จริงๆ ชาวบ้านยังเล่าว่ามีหินรูปวัวอุสุภราชนั่งเฝ้าพระเป็นเจ้าอยู่ แต่ไม่ทราบว่าจุดไหน แต่เขาบรรยายความใหญ่โตจนขนลุกเอาไว้ว่า


ยอดภูเก้าหรือลิงคบรรพต ที่มาของภาพ

"ก้าวแล้วก้าวเล่าที่ผมพาตัวเองดึงเถาวัลย์ขึ้นไปตามทางที่ธรรมชาติวางเอาไว้ ช่วยให้ผมห้อยโหนตัวเองผ่านช่องหินแคบ ก่อนที่ในช่วงสุดท้ายผมจะโยนตัวเองหันกลับมาเพื่อพบว่ากำลังยืนอยู่ข้างๆ ก่อนหินขนาดยักษ์ตั้งตระหง่านอย่างโดดเดี่ยว นามว่า ลิงคบรรพต ราวกับต้องการตอกย้ำว่านี่คือศิวลึงค์ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ... ความใหญ่โตมโหฬารของลึงค์ศิลาทำเอาผมรู้สึกเย็นวาบไปทั่วแผ่นหลัง เกิดความรู้สึกราวกับกำลังเข้าไปสู่ที่สถิตแห่งพระเป็นเจ้าขึ้นอีกครั้งกับตัวผม ผมมาถึงปากทางเข้าดินแดนแห่งผู้เป็นอมตะ สถานที่ซึ่งราชันเดินทางมาสักการะในช่วงหลายพันปีที่่ผ่านมา มันเป็นช่วงเวลาแห่งความรู้สึกปลื้มปีติในความศักดิ์สิทธิ์ที่หายากยิ่งยามที่พาตัวเองเข้าสู่ความกลมกลืนกับสถานที่เก่าแก่โบราณ"

ยอร์จ เซเดส์ (George Cœdès) นักโบราณคดีเอเชียอาคเนย์ผู้ยิ่งใหญ่ ตั้งข้อสังเกตว่า ดีไม่ดีลึงค์ของพระเจ้าบนยอดภูเก้า อาจจะเป็นสัญลักษณ์ของพระภัทเรศวร ปางหนึ่งของพระอิศวร ซึ่งเป็นปางที่ชาวจามเคารพบูชาในฐานะเทพผู้พิทักษ์ และที่ปราสาทวัดภูที่เชิงเขา ก็น่าจะมีศิวลึงค์ชื่อพระภัทเรศวรสถิตอยู่
(ตอนนี้ปราสาทประธานกลายเป็นวัดมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่แทน)

ผู้ก่อตั้งศิวลึงค์อาจเป็นกษัตริย์จามที่ชื่อพระเจ้าเทวนิกะ ซึ่งพบพระนามในศิลาจารึกในเมืองจำปาสัก
ในหลักฐานจีนเรียกพระเจ้าเทวนิกะว่า "ฟานเสินเฉิง" ก็ตรงกับความหมายในภาษาสันสกฤต

ต่อมาพระเจ้าเศรษฐวรมันซึ่งเป็นเขมรโบราณปราบจามออกจากพื้นที่ได้ แล้วตั้งเมืองเศรษฐปุระ แต่แล้วเมืองเศรษฐปุระเองก็น่าจะไม่รอด เพราะครึ่งหนึ่งอาจจมน้ำหายไปเมื่อแม่น้ำโขงผันเส้นทางใหม่มาทับเมือง ทุกวันนี้ยังมีร่องรอยกำแพงเมืองเก่า ตรงหมู่บ้านทางขึ้นแม่น้ำโขงเข้าไปยังปราสาทวัดภู

ในบันทึกสมัยราชวงศ์สุยพรรณนาเรื่องกษัตรย์แห่งเศรษฐปุระและลิงคบรรพตเอาไว้ว่า

ใกล้กับเมืองหลวง (เศรษฐปุระ ของเจนล่า) มีภูเขาชื่อว่าลิ่งเกียปัวพัว (ลิงคบรรพต) บนยอดภูเขามีเทวาลัยมียามเฝ้าหนึ่งพันคนอยู่ตลอดเวลา เป็นที่สถิตของเทพชื่อ พัวตัวลี่ (ภัทเรศวร) มีการใช้มนุษย์เป็นเครื่องบูชายัญ แต่ละปีกษัตริย์จะเสด็จไปเทวาลัยแห่งนี้แล้วถวายมนุษย์เป็นเครื่องเซ่นสรวงในยามราตรี" อนึ่ง
การสังเวยมนุษย์เซ่นสรวงที่วัดภู มีหลักฐานทางโบราณคดีที่น่าสนใจ คือมีหินแกะสลักทำเป็นรูปจระเข้อ้าแขนอ้าขาบนก้อนหินขนาดใหญ่ ทำลักษณะคล้ายอ่างให้มนุษย์ลงไปนอนสวม ไม่แน่ว่าอาจเป็นจุดที่ใช้เชือดคนบนบานพระเจ้า



หินแกะสลักทำเป็นรูปจระเข้อ้าแขนอ้าขาบนก้อนหินขนาดใหญ่ ที่มาของภาพ

จะเห็นได้ว่าแม้ในบันทึกของจีนโบราณก็บ่งชี้ว่า ภูเก้ามีความสำคัญมาก บันทึกสมัยราชวงศ์สุยบรรยายว่า
มีการตรึงกำลังทหารหนึ่งพันคนเฝ้ารักษายอดเขาไว้ แสดงว่าห้ามคนขึ้นไปเล่นๆ คุณ Van De Bogart บอกว่า ภูเก้าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่จริงแล้วไม่ควรขึ้นไป ควรจะทำประทักษิณรอบๆ ภูมากกว่า และรู้สึกสับสนว่าการขึ้นไปภูเก้าเป็นที่เหมาะสมหรือไม่ จนกระทั่งคุยเรื่องนี้กับนักโบราณอิตาเลียนเธอบอกอย่างตกใจว่า ห้ามขึ้นไปลิงคบรรพตนะ เท่านั้นแหละเขารู้สึกผิดเสียเต็มประดา และกังวลว่าในอนาคตไม่ควรจะมีการเปลี่ยนภูเก้าให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพราะจะเสื่อมมนต์ขลังเหมือนหลวงพระบาง

กลับมาดูภูกระดึง
ภูกระดึงไม่มีสวยัมภูลึงค์ ไม่มีปราสาทหิน ไม่ได้เป็นเมืองหลวงเก่าของอาณาจักรเจินล่า (เศรษฐปุระ) เหมือนวัดภู (เก้า) แต่มีความอัศจรรย์ทางธรรมชาติ (และเหนือธรรมชาติ) มากมาย และก่อนที่จะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เป็นที่รู้กันในหมู่นักปฏิบัติธรรมว่าภูกระดึงเป็นสัปปายะสถาน ครูบาอาจารย์หลายท่านมักเดินทางไปนี่และมีประสบการณ์ทางจิตมากมาย เรียกว่าเป็น "แดนเนรมิต" ของนักปฏิบัติสายพุทธก็ว่าได้ เพียงแต่เรื่องนี้ไม่ค่อยรู้กันแพร่หลายเท่าไหร่

ตอนนี้ภูกระดึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้ว คนแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน แม้ "ความศักดิ์สิทธิ์" ในทางศาสนาจะหายไปบ้าง แต่ตอนนี้ควรสนใจ "ความศักดิ์สิทธิ์" ในทางนิเวศวิทยามากกว่า ผมมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การสร้างกระเช้าอย่างเดียว อยู่ที่จำนวนคนบนนั้นด้วย ภูกระดึงเหมือนจะแข็งแกร่งแต่จริงๆ แล้วเปราะบางพอสมควร ยังดีที่ปีหนึ่งๆ ปิดไปหลายเดือนให้พักฟื้น

ดังนั้น ก่อนที่จะสร้างกระเช้าผมว่าควรพูดถึงการคุมจำนวนนักท่องเที่ยวกันจะดีกว่า