Armies Weapons and Warfare

ฉลามเหล็ก 129 ปฏิบัติการล่าทะเลเดือด

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรนาโต้ ต้องเผชิญหน้ากับ กองทัพแดงแห่งสหภาพโซเวียตและกลุ่มประเทศกติกาสัญญาวอร์ซอ แนวรบในสงครามเย็นขยายออกไปทั่วโลก ตั้งแต่
บนพื้นดิน บนท้องฟ้า บนผืนมหาสมุทร แม้กระทั่งการแข่งขันกันไปอวกาศของสองขั้วมหาอำนาจโลก ก็ยังเป็นอีกหนึ่งสนามรบที่พวกเขาต่อสู้แย่งชิงกัน แต่เวทีการเผชิญหน้ากันในสงครามเย็นนั้น ยังมีอีกหนึ่งเวทีในการเผชิญหน้ากันของคอมมิวนิสต์และประชาธิปไตย นั่นก็คือ “ใต้สมุทร”


กัปตันวลาดีเมียร์ อิวาโนวิช คอบซา แห่งเรือ K-129 ที่มาของภาพ

โลกของเราประกอบด้วยมหาสมุทรถึง 3 ใน 4 ส่วน ตลอดช่วงระยะเวลาความขัดแย้งของมนุษยชาติ แนวรบที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งคือท้องทะเล กองทัพเรือของชาติมหาอำนาจในแต่ละยุคสมัย คือปัจจัยที่ส่งเสริมอำนาจและความเกรียงไกรให้แก่จักรวรรดิ มันยังเป็นเครื่องมือในการรับประกันพลังอำนาจของชนชาติตนเอง และคานอำนาจกับชนชาติอื่นๆ

สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ท้องทะเลและมหาสมุทรกลายเป็นสนามรบสำคัญในมหาสงครามทั้งสองครั้ง เรือรบบนผิวน้ำและอากาศยานที่บินมาจากเรือบรรทุกเครื่องบิน ทำให้การรบทางทะเลไร้ขอบเขตมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้แนวรบที่อยู่ใต้สมุทรก็ดุเดือดไม่แพ้การรบบนผิวน้ำเช่นกัน เรือดำน้ำกลายมาเป็นอาวุธในเชิงรุกทั้งทางยุทธวิธีและยุทธศาสตร์ กองทัพเรือของชาติต่างๆ จึงจำเป็นต้องมีและใช้มันเพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือข้าศึก


บางส่วนของลูกเรือฮิวจ์ โกลมาร์ เอ็กซ์โพรเลอร์ ถ่ายรูปบนดาดฟ้าเรือ ที่มาของภาพ

ในช่วงสงครามเย็น กองทัพเรืออเมริกาและโซเวียต สองชาติผู้นำของโลกประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์
มีเรือดำน้ำที่ประจำอยู่ในกองเรือของตนเองทั่วโลก จากเดิมที่เรือดำน้ำทำได้เพียงคอยรังควานเรือขนส่งสินค้าหรือจมเรือรบข้าศึก แต่ในครั้งนี้มันกลับกลายมาเป็นอาวุธในเชิงรุกทางยุทธศาสตร์ เพราะมันสามารถลำเลียงขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ และล่องเรือเข้าไปใกล้ชายฝั่งของประเทศข้าศึก พร้อมทั้งเปิดฉากการโจมตีโดยไม่มีหรือแทบไม่มีการเตือน ด้วยเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เรือดำน้ำดำได้ลึกและเงียบมากกว่าเดิม ผนวกกับขีปนาวุธนิวเคลียร์ที่อยู่บนเรือ มันจึงกลายเป็นเครื่องจักรสงครามที่มีความสามารถทำลายล้างสูงชนิดหนึ่งบนโลก

เรือดำน้ำอเมริกาและโซเวียต เล่นเกมแมวจับหนูในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ มันเป็นเกมอันตรายที่อาจนำโลกเข้าสู่สงครามนิวเคลียร์เต็มรูปแบบ กองทัพสหรัฐฯ ตื่นตัวต่อภัยคุกคามที่มาในรูปแบบของเรือดำน้ำโซเวียตอย่างมาก พวกเขาถึงขนาดวางระบบเครือข่ายตรวจจับเสียงใต้สมุทร หรือ Sound Surveillance System เรียกย่อๆ ว่า โซซัส (SOSUS) มันเป็นเหมือนสัญญาณเตือนภัยเรือดำน้ำโซเวียตที่ถูกวางเอาไว้ทั้งมหาสมุทรแปซิฟิกและแอตแลนติก แต่โซเวียตเองก็พัฒนาเรือดำน้ำของตนเองให้ดำได้เงียบกริบมากยิ่งขึ้น เรือดำน้ำโปรเจกต์ 949 (Project 949) หรือที่อเมริกาและกองทัพนาโต้เรียกมันว่า “ออสการ์” (Oscar) และโปรเจกต์ 941 (Project 941) หรือที่อเมริกาและกองทัพนาโต้เรียกมันว่า “ไต้ฝุ่น” (Typhoon) เรือทั้งสองรุ่นนี้คือภัยคุกคามแผ่นดินอเมริกาอย่างร้ายแรง การที่เรือดำน้ำของทั้งสองฝ่ายจะแล่นออกทะเลไปยังที่แห่งใด พวกเขาย่อมติดตามความเคลื่อนไหวของเจ้าฉลามเหล็กของอีกฝ่ายอย่างใกล้ชิดเสมอ


ภาพถ่ายกัปตันและบางส่วนของลูกเรือK-129 ที่มาของภาพ

ในปี ค.ศ. 1968 เหตุการณ์ที่ยังคงคลุมเครือจนถึงปัจจุบันเกี่ยวกับเรือดำน้ำรัสเซียลำหนึ่งที่ชื่อ K-129
ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดเกี่ยวกับจุดประสงค์ของมันในการปรากฏตัวและสูญหายไปบริเวณทางตอนเหนือใกล้กับชายฝั่งของหมู่เกาะฮาวาย มันคือการลาดตระเวนตามปกติหรือไม่? หรือมันคือการโจมตีระลอกแรกต่อแผ่นดินอเมริกา? แล้วชะตากรรมของมันต่อจากนั้นเกิดอะไรขึ้น?

เรือ K-129 หรือที่กองทัพเรือโซเวียตเรียกเรือชั้นนี้ว่า โปรเจกต์ 629 (Project 629) แต่อเมริกาและกองทัพนาโต้เรียกมันว่า “กอล์ฟ” (Golf) มันมีน้ำหนัก 2,700 ตัน ความยาว 100 เมตร ความกว้าง
8.5 เมตร เป็นเรือดำน้ำเครื่องยนต์ดีเซล 3 เครื่อง และมอเตอร์ไฟฟ้าจำนวน 3 เครื่อง สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 17 นอต (31 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ปฏิบัติงานในทะเลได้ 70 วัน และมีลูกเรือ 83 นาย เรือดำน้ำ
ชั้นนี้เป็นเรือติดตั้งขีปนาวุธนำวิถี (Ballistic Missile Submarine) โดยมีท่อยิงขีปนาวุธ 3 ท่อ สามารถติดตั้งขีปนาวุธทางยุทธวิธี (Tactical Ballistic Missiles) แบบ R11 FM หรือที่เรารู้จักกันในชื่อของ “สกั๊ด” (Scud)



ภาพแสดงให้เห็นช่องภายในลำตัวเรือฮิวจ์ โกลมาร์ เอ็กซ์โพรเลอร์ ปั้นจั่นขนาดใหญ่ที่เหมือนกับแขนมหึมา สามารถดำลงไปหยิบจับสิ่งอยู่ใต้ทะเล ที่มาของภาพ

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1968 กัปตันวลาดีเมียร์ อิวาโนวิช คอบซา และเรือ K-129 นำเรือดำน้ำลำนี้ดำดิ่งสู่ใต้ทะเลลึกแห่งมหาสมุทรแปซิฟิก มันคือภารกิจลาดตระเวนครั้งที่ 3 ของเรือลำนี้ รายงานจากเรือส่งกลับมาว่า การแล่นไปในทิศทางที่กำหนดเป็นไปด้วยความราบรื่น แต่เมื่อเรือข้ามเส้นรุ้งที่ 180
(180th meridian) เรือลำนี้ก็ขาดการติดต่อ แม้จะมีความพยายามติดต่อกับเรือจากฐานทัพเรือที่คัมชัสก้า (Kamchatka) แต่ไม่มีการตอบรับใดๆ จากเรือลำนี้ กระทั่งเวลาได้ล่วงเลยไปจนถึงกลางเดือนมีนาคม กองทัพเรือโซเวียตจึงประกาศว่าเรือลำนี้สูญหาย การค้นหาและกู้ภัยทางอากาศบนพื้นผิวมหาสมุทรและใต้ทะเล จากทางแปซิฟิกเหนือบริเวณตั้งแต่คัมชัสก้า ไปจนถึง วลาดิวอสต๊อก จึงเริ่มขึ้น

ความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของกองทัพเรือโซเวียตทางฝั่งแปซิฟิก บีบให้กองทัพเรือสหรัฐฯ ต้องส่งเรือของตนเองเข้าสังเกตการณ์ การค้นหาที่มีทั้งอากาศยาน เรือรบแบบต่างๆ และเรือดำน้ำของโซเวียต ทำให้
เครือข่ายตรวจจับเสียงใต้สมุทรในพื้นที่ส่งสัญญาณเตือนอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง แม้ทางฝ่ายโซเวียตจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าก่อนแล้วว่า นี่เป็นปฏิบัติการกู้ภัยทางทะเล แต่จำนวนกองเรือที่ทัพเรือโซเวียตนำมานั้น
สร้างความหวาดระแวงให้แก่ฝ่ายอเมริกันอยู่ไม่น้อย เพราะทั้งเรือรบบนผิวน้ำและอากาศยานรวมถึง
เรือดำน้ำที่ปรากฏอยู่บนจอเรดาร์และในระยะการมองเห็น ก็ทำให้อีกฝ่ายอดคิดไม่ได้ว่านี่มันเป็นปฏิบัติการกู้ภัยแน่หรือ?


เส้นทางการเดินเรือและจุดที่เรือK-129 จมลง ที่มาของภาพ

กองทัพเรือสหรัฐฯ แม้จะตื่นตะลึงกับกองเรือโซเวียตที่เคลื่อนพลมากู้ภัย แต่มีสิ่งหนึ่งที่พวกเขารับรู้มาก่อนหน้านั้นแล้ว ซึ่งมันก็คือสัญญาณเตือนจากเครือข่ายตรวจจับเสียงใต้สมุทร ในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 1968 มันส่งสัญญาณให้ทางฝ่ายสหรัฐฯ รู้ว่ามีเรือดำน้ำไม่ปรากฏสัญชาติเข้ามาใกล้หมู่เกาะฮาวาย และยังตรวจพบเสียงที่ฟังดูเหมือนจะเป็น “การระเบิด” ใกล้กับเส้นแวงที่ 40 องศาเหนือ ลองติจูดที่ 180 แม้พวกโซเวียตจะพยายามค้นหาเรือที่หายไปของพวกเขา แต่อุปกรณ์และเครื่องมือที่พวกเขามีอยู่ในขณะนั้น ก็ยังถือว่าล้าหลังกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาอยู่มาก โดยเฉพาะระบบเครือข่ายตรวจจับเสียงใต้สมุทร หรือ โซซัส ที่พวกอเมริกันมีอยู่ กองทัพเรือโซเวียตระดมสรรพกำลังทุกอย่างที่มีอยู่เพื่อค้นหาเรือของพวกเขาที่หายไป แต่ก็ไม่สามารถค้นหาเรือดำน้ำ K-129 ได้ ในที่สุด ปฏิบัติการค้นหาของกองทัพเรือโซเวียต จึงต้องยุติลงพร้อมกับความล้มเหลวในการตามหาเรือดำน้ำที่หายไป


ภาพมุมบนแสดงให้เห็นศพของลูกเรือโซเวียตถูกบรรจุอยู่ภายใน ที่มาของภาพ

การล่วงรู้ตำแหน่งที่แน่ชัดของจุดที่คาดว่าน่าจะเป็นตำแหน่งของเรือ K-129 ที่หายไปของฝ่ายอเมริกัน กลายมาเป็นความลับสุดยอด ที่ห้ามแพร่งพรายหรือรู้ได้เฉพาะบุคคลที่จำเป็นต้องรู้เท่านั้น เมื่อกองเรือโซเวียตถอนกำลังกลับ จึงมีการส่งเรือไปสำรวจบริเวณจุดที่คาดว่าน่าจะเป็นตำแหน่งของเรือ K-129
เรือดำน้ำอเมริกัน ยูเอสเอส ฮาลิบัท (USS Halibut) ถูกส่งออกไปเพื่อระบุตำแหน่งที่แน่ชัด ซึ่งอยู่บริเวณทางตอนเหนือของเกาะโออาฮู และแล้วในวันที่ 20 สิงหาคม ปี ค.ศ. 1968 กองทัพเรือสหรัฐจึงพบเข้ากับซากเรือดำน้ำโซเวียตบริเวณก้นทะเล ที่ระดับความลึก 16,000 ฟุต (4,900 เมตร) ภาพถ่ายตลอดทั่วทั้งลำตัวเรือดำน้ำโซเวียตลำนี้กว่า 20,000 ภาพ ถูกถ่ายเอาไว้


ภาพจากวิดีโอที่บันทึกแสดงให้เห็นการจัดพิธีศพให้ลูกเรือโซเวียตที่เสียชีวิตอยู่ภายในชิ้นส่วนเรือที่ถูกกู้ขึ้นมาได้ ที่มาของภาพ

ข้อมูลและภาพถ่ายถูกส่งตรงถึงมือประธานาธิบดีนิกสัน มีการประชุมกันอย่างเคร่งเครียดกับรัฐมนตรีกลาโหมและนายทหารที่ทำเนียบขาว แล้วผลการประชุมในครั้งนี้ก็มีคำสั่งให้ “กู้ซากเรือดำน้ำลำนี้”
โดยทางฝ่ายสหรัฐฯ หวังที่จะได้ข้อมูลเกี่ยวกับเรือดำน้ำโซเวียตรุ่นนี้ รวมทั้งทราบข้อมูลประสิทธิภาพของอาวุธที่มีภายใน ที่สำคัญสมุดรหัสปล่อยขีปนาวุธ แต่การส่งกองเรือรบออกไปค้นหาอย่างเอิกเกริก ย่อมเป็นสิ่งที่มิอาจกระทำได้ เพราะพวกเขาไม่ต้องการให้ฝ่ายโซเวียตล่วงรู้ว่า พวกเขารู้แน่ชัดแล้วว่าเรืออยู่ไหนและกำลังจะทำอะไรกับมัน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ หรือ ซีไอเอ (CIA) และ กองทัพเรือสหรัฐอเมริกา (US NAVY) ที่จะต้องร่วมมือกันเพื่อหาวิธีกู้ซากเรือลำนี้ขึ้นมา

โครงการแอสซอเรียน (Project Azorian) คือชื่อปฏิบัติการกู้เรือในครั้งนี้ นี่คือหนึ่งในโครงการลับ
สุดยอดที่ลงมือปฏิบัติในช่วงสงครามเย็นของสหรัฐอเมริกา เป็นปฏิบัติการที่มีค่าใช้จ่ายมากที่สุดตลอดช่วงสงครามเย็น ต้องใช้เวลาถึง 6 ปี ในการเตรียมการ ภายหลังจากการจมของเรือ K-129 ในปี ค.ศ. 1968 ฝ่ายสหรัฐฯ จำต้องรอเวลาและวางแผนให้ปฏิบัติการนี้ ต้องทำให้ดูเหมือนเป็นงานของพลเรือนมากกว่าจะเป็นงานด้านการทหาร การจะเคลื่อนสรรพกำลังไปยังจุดที่เรือดำน้ำโซเวียตจมอยู่ก็เป็นความท้าทายแรก และความท้าทายอย่างต่อมาคือการนำเรือดำน้ำขนาด 2,700 ตัน ขึ้นมาจากใต้ทะเลโดยมิให้พวกโซเวียตล่วงรู้ ก็เป็นอีกความท้าทายที่ยากลำบากของฝ่ายอเมริกัน


มหาเศรษฐีนักประดิษฐ์ชื่อก้องโลกนามว่า ฮาเวิร์ด ฮิวจ์ ที่มาของภาพ

คำตอบของการแก้ปัญหาในครั้งนี้ก็คือ เรือที่ถูกต่อขึ้นมาในภารกิจนี้โดยเฉพาะของบริษัทโกลบอล มารีน (Global Marine Inc) โดยเรือที่ชื่อ ฮิวจ์ โกลมาร์ เอ็กซ์โพรเลอร์ (Hughes Glomar Explorer) มันคือเรือขุดเจาะในทะเลลึกขนาดใหญ่ ทางการสหรัฐฯ จ้างเหมาก่อสร้างเรือลำนี้กับบริษัทของมหาเศรษฐีนักประดิษฐ์ชื่อก้องโลกนามว่า ฮาเวิร์ด ฮิวจ์ โดยมีการจัดฉากเซ็นสัญญาว่าจ้างอย่างเป็นทางการให้บริษัทของเขา ออกแบบสร้างเรือขุดเจาะลำนี้ขึ้นมา เรือ ฮิวจ์ โกลมาร์ เอ็กซ์โพรเลอร์ เป็นเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ มันมีน้ำหนักถึง 55,000 ตัน มีความยาว 189 เมตร กว้าง 35 เมตร ใช้เครื่องยนต์ดีเซลล์ไฟฟ้า โดยมีความเร็วสูงสุด 10 นอต (19 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) บรรทุกลูกเรือ 160 นาย หากมองเรือลำนี้จากภายนอก มันคือเรือขุดเจาะธรรมดาทั่วไปที่มีแท่นขุดเจาะขนาดใหญ่อยู่กลางลำเรือและเครื่องมือต่างๆ ที่ดูแล้วเหมาะสมกับงานที่มันกำลังจะไปทำ แต่ทว่า ภายในลำตัวเรือ ฮิวจ์ โกลมาร์ เอ็กซ์โพรเลอร์ มีช่องเปิดขนาดใหญ่
ที่สามารถนำเรือดำน้ำขนาดเล็กและขนาดใหญ่เข้ามาภายในได้ รวมทั้งยังมีปั้นจั่นขนาดใหญ่ที่เหมือนกับแขนมหึมา สามารถดำลงไปหยิบจับสิ่งอยู่ใต้ทะเลเข้ามาตรงช่องเปิดขนาดใหญ่ที่มีอยู่บริเวณกลางลำตัวเรือได้

และแล้วปฏิบัติการของเรือฮิวจ์ โกลมาร์ เอ็กซ์โพรเลอร์ ก็เริ่มขึ้น มันถอนสมอและแล่นออกจากท่าเรือที่ลองบีช แคลิฟอร์เนีย พร้อมกับมุ่งหน้าข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังจุดหมายของมัน เรือรบของอเมริกัน หรือแม้แต่เรือรบของโซเวียตที่พบเห็นมัน ต่างก็ไม่ระแคะระคายต่อท่าที เนื่องด้วยลักษณะของเรือที่พวกเขาเห็น มันคือเรือขุดเจาะลำใหญ่ที่กำลังแล่นข้ามมหาสมุทรระยะทาง 3,000 ไมล์ ไปยังจุดหมายอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อมันมาถึงบริเวณที่เรือ K-129 จมอยู่ งานของมันจึงเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ เรือดำน้ำขนาดเล็ก
และนักประดาน้ำในชุดดำน้ำลึกที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ ดำลงไปยังซากเรือมรณะของโซเวียตลำนี้ ทีมกู้ซากเรือติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะนำเรือดำน้ำลำนี้เข้าไปภายในช่องที่อยู่ภายในลำตัวเรือฮิวจ์ โกลมาร์
เอ็กซ์โพรเลอร์ ปั้นจั่นขนาดใหญ่ ถูกหย่อนลงไปในน้ำ ดำดิ่งลงไปหาเรือดำน้ำโซเวียตที่จอดสงบนิ่งอยู่ใต้ทะเล มือของมันหยิบเรือดำน้ำโซเวียตราวกับมือของมนุษย์ที่หยิบจับสิ่งของ ค่อยๆ ดึงมันขึ้นมาอย่างช้าๆ


เรือฮิวจ์ โกลมาร์ เอ็กซ์โพรเลอร์ ที่มาของภาพ

แต่ในขณะที่เหลือระยะทางอีกเพียงครึ่งหนึ่งก่อนที่เรือดำน้ำโซเวียตจะเข้าไปถึงช่องภายในลำตัวเรือฮิวจ์
โกลมาร์ เอ็กซ์โพรเลอร์ หนึ่งในแขนเหล็กขนาดใหญ่ที่ล็อกลำตัวเรือ K-129 เอาไว้ เกิดขัดข้องขึ้น มันหยุดทำงานและทำให้ลำตัวเรือดำน้ำโซเวียตเอียงตะแคงข้าง ส่งผลให้ประตูท่อยิงขีปนาวุธเปิดออก พร้อมกับขีปนาวุธที่ค่อยๆ ไหลออกมาจากท่อ มันโผล่ออกมาจากท่ออย่างช้าๆ โดยที่ทีมกู้ซากเรือไม่สามารถทำอะไรได้เลย พวกเขาต่างพากันสวดภาวนาไม่ให้เกิดหายนะร้ายแรงขึ้น เพราะขีปนาวุธเหล่านี้เมื่อมันหล่นลงไปกระแทกกับพื้นทะเล อาจเกิดการระเบิดขึ้นได้และชีวิตทุกคนที่อยู่ในบริเวณนี้จะต้องตายเพราะแรงระเบิด ขีปนาวุธโผล่พ้นท่อยิงออกมา มันร่วงหล่นลงไปสู่จุดที่เรือ K-129 เคยจมอยู่อย่างรวดเร็ว ทุกคนบนเรือต่างกลั้นหายใจและพากันหาที่ยึดจับบนตัวเรือเอาไว้ เมื่อเสียงของการกระแทกดังขึ้นและเงียบหายไป นั่นจึงทำให้ทุกคนโล่งอกอย่างมากกับสิ่งที่พวกเขาลุ้นกันตัวโก่งกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดนี้

แต่ไม่ทันที่ “ความวัวไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก” เมื่อเรือ K-129 เกิดเอียงตะแคงข้างเช่นนี้ มันเลยส่งผลให้น้ำหนักของลำตัวเรือกดทับไปที่อีกด้านหนึ่งของแขนเหล็กขนาดใหญ่ที่ล็อกลำตัวเรือเอาไว้ ส่งผลให้มันรับน้ำหนักไม่ไหวและทำให้มันหักลงไปพร้อมกับลำตัวเรือดำน้ำที่ฉีกขาด วินาทีนั้นทุกคนบนเรือฮิวจ์ โกลมาร์ เอ็กซ์โพรเลอร์ ใจเต้นระทึกอีกครั้ง ลำตัวทั้งลำอาจจะหล่นลงไปกระแทกเข้ากับขีปนาวุธที่หล่นลงไปก่อนหน้านั้นและอาจทำให้มันระเบิดขึ้นได้ เสียงสวดมนต์และเรียกร้องหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของลูกเรือดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ทุกคนต่างคิดว่าตายแน่แล้ว จนกระทั่งเวลาผ่านไปหลายนาที ไม่มีการระเบิดเกิดขึ้นหรือมีสิ่งใดที่เป็นอันตราย นั่นจึงทำให้พวกเขารู้ว่าปลอดภัยแล้ว

สรุปแล้วโมงยามที่พวกเขาทุ่มเทเพื่อกู้ซากเรือดำน้ำลำนี้ให้ได้ทั้งลำ เงินลงทุนไปหลายล้านดอลลาร์ กลายเป็นว่าพวกเขาได้มาเพียงส่วนหัวของเรือดำน้ำความยาว 11.5 เมตรเท่านั้น ที่สามารถดึงขึ้นไปจนถึงช่องที่อยู่ภายในลำตัวเรือฮิวจ์ โกลมาร์ เอ็กซ์โพรเลอร์ สิ่งที่พวกเขาหวังว่าจะได้พบ ทั้งขีปนาวุธ เครื่องยนต์ของเรือและสมุดรหัสของโซเวียตกลับกลายเป็นว่าต้องคว้าน้ำเหลว แต่ชิ้นส่วนของหัวเรือดำน้ำที่ถูกกู้ขึ้นมาได้ ทีมกู้ซากเรือทำการตรวจสอบภายใน พบว่ามีศพของลูกเรืออยู่ภายในนั้นจำนวน 6 ศพ แม้ฝ่ายอเมริกันจะเป็นผู้ที่ตั้งใจมาแอบนำเรือลำนี้กลับไป แต่พวกเขาก็ยังให้เกียรติผู้วายชนม์ทุกคนที่พบ ด้วยการจัดพิธีศพแบบทหารเรืออย่างเต็มรูปแบบ และนำร่างของพวกเขาคืนสู่ท้องทะเลอีกครั้ง


เรือ K-129 ที่มาของภาพ

มีความพยายามหาข้อสรุปเกี่ยวกับการที่เรือ K-129 จมลงว่าเกิดจากอะไร โดยมีทฤษฎีที่แตกต่างกันถึง 4 ทฤษฎีคือ
1. การระเบิดของแบตเตอรี่บนเรือขณะกำลังชาร์จ
2. การชนเข้ากับเรือดำน้ำอเมริกัน
3. การระเบิดของขีปนาวุธภายในลำตัวเรือ
4. การตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจของลูกเรือที่จะทำลายเรือลำนี้


ในส่วนของทฤษฎีข้อที่ 4 มีคำอธิบายที่น่าสนใจบางอย่างมาประกอบกันในเรื่องนี้ เรือลำนี้อาจจะพยายามโจมตีหมู่เกาะฮาวาย หรือ มันอาจจะกำลังแล่นมาที่ฮาวายเพื่อขอลี้ภัย แต่อาจจะมีลูกเรือที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยต่อการปฏิบัติ และพยายามจะหยุดยั้งมัน แต่อย่างไรก็ตามเรามิอาจคาดเดาจุดประสงค์ที่แท้จริงของเรือลำนี้ได้ว่า เหตุใดมันจึงเข้ามาใกล้น่านน้ำของอเมริกันมากถึงขนาดนี้ สิ่งนี้จึงเป็นปริศนาที่ตายไปพร้อมกับลูกเรือ K-129

เมื่อสงครามเย็นยุติลงและสหภาพโซเวียตล่มสลาย รัฐบาลรัสเซียและอเมริกาเริ่มสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกันและกัน รวมทั้งลงนามในข้อตกลงต่างๆ ที่เป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างกัน ในปี ค.ศ. 1992 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจึงออกมายอมรับถึงโครงการ
แอสซอเรียนและภารกิจที่แท้จริงของมัน นอกจากนี้ยังมีการนำวีดีโอที่ถูกบันทึกไว้ในระหว่างการจัดพิธีศพให้แก่ลูกเรือ K-129 ทั้ง 6 นาย ที่ถูกพบในบริเวณหัวเรือที่ถูกกู้ขึ้นมาได้ นำไปแสดงให้ประธานาธิบดีรัสเซียบอริส เยลซิน ได้ชมด้วยเช่นกัน


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
1. https://en.wikipedia.org/wiki/Soviet_submarine_K-129_(1960)
2. https://allthatsinteresting.com/k-129-project-azorian
3. https://www.dailytelegraph.com.au/news/did-mystery-russian-sub-k129-set-out-to-start-world-war-iii/news-story/a4440749968525767f8ce8176691ad3b
4. http://www.ahctv.com/the-taking-of-k-129/
5. http://www.washingtonindependentreviewofbooks.com/index.
php/bookreview/the-taking-of-k-129-how-the-cia-used-howard-hughes-to-steal-a-russian-sub-i