Food World

พืชพรรณธัญญาหารและหยูกยาในวัฒนธรรมอเมริกาโบราณ

ถึงแม้ว่ากลุ่มอารยธรรมแรกเริ่มของโลกโบราณในดินแดนโลกเก่า (Old World) ล้วนแล้วแต่เป็นอารยธรรมลุ่มแม่น้ำ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าอารยธรรมที่ไม่มีแม่น้ำสายหลักจะไม่สามารถเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้แต่อย่างใด ตัวอย่างของชนเผ่าที่รุ่งเรืองในป่าฝนของดินแดนโลกใหม่ (New World) หรืออเมริกากลางโบราณบริเวณประเทศเม็กซิโกและกัวเตมาลาก็มีมากมาย เช่นอารยธรรมมายาและแอสเท็กซ์ที่ยิ่งใหญ่อยู่โดยไม่มีแม่น้ำสายหลักและเพิ่งล่มสลายด้วยน้ำมือของชาวสเปนเมื่อไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมานี้เอง

ข้าวโพดหลากสีสันคืออาหารหลักของชาวอเมริกากลางโบราณ ที่มาของภาพ

ชาวมายาและชาวแอสเท็กซ์มีความสามารถในการควบคุมและใช้ทรัพยากรป่าไม้ รวมทั้งมีความรู้ทางด้านเกษตรกรรมที่ล้ำเลิศ นั่นจึงทำให้พวกเขาสามารถผลิตอาหารได้เพียงพอต่อความต้องการของประชากรในอาณาจักร เมื่ออาหารพร้อม วัฒนธรรมของพวกเขาก็รุ่งเรืองได้ไม่ยาก ในครั้งนี้เราจะมาโฟกัสกันที่บรรดาพืชพรรณธัญญาหารหลักของชาวอเมริกากลางโบราณที่หล่อเลี้ยงพวกเขามานานหลายพันปี ถ้าเทียบกับคนไทยแล้ว เรามี “ข้าว” เป็นอาหารหลัก แล้วชาวอเมริกาโบราณล่ะกินอะไรเป็นอาหารหลักบ้าง พืชพรรณต่างๆ ที่พวกเขาผลิตได้หรือบ้างก็เจริญเติบโตตามธรรมชาติในดินแดนของพวกเขานั้นสามารถนำไปสร้างประโยชน์อื่นใดนอกเหนือจากการนำมารับประทานหรือไม่ ลองมาดูกันเลย

อาหารหลักของชาวอเมริกาโบราณคือ “ข้าวโพด” มีการค้นพบหลักฐานว่ามนุษย์ในดินแดนอเมริกากลางโบราณเก็บเกี่ยวข้าวโพดมาตั้งแต่ 6,700 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีทั้งอารยธรรมมายาหรือ
แอสเท็กซ์ถือกำเนิดขึ้นมาทั้งสิ้น ชนเผ่าแรกเริ่มที่สุดของอเมริกากลางโบราณคือชาวโอลเมก (Olmec)
ชนกลุ่มนี้ก็กินข้าวโพดเป็นอาหารหลักเช่นกัน แต่นอกจากข้าวโพดแล้วก็ยังมีพืชอีกสองชนิดที่มักจะปลูกเอาไว้ใกล้ๆ กันด้วยว่าพืชทั้งสามเกื้อกูลประโยชน์ให้กันและกัน พืชที่ว่านั้นประกอบไปด้วยข้าวโพด ถั่วและพืชตระกูลน้ำเต้า และเทคนิคการปลูกพืชเช่นนี้ได้กระจายออกไปกว้างไกลถึงประเทศแคนาดาเลยทีเดียว ประโยชน์ที่ได้จากการปลูกพืชทั้งสามชนิดนี้ไว้ด้วยกันก็คือ พืชตระกูลน้ำเต้าจะแผ่ขยายใบของมันปกคลุมดินเอาไว้ทำให้ดินไม่ร้อนจนทำให้รากในดินแห้งเฉา ส่วนเจ้าต้นถั่วก็จะใช้ลำต้นของข้าวโพดเป็นเสายึดเพื่อเลื้อยขึ้นไปก่อนที่จะปล่อยเกลือไนเตรตลงดิน นั่นจึงทำให้พืชทั้งสามชนิดนี้เจริญเติบโตงอกงามดี และให้ผลผลิตเป็นอาหารสำคัญกับชาวอเมริกาโบราณต่อเนื่องมายาวนานนับพันปี


ชาวมายาโบราณนิยมดื่มโกโก้รสขมที่มีฟองล้นแก้วและบางครั้งก็จะปรุงรสชาติด้วยพริก ที่มาของภาพ

นอกจากพืชพรรณที่เป็นอาหารหลักซึ่งเลี้ยงปากท้องของชาวอเมริกากลางโบราณดังที่เสนอไปด้านบนแล้ว ยังมีผักและผลไม้อีกหลายชนิดที่ขึ้นอยู่อย่างดาษดื่นในดินแดนของพวกเขา ทั้งมะเขือเทศ มันฝรั่ง พริกและผลไม้อย่างสับปะรด มะม่วงและมะละกอ ซึ่งพืชบางชนิดยังถูกนำมาแปรรูปเป็น “เครื่องดื่ม” และยังถูกใช้เป็น “เครื่องเทศ” ด้วยเช่นกัน พืชที่นำมาเป็นเครื่องดื่มนั้นเชื่อได้เลยว่าหลายๆ ท่านก็น่าจะชื่นชอบเช่นกัน
มันคือ “ช็อกโกแลต” นั่นเอง แต่ช็อกโกแลตที่ชาวมายาหรือแอสเท็กซ์ดื่มกันนั้นอาจจะไม่ถูกปากพวกเราในปัจจุบันสักเท่าไร เพราะพวกเขานิยมดื่มแบบขมๆ เทให้มีฟองฟอดเต็มแก้ว และบางครั้งก็มีการปรุงรสด้วยเช่นกัน โดยเครื่องปรุงรสช็อกโกแลตยอดนิยมของชาวอเมริกาโบราณก็คือ “พริก” นั่นเอง!

ช็อกโกแลตผลิตมาจากเมล็ดของต้นโกโก้ ชาวมายาโบราณเรียกพืชชนิดนี้ว่า “คาเคา” (Cacao) เป็นที่มาของคำว่า “โกโก้” ในปัจจุบัน ส่วนคำว่า “ช็อกโกแลต” นั้นมาจากภาษานาวาเติลของชาวแอสเท็กซ์ ที่เรียกว่า “โชโกลแอตเติล” (Chocolatl) นั่นเอง นอกจากการนำเอาเมล็ดโกโก้มาผลิตเป็นเครื่องดื่มแล้ว
ชาวมายาและแอสเท็กซ์ยังใช้เมล็ดโกโก้แทน “เงิน” ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสิ่งของต่างๆ อีกด้วย


ลูกบอลทรงกลมสีดำขนาดใหญ่ในภาพนี้ผลิตจากน้ำยางที่ผสมกับกำมะถันที่ได้จากดอกผักบุ้ง ที่มาของภาพ

พืชพรรณอีกชนิดหนึ่งที่ใช้เป็นเครื่องเทศและเครื่องปรุงรส (เช่นในโกโก้) ก็คือ “พริก” และ “พริกไทย” เป็นที่รู้จักในอเมริกากลางโบราณมาตั้งแต่ 7,500 ปีก่อนคริสตกาลแล้ว พริกส่วนใหญ่มาจากเม็กซิโก พริกบางสายพันธุ์ของเอเชียก็มาจากเม็กซิโกเช่นกัน นอกจากนั้นคำว่า “Chili” ที่เราใช้เรียก “พริก” ก็ยังเป็นภาษา
นาวาเติลดั้งเดิมของชาวแอสเท็กซ์อีกด้วย

มาดูพืชพรรณที่กินไม่ได้ แต่สร้างคุณประโยชน์มหาศาลให้กับชาวแอสเท็กซ์และชาวอเมริกากลางโบราณกันบ้างดีกว่า พืชชนิดนี้เชื่อว่าคนไทยรู้จักกันดีอย่างแน่นอน เพราะว่ามันคือ “ต้นยาง” นั่นเอง ต้นยางเจริญงอกงามดีในป่าฝนของอารยธรรมมายา พวกเขากรีดยางคล้ายกับที่เราคุ้นเคยกันนั่นก็คือการกรีดเส้นเฉียงที่ลำต้นเพื่อให้น้ำยางสีขาวไหลออกมาแล้วเก็บน้ำยางนั้นลงภาชนะเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป ชาวอเมริกากลางโบราณนำยางไปผลิต “ลูกบอล” เพื่อใช้เล่นในกีฬาเชิงพิธีกรรมของพวกเขา ซึ่งผู้ปราชัยอาจจะถูก
“ตัดศีรษะ” เพื่อถวายเทพเจ้าก็เป็นได้ นักโบราณคดีค้นพบหลักฐานของสนามแข่งเกมบอลมากมายทั่วทั้งอาณาจักรของชาวอเมริกากลางโบราณ ซึ่งความพยายามในการผลิตลูกบอลยางตันของชนโบราณกลุ่มนี้เริ่มจากชาวโอลเมกเมื่อประมาณ 1,600 ปีก่อนคริสตกาล นักโบราณคดีค้นพบซากของลูกบอลยางในบึงของเมืองเอล มานาตี (El Manati) แสดงให้เห็นว่าชาวโอลเมกมีความรู้ทางด้านกระบวนการที่เรียกว่า
“วัลคาไนเซชัน” (Vulcanization) มาก่อนหน้าที่ชาร์ลส์ กูดเยียร์ (Charles Goodyear) จะค้นพบกระบวนการนี้และนำมาใช้ประโยชน์ในการผลิตยางรถยนต์นานถึงเกือบ 3,000 ปีเลยทีเดียว!

สำหรับกระบวนการวัลคาไนเซชันในปัจจุบันนั้น เราจะใช้กำมะถัน (Sulfur) เข้าไปช่วยเปลี่ยนสภาพยางจากของเหลวไปเป็นก้อนหนืด ซึ่งชาวอเมริกาโบราณไม่ได้เข้าใจถึงกระบวนการนี้ในเชิงโมเลกุล แต่พวกเขาก็ทราบดีกว่ากำมะถันที่ได้จาก “ดอกผักบุ้ง” นั้นสามารถช่วยให้น้ำยางจับตัวกันเป็นก้อนได้ จึงเชื่อว่าพืชชนิดนี้มี “พลังเวทมนตร์” บางอย่าง พวกเขาจึงมักจะเชื่อมโยงพืชเข้ากับพลังเหนือธรรมชาติตามความเชื่อของพวกเขาอยู่เสมอ แต่นอกจากยางที่ใช้ในการผลิตลูกบอลแล้ว ในอเมริกากลางโบราณยังมีต้น “ชิเคิล” (Chicle) ซึ่งให้สารเหนียวสำหรับนำมาแปรรูปเป็นหมากฝรั่งให้เคี้ยวเพลินๆ ได้ด้วย แต่ถึงอย่างนั้นชาวแอสเท็กซ์ก็ไม่ได้เคี้ยวหมากฝรั่งกันเป็นล่ำเป็นสันทุกคน จะมีก็เพียงแค่เด็กและสตรีที่ยังไม่ได้แต่งงานเท่านั้นที่จะเคี้ยวหมากฝรั่ง และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือสตรีที่เป็น “โสเภณี” ตามท้องถนนของชาวแอสเท็กซ์ก็มักจะเคี้ยวหมากฝรั่งเช่นกัน ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเธอพร้อมที่จะรับงานแล้วนั่นเอง


ชาวอเมริกากลางโบราณทราบว่าไข่ของมดที่อาศัยอยู่ในหนามของต้นบูลฮอร์น อาเคเชียมีสรรพคุณทางยา ที่มาของภาพ

ในเมื่อชาวอเมริกาโบราณมีความเชื่อในเรื่องของพลังเวทมนตร์ในพืชบางชนิด ทำให้อาชีพสุดพิลึกอาชีพหนึ่งปรากฏขึ้นมาในหน้าประวัติศาสตร์ของพวกเขา นั่นก็คืออาชีพที่เรียกตัวเองว่า “คูรันเดโรส” (Curanderos) ซึ่งจะทำหน้าที่ “คุย” กับพืชเพื่อเข้าถึงพลังเวทมนตร์ลึกลับ และถามพืชถึงอาการเจ็บป่วยของบุคคลต่างๆ เพื่อค้นหาวิธีการรักษา และบางทีพืชก็สามารถแนะแนวทางในการเยียวยาผ่านทาง
คูรันเดโรสได้ด้วยเช่นกัน ถ้ามองในมุมของวิทยาศาสตร์และความสมเหตุสมผลแล้ว มีความเป็นไปได้ที่พืชบางชนิดที่คูรันเดโรสใช้ในการเยียวยารักษาหรือใช้ในการ “คุย” กับพืชชนิดอื่นๆ นั้นคือพืชที่มีสรรพคุณหรือมีฤทธิ์ทางยาหลอนประสาท นั่นจึงทำให้คูรันเดโรสเห็นภาพหลอนต่างๆ และเข้าใจว่ากำลังเข้าถึงพลังเวทมนตร์ของพืชชนิดนั้นๆ อยู่ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือบางครั้งองค์ความรู้ที่ไม่ได้เป็นวิทยาศาสตร์เสียทีเดียวนี้กลับบังเอิญสามารถรักษาหรือบรรเทาโรคต่างๆ ได้จริงเสียด้วย เช่นชาวอเมริกากลางโบราณทราบดีว่า
ไข่มดสายพันธุ์หนึ่งที่มักจะอาศัยอยู่ในหนามของต้นบูลฮอร์น อาเคเชีย (Bullhorn Acacia) นั้นมีฤทธิ์ที่คล้ายกับยาแอสไพรินในปัจจุบัน นอกจากนั้นพวกเขายังรู้จักใบไม้บางชนิดที่มีฤทธิ์ในการทำให้เลือดไหลช้าลงและช่วยทำให้เลือดแข็งตัวได้ด้วยเช่นกัน

แต่น่าเสียดายที่คูรันเดโรสมักจะไม่ค่อยเปิดเผยความลับในรายละเอียดว่าพวกเขาสามารถติดต่อกับพืชได้ด้วยวิธีไหนและติดต่อได้อย่างไร เพราะถ้าสิ่งที่คูรันเดโรสทำได้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องเหนือธรรมชาติ แต่มีศาสตร์น่ารู้บางอย่างแฝงอยู่ด้วยแล้วล่ะก็ นั่นหมายความว่าองค์ความรู้ทางด้านการแพทย์และหยูกยาของชาวอเมริกากลางโบราณอาจจะก้าวล้ำกว่าที่คนในยุคปัจจุบันเคยจินตนาการเอาไว้ก็เป็นได้


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website: http://tlmorganfield.com/food-in-mesoamerica-four-staples
Website: http://www.fao.org/docrep/t0646e/T0646E07.htm
Website: https://www.dkfindout.com/us/history/mayans/what-did-maya-aztecs-and-incas-eat
Website: https://chocolateclass.wordpress.com/2017/03/10/chocolate-as-food-in-mesoamerica
Website: https://theculturetrip.com/north-america/mexico/articles/meet-mexicos-curandero-healers-enacting-surgical-miracles