Oriental World

ขโมยศพ : ธุรกิจสยอง

การขโมยศพเกิดขึ้นประจำในอดีต โดยเฉพาะกับศพที่เพิ่งเสียชีวิตลงใหม่ ๆ เพื่อนำไปขายสำหรับใช้ในการเรียนวิชากายวิภาคศาสตร์ แม้จะหาทางป้องกันอย่างการทำกรงเหล็กครอบเหนือหลุมฝังศพ แต่ก็ไม่อาจยับยั้งหัวขโมยได้ ยิ่งกว่านั้น เมื่อศพขาดแคลน โจรขุดศพก็เปลี่ยนไปเป็นฆาตกรต่อเนื่อง

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ถึงศตวรรษที่ 19 นั้น การปล้นสุสานหรือการขโมยศพเป็นธุรกิจที่ทำกันอย่างกว้างขวางทั่วเกาะอังกฤษและสหรัฐฯ ความจริงก็คือโรงเรียนแพทย์หลายแห่งจะจ่ายให้กับศพที่เพิ่งตายลงสำหรับนำมาใช้ในการศึกษาเล่าเรียนของนักเรียนแพทย์เท่านั้น ดังนั้น ผู้คนจึงต้องหาหนทางป้องกันศพญาติพี่น้องของตนให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของนักขุดศพทั้งหลาย

วิธีการอย่างหนึ่งที่ใช้ในการป้องกันศพถูกขโมยในช่วงก่อนนำไปฝังคือการมอบหมายให้เพื่อนผู้ตายผลัดเปลี่ยนกันนั่งเฝ้าอยู่ในห้องเดียวกับศพตลอดเวลา มิให้คลาดสายตา หลังการฝังศพ ครอบครัวผู้ตายจะจ้างหรือจัดหาคนมาเฝ้าหลุมศพในคืนนั้น หรือหากมีฐานะการเงินดีพอจะจ้างช่างทำกรงเหล็กมาครอบเหนือหลุมศพนั้น การครอบกรงเหล็กนี้กินเวลาระยะหนึ่งตามที่คิดกันว่าศพน่าจะเน่าเปื่อยจนไม่มีค่าพอสำหรับโรงเรียนแพทย์อีกต่อไป หลายชุมชนใช้วิธีออกเงิน “เช่า” กรงเหล็กเพื่อหมุนเวียนใช้กันหรือบางทีโบสถ์เองก็มีกรงเหล็กให้ญาติผู้เสียชีวิตเช่าด้วย แต่ส่วนใหญ่กรงดังกล่าวเมื่อนำไปครอบแล้วก็มักจะไม่มีการถอนกลับเพราะมีน้ำหนักมาก ขณะเดียวกันตามสุสานต่าง ๆ ก็มีการสร้างหอคอยสำหรับเฝ้าระวังขโมยมาขุดศพยามค่ำคืนด้วยก็มี


กรงครอบหลุมศพในสก็อตแลนด์ ที่มาของภาพ


หีบศพเหล็กเป็นอุปกรณ์อีกชนิดหนึ่งเพื่อป้องกันขโมยขุดศพไปขาย ที่มาของภาพ 


กรงครอบหลุมศพแบบที่ใช้แผ่นหินใหญ่ทับไว้อีกชั้นหนึ่งเพื่อเพิ่มน้ำหนักและป้องกันการขโมยศพ ที่มาของภาพ 


หอคอยประจำสุสานแห่งหนึ่งใกล้กรุงเอดินบะระ เมืองหลวงของสก็อตแลนด์ ที่มาของภาพ

ในสก็อตแลนด์ ปัญหาการขโมยศพพัฒนาขึ้นไปสู่การฆาตกรรมแทนที่จะเป็นการขุดศพขึ้นมาจากหลุมแล้วนำไปขาย ในปี 1828 ชายไอริชสองคนในกรุงเอดินบะระ (Edinburgh) คือ วิลเลียม เบิร์ก
(William Burke) กับวิลเลียม แฮร์ (William Hare) ลงมือทำฆาตกรรมต่อเนื่องแล้วจัดการส่งศพที่เพิ่งตายใหม่ ๆ ไปให้นายแพทย์โรเบิร์ต น็อกซ์ (Dr. Robert Knox) ซึ่งสอนวิชากายวิภาคศาสตร์ที่วิทยาลัยแพทย์ในมหาวิทยาลัยเอดินบะระ


วิลเลียม เบิร์ก (ซ้าย) และ วิลเลียม แฮร์ (ขวา) โจรขโมยศพและฆาตกรต่อเนื่องในสก็อตแลนด์ ที่มาของภาพ 


นายแพทย์โรเบิร์ต น็อกซ์ ที่มาของภาพ

ที่จริงศพแรกไม่ใช่การฆาตกรรม เพราะที่ทั้งคู่จัดส่งไปนั้นเป็นศพชายชราที่อาศัยอยู่ในตึกที่แฮร์เป็นเจ้าของและเสียชีวิตลงตามธรรมชาติ แต่เมื่อทั้งคู่ได้รับค่าตอบแทนจากนายแพทย์น็อกซ์เป็นเงิน 7 ปอนด์
10 ชิลลิง ก็เกิดความคิดว่าน่าจะมีวิธีการอื่นที่หาเงินได้ง่ายและเร็วกว่ารอให้มีคนตาย ทั้งคู่จึงเริ่มมองหาคนไข้ที่กำลังป่วยหนักใกล้เสียชีวิต ซึ่งก็ได้มาอีกจำนวนหนึ่ง

ทว่าเมื่อคนไข้ป่วยหนักเริ่มขาดแคลน พวกเขาก็หาวิธีล่อลวงหญิงโสเภณีและคนชราฐานะยากจนมาอาศัยในบ้านของแฮร์แล้วลงมือฆ่าด้วยการทำให้ขาดอากาศหายใจ แน่นอน นายแพทย์น็อกซ์ไม่เคยถามถึงที่มาของศพเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย

จากข้อมูลร่วมสมัย การศึกษากายวิภาคศาสตร์ในมหาวิทยาลัยแห่งนั้นล้วนเคยชินกับกับศพที่ถูกขโมยมาจนเรียกว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะแม้แต่นักศึกษาหรือพยาบาลก็จัดหาศพมาแลกเป็นเงินแทบทั้งสิ้น

ในเดือนธันวาคม 1827 แฮร์ได้พบกับคุณนายสมิท (บางหลักฐานเรียกว่า คุณนายซิมป์สัน) หญิงชราที่เพิ่งเดินทางมาถึงนครเอดินบะระ แฮร์เข้าไปตีสนิทแล้วเลี้ยงเครื่องดื่ม หล่อนขอไปพักกับเขา จากนั้นก็มีการดื่มกันต่อเนื่องจนเหยื่อรายนี้เมามายไม่ได้สติ

เช้าวันรุ่งขึ้น หล่อนตื่นมาพร้อมอาการเมาค้าง แฮร์จึงให้หล่อน “ถอน” ด้วยการดื่มวิสกี้โดยอ้างว่าจะทำให้หล่อนรู้สึกดีขึ้น ทันใดนั้นแฮร์ก็ใช้มือปิดปากและจมูกหล่อนโดยมีเบิร์กช่วยกดร่างไว้จนหล่อนขาดใจ


ภาพจำลองการลงมือสังหารเหยื่อของเบิร์กกับแฮร์ ที่มาของภาพ

จากนั้นทั้งคู่ก็นำศพใส่กล่องแล้วนำไปให้นายแพทย์น็อกซ์ โดยได้ค่าตอบแทนเป็นเงิน 10 ปอนด์ เหยื่ออีกหลายรายยังคงถูกแฮร์กับเบิร์กมอมเหล้าแล้วฆ่าด้วยวิธีเช่นนี้เรื่อยมา

วันหนึ่งทั้งคู่ได้พบกับเจมส์ วิลสัน (James Wilson) หรือที่ชาวเมืองเรียกว่า “จิมมี่ปัญญาอ่อน”
(‘Daft Jamie’) เพราะถึงแม้วิลสันอายุมากแล้วแต่ยังมีจิตใจเหมือนเด็ก จิมมี่มีนิสัยสุภาพเรียบร้อย ไม่รบกวนหรือก่อความเดือดร้อนแก่ใครและยังเป็นอัจฉริยะในเรื่องตัวเลขอีกด้วย


“จิมมี่ปัญญาอ่อน” เหยื่ออีกรายหนึ่งของเบิร์กและแฮร์ ที่มาของภาพ 

ในฤดูใบไม้ร่วง ปี 1828 จิมมี่เข้ามาในเมืองเพื่อตามหาแม่ก่อนจะพบกับมาร์กาเร็ต ภรรยาของแฮร์ เธอลวงเขาไปพบสามีที่รอใช้ลูกไม้เดิมๆ นั่นคือการมอมเหล้าให้เมา ระหว่างนั้นภรรยาของแฮร์ก็ออกไปตามเบิร์กมาสมทบ

เมื่อทุกคนมาพร้อมกันแล้วก็มีการดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน เมื่อจิมมี่เมาหลับไป มาร์กาเร็ตก็ออกจากห้องปล่อยให้เบิร์กกับแฮร์ทำงานของเขาตามอย่างที่เคยทำกับคนชราทั้งชายหญิงมาแล้วหลายราย

คราวนี้ จิมมี่รู้สึกตัวและฮึดสู้ หลังจากดิ้นรนต่อสู้เอาตัวรอดอยู่ระยะหนึ่ง ในที่สุดจิมมี่ก็ต้องพ่ายให้กับกำลังชายทั้งสอง และเมื่อร่างของจิมมี่ถูกนำไปวางไว้บนโต๊ะผ่าศพของนายแพทย์น็อกซ์ นักศึกษาบางคนเกิดจำเขาได้ ขณะเดียวกันในเมืองก็เกิดข่าวลือไปต่างๆ นานาเกี่ยวกับการหายตัวไปของจิมมี่

จากนั้นไม่นานก็มีการออกสืบหาเงื่อนไข กระทั่งพบร่างของเหยื่อรายสุดท้าย เป็นศพคุณนายมาร์โจรี
(หรือมาร์กาเร็ต) ดัชเชอร์ตี (Marjorie Docherty) (เอกสารบางชิ้นเรียกว่า คุณนายมาร์เกอรี แคมป์เบล) ในบ้านของเบิร์ก ในที่สุดคนร้ายกลุ่มนี้ก็ถูกจับกุม


คุณนายมาร์โจรี (หรือมาร์กาเร็ต)ดัชเชอร์ตี เหยื่อรายสุดท้ายของฆาตกรต่อเนื่อง เบิร์กและแฮร์ ที่มาของภาพ 

ในระหว่างการสอบสวน มีข้อเสนอว่าแฮร์จะได้รับการปล่อยตัวหากเขาให้การยืนยันการกระทำของเบิร์ก เมื่อการสอบสวนยาวนานและเป็นที่สนใจของผู้คนจำนวนมาก ในที่สุดเขากับมาร์กาเร็ตก็ถูกปล่อยตัว
นายแพทย์น็อกซ์ก็พ้นความผิดด้วยแล้วหลบซ่อนตัวจากสังคมก่อนจะย้ายไปอยู่ที่ลอนดอนในเวลาต่อมา

เบิร์กถูกแขวนคอและผ่าร่างต่อหน้าสาธารณชน กะโหลก หน้ากากศพและหนังสือที่มีปกทำด้วยหนังของเขาปัจจุบันยังเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ศัลยแพทย์ที่กรุงเอดินบะระ

โครงกระดูกและหน้ากากศพของวิลเลียม เบิร์ก ที่วิทยาลัยแพทย์แห่งกรุงเอดินบะระ ที่มาของภาพ


ซองใส่เอกสารที่ทำจากหนังของวิลเลียม เบิร์ก ที่มาของภาพ 


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Bailey, B. 2011. Burke and Hare: The Year of the Ghouls‬. Random House.
MacGregor, G. 2016. History of Burke and Hare and of the Resurrectionist Times; A Fragment from the Criminal Annals of Scotland. Wentworth Press. (Reprint).
http://content.time.com/time/specials/packages/article/0,28804,1900368_1900369_1900364,00.html
https://en.wikipedia.org/wiki/Burke_and_Hare_murders
https://www.historic-uk.com/HistoryUK/HistoryofScotland/Burke-Hare-infamous-murderers-graverobbers/
https://www.theguardian.com/artanddesign/2009/feb/01/burke-hare-masks
https://www.thevintagenews.com/2018/09/25/grave-mortsafe/
http://www.edinburgh-history.co.uk/burke-hare.html