Oriental World

สาวรากเหง้าของคำว่า "ชา" ที่ไม่มีแค่ชา

เคยสงสัยกันไหมครับว่า ทำไมฝรั่งถึงเรียกชาว่า "ที" แล้วทำไมไทยจึงเรียกว่า "ชา"? ก่อนที่จะได้คำตอบ ท่านคงจะยิ่งงงเข้าไปอีก หากทราบว่ามันคือคำเดียวกันนั่นเอง

ในโลกเรานี้เรียกชากัน 2 แบบใหญ่ๆ

1. เรียกโดยออกเสียง ฉ ช และ จ เช่น "ฉา" ในภาษาจีนกลาง "ชา" ในภาษาไทยและเกาหลี "ไช" ในอินเดีย หรือ "ไจ" ในยุโรปตะวันออก

2. เรียกโดยออกเสียง ท ต และ ด เช่น "เต๋" ในภาษาจีนฮกเกี้ยน "ที" ในภาษาอังกฤษ "แต" ในภาษามลายู หรือเกาหลีก็ยังเรียกอีกอย่างว่า "ทา"

สงสัยไหมว่าทำไมถึงเรียกต่างกัน 2 แบบ?

อันที่จริงแล้วไม่ได้มีแค่ ชา กับ ที หรอกครับ ยังมีคำว่า "ลา" อีกด้วย


เสินหนง บรรพชนของชาวจีน ผู้ศึกษาพืชพันธุ์ต่างๆ ทั่วแผ่นดินเพื่อค้นหาคุณประโยชน์ของพวกมัน จนกระทั่งวันหนึ่ง เส้นหนงกำลังพักผ่อนอยุ่ใจ้ต้นไม้ต้นหนึ่งในป่า เผอิญใบของมันร่วงลงมาในกาต้มน้ำ เสินหนงดื่มเข้าไปรู้สึกกระปรี้กระเปร่า จึงทำให้รู้สรรพคุณของไม้นั้น และต่อมาอนุชนชาวจีนขนานนามมันว่า "ใบชา" (ภาพเสินหนงชิมสมุนไพร วาดโดย จิตรกรสมัยราชวงศ์หมิง 
ที่มาของภาพ  Shanghai Museum


ก่อนอื่นมาดูที่อักษรจีนกันก่อน คำว่าชาเขียนว่า 茶 คำนี้ประกอบด้วยอักษร 艸 ที่หมายถึงพืช และ 余 ที่ออกเสียงว่า ลา รวมๆ แล้วหมายถึงพืชที่เรียกว่า ลา และจีนยุคโบราณนั้นเรียกชาว่า "ลา"

คำว่า ละ หรือ ลา มาจากคำวา sla ที่แปลว่า "ใบ" ในภาษาตระกูล Proto-Austro-Asiatic บรรพชนของภาษาหลายภาษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น คนพูดภาษาตระกูลไทบางกลุ่มก็ยังเรียกชาว่า "ละ" หรือ "ลา" ชาวโลโลก็ยังเรียกว่าลา แม้แต่พม่าก็ยังเรียกว่าละ

นั่นก็เพราะต้นกำเนิดของต้นชาและการบริโภคชามาจากตอนเหนือของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือแถวรัฐฉาน-ภาคใต้ของยูนนาน เช่น แถวเมืองหม่งคู่ ซึ่งมีป่าต้นชาโบราณอายุกว่า 2,500 ปี ที่เมืองเฟิ่งชิ่ง มีต้นชาอายุกว่า 3,200 ปี ต้นชาที่อายุมากที่สุดในโลกก็อยู่ที่นี่ เป็นถิ่นฐานของพวกที่พูดภาษาโบราณหลายเผ่า รวมถึงเผ่าไท

ต่อคำว่า "ลา" มาถ่ายทอดไปถึงจีนโบราณยุคก่อนสมัยราชวงศ์ฮั่น จีนเรียกชาตามวิธีการเก็บด้วย เช่น เรียกมันว่า "ลา" (茶) หมายถึงชาใบแรกเก็บ และถ้าเรียก หมิง (茗) หมายถึงใบชาที่แก่มากแล้ว


วิธีการผลิตชาให้ได้ 6ชนิด ชาทุกชนิดได้มาจากต้นชาชนิดเดียวกันคือ Camellia sinensis จากนั้นจะแยกว่านำส่วนไหนและของใบมาผลิตชา เช่น ส่วนยอดอ่อน ใบอ่อน ส่วนใบแก่ จากนั้นมาแยกแยะว่าผ่านกระบวนการแบบใด เช่น การคั่วแห้ง หรือการหมักให้เกิด Oxidation จากนั้นยังมีกระบวนการอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้ ชาใบเดียว กลายเป็นผลผลิตชาที่แบ่งเป็น 6ประเภทหลักๆ คือ ชาเขียวสด (綠茶)ชาขาว (白茶)ชาเหลือง (黃茶)ชาเขียวเข้ม (青茶) ชาแดง (紅茶)และชาดำ (黑茶) ที่มาของภาพ

อนึ่ง แถวภาคเหนือของไทยและในรับฉานมีการเคี้ยวใบชาใหญ่เรียกว่า "เมี่ยง" ซึ่งคำนี้ตรงกับภาษาจีน
คำว่า หมิง (茗) ออกเสียงแบบโบราณว่า "แม๋ง" หมายถึงใบชาใหญ่ หรือที่ผ่านการปรุงแต่งอย่างดีจนนุ่มลิ้น เหมือนเมี่ยงทางภาคเหนือที่ใช้ใบชาใหญ่แก่ๆ แล้วมาหมักจนนุ่ม

พอจะเห็นความเชื่อมโยงไหมครับ

ปัญหาอยู่ที่เมื่อเข้าสู่ยุคกลางของจีน หรือราวๆ ราชวงศ์ถัง คำว่า "ลา" ออกเสียงเพี้ยนเป็น "ดรา" หรือ "ดยา" หรือ "ทยา" (ซึ่งในทางภาษาศาสตร์มันเป็นไปได้แต่ไม่ขอลงรายละเอียด) คำว่า "ดยา"
ต่อมาเป็นคำว่า ตยา ทยา หรือ ตา หรือ เต ในที่สุด

ในยุคกลางของจีนนั้น วัฒนธรรมราชวงศ์ถังแพร่ไปถึงแถวฮกเกี้ยนกับแต้จิ๋วเป็นครั้งแรก และคนที่นั่นรักษาสำเนียงสมัยราชวงศ์ถังไว้ค่อนข้างมาก แถวนั้นจึงเรียก 茶 ด้วยสำเนียง ด ต ท จนถึงทุกวันนี้
เมื่อชาวฮกเกี้ยนค้าขายกับแว่นแคว้นในทะเลใต้ ก็ส่งออกสำเนียงให้ภาษามลายู และส่งคำว่าเต ให้ฝรั่งในที่สุด เช่น ฝรั่งเศสออกเสียง เต หรืออังกฤษเรียกที

หลังยุคราชวงศ์ถังแผ่นดินจีนมีชนเผ่าทางเหนือรุกรานมากมาย ทำให้การออกเสียงภาษาจีนมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ขณะที่ชาวฮกเกี้ยนยังรักษาคำว่า เต ไว้ได้แต่ส่วนอื่นเริ่มลิ้นเพี้ยน จากเสียง ตยา ออกเสียงเร็วๆ ก็กลายเป็น จยา หรือ ชยา และชา ในที่สุด


นางในสมัยราชวงศ์ถัง ฟังดนตรีไปดื่มชาไป จากภาพ "มโหรีในวังชาวถัง” (唐人宮樂圖) วาดในสมัยศตวรรษที่9หรือ 1200 ปีก่อน
จะเห็นได้ว่าในยุคนั้น ยังดื่มชาจากชามบานใบโต มีกระบวยใหญ่ใช้ตักน้ำชาจากอ่างที่ตั้งไว้ตรงกลางโต๊ะ 
ที่มาของภาพ National Palace Museum


ตัวอย่างของวิวัฒนาการนี้คือภาษาเวียดนามที่ออกเสียงว่า ฉ่า หรือ จ่า ทั้งที่เขียนว่า Trà ซึ่งควรจะออกเสียงเป็น ตร่า ใช่ไหมครับ? นี่แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการการออกเสียง 茶 เป็นอย่างดี อีกภาษาที่เก็บรูปแบบการออกเสียงไว้ 2 แบบคือเกาหลีที่นั่นเรียกทั้งแบบ "ชา" (หมายถึงใบชา) และ "ทา" (หมายถึงต้นชา) เพราะสะท้อนการออกเสียงเดิมของคำว่า 茶 ในสมัยราชวงศ์ถังและยุคหลังจากนั้น

สำเนียง ชา หรือ ฉา ถูกส่งออกไปยังญี่ปุ่นสมัยราชวงศ์ซ่ง รวมถึงรัสเซียและยุโรปตะวันออก ซึ่งได้คนจีนไปช่วยพัฒนาการปลูกชาในสมัยราชวงศ์ชิง ส่วนกวางตุ้งซึ่งเป็นเมืองท่าหลักสมัยราชวงศ์หมิงลงมา ส่งออกคำนี้ไปยังตะวันออกกลาง รวมถึงโปรตุเกส ซึ่งเป็นยุโรปตะวันตกชาติเดียวที่ออกเสียงว่าชา

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เรียกชากันหลากลายมาก ทั้ง "แต" และ "เต" ในมาเลเซียและอินโดนีเซีย "ชา" ในไทยและฟิลิปปินส์ แสดงให้เห็นว่าฝ่ายหนึ่งรับมาจากฮกเกี้ยน อีกฝ่ายหนึ่งรับจากกวางตุ้ง มีแปลกอยู่ประเทศหนึ่งคือพม่า เรียกชาว่า "ละ" เพราะรักษาสำเนียงดึกดำบรรพ์ไว้ อันนี้ผมสันนิษฐานไปตามหลักการ แต่เชื่อว่าคงไม่ผิดไปจากข้อเท็จจริงมากนัก