Oriental World

ตราประทับของชายจากสยามผู้ร่วมสร้างชาติจีน

ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติจีน ในกรุงปักกิ่ง เก็บรักษาโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และวัตถุสำคัญทางประวัติศาสตร์มากมายถึง 1.3 ล้านชิ้น ถือเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมมากที่สุดเป็นอันดับ 2
ของโลกรองจากพิพิธภัณฑ์ลูฟว์

หนึ่งในของนับล้านชิ้นนั้นมี ของเล็กๆ ชิ้นหนึ่งทำจากหยกเขียวลายขาว เป็นตราประทับพรรคปฏิวัติจีนสาขาสยาม หรือ เซียนหลัวเก๋อมิ่ง (เสียนหลอเก๊กเหม็ง) คำว่า เก๋อมิ่ง หรือเก๊กเหม็ง (革命) แปลว่า
การปฏิวัติ เป็นคำที่แพร่หลายในหมู่คนไทยมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 สมัยนั้นเราไม่เรียกพรรคปฏิวัติจีนว่า
ก๊กมินตั๋ง แต่นิยมเรียกว่า "พวกเก๊กเหม็ง"

พวกเก๊กเหม็งทำการเคลื่อนไหวทั้งในจีนและในดินแดนโพ้นทะเลโดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การลุกฮือครั้งสำคัญที่แผ่นดินใหญ่เพื่อโค่นล้มราชวงศ์ชิง มักวางแผนการกันที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น การลุกฮือที่กว่างโจว ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นการลุกฮือครั้งนองเลือดที่สุด มีการวางแผนกันที่เกาะปีนังใกล้ๆ กับไทยนี่เอง อีกทั้ง ดร.ซุนยัตเซนยังเคยเดินทางมายังสยาม เพื่อปลุกเร้าให้พี่น้องจันโพ้นทะเลช่วยเหลือการปฏิวัติโค่นล้มพวกแมนจู สถาปนาสาธารณรัฐขึ้น ปัจจุบันตรอกที่ ดร.ซุนยัตเซน ปราศัยได้รับการตั้งชื่อว่าตรอกปาฐกถา หรือตรอกซุนยัตเซน

สมาชิกถงเหมิงฮุ่ย หรือพวกเก๊กเหม็ง ของซุนยัตเซน จัดประชุมที่สิงคโปร์ ที่มาของภาพ

ด้วยความที่พวกเก๊กเหม็งมีอุดมการณ์โค่นล้มรัฐบาล ทางการสยามจึงจับตาอย่างใกล้ชิด และรู้สึกมีอคติกับคำว่าเก๊กเหม็ง จนกลายเป็นไวพจน์กับคำว่า ล้มล้างการปกครอง เช่นเดียวกับคำว่า "บอลเชวิก" เช่น กบฏ ร.ศ. 130 ยังถูกเรียกว่ากบฏเก็กเหม็ง เป็นต้น

แม้เก็กเหม็งจะเคยเป็นคำแง่ลบในทัศนะของชาวสยาม แต่สำหรับชาวจีนที่ทราบประวัติศาสตร์ ย่อมทราบว่าเก็กเหม็งสาขาสยามมีบทบาทไม่น้อยกับการสร้างชาติจีนยุคใหม่ โดยมีหลักฐานหนึ่งคือตราประทับพรรคปฏิวัติจีนสาขาสยาม

ตรานี้ดร.ซุนยัตเซน บิดาแห่งจีนยุคใหม่มอบให้หัวหน้าเก๊กเหม็งสาขาสยาม ต่อมาหยางเจิ้นชุนได้เก็บรักษาตราประทับไว้และมอบให้กับรัฐบาลจีนเมื่อปี 2500 เนื่องในวาระวันคล้ายวันเกิดปีที่ 90 ของซุนยัตเซน และด้วยความที่ตรานี้มอบให้หัวหน้าเก๊กเหม็ง ผมเลยเดาว่านายเซียวฮุดเส็ง (สีบุญเรือง) ในฐานะหัวหน้า
เก๊กเหม็งสาขาสยามน่าจะเป็นผู้ถือ ผิดถูกอย่างไรต้องอาศัยผู้รู้ช่วยยืนยันแล้วล่ะครับ

นอกจากตราประทับแล้ว ยังมีลายมือของนายเซียวฮุดเส็งว่าด้วยหลักการเขียนอักษรจีน และภาพถ่ายของท่าน

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อนายเซียวฮุดเส็งกันมาบ้าง ท่านเป็นผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์จีนโนสยามวารศัพท์
(หัวเซียนซินเป้า 華暹新報) ซึ่งส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างจีนและไทย (ในช่วงที่รัฐบาลไทยเพ่งเล็งคนจีน และคนจีนหัวเฉียวก็รู้สึกระแวงไทย) จีนโนสยามวารศัพท์ยังเป็นหนังสือพิมพ์รุ่นแรกๆ ที่สอนประชาชนเรื่องหลักประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ นายเซียวฮุดเส็งจึงมีคุณูปการอย่างมากต่อไทย


ตราประทับพรรคปฏิวัติจีนสาขาสยาม (中华革命党暹罗支部印章) ขนาด 3.8 X 4.8 ซม. ที่มาของภาพ 

เนื้อหาของหนังสือพิมพ์จีนโนสยามวารศัพท์ ค่อนข้างที่จะถ่วงดุลระหว่างความภักดีต่อไทยและความอยากเห็นจีนพ้นจากแอกของศักดินา บางครั้งในหน้าเดียวกัน คอลัมน์หนึ่งรำพันพระมหากรุณาธิคุณของ
พระเจ้าแผ่นดินสยาม แต่อีกคอลัมน์หนึ่งมีเนื้อหาอ้างหนังสือพิมพ์ฝ่ายปฏิวัติที่มุ่งล้มล้างระบอบกษัตริย์ในจีน

เช่นฉบับวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2453 อุทิศหน้า 2 ของหนังสือพิมพ์ถึง 3 ใน 4 ว่าด้วยการรำลึกเหตุสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อีกด้านหนึ่งมีบทแปลความเห็นจากหนังสือพิมพ์
เก๊กเหม็ง แต่บรรณาธิการได้อธิบายไว้ว่า (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

"หนังสือพิมพ์ตงก๊กป่อ ซึ่งเปนหนังสือพิมพ์อันมีชื่อเสียง ว่าเปนแอนตี้กระษัตริย์วงษแมนจูมาก่อนหนังสือพิมพ์ทั้งปวง หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นได้ลงข่าว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเสด็จสวรรคตครั้งนี้ แลมีข้อความชมเชยแลอาไลยในพระองค์ท่านเปนอันมากและตอนท้ายหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นได้กล่าวว่า [ถ้าจะมีผู้ถามว่าเราเปนผู้เกลียดกระษัตริย์วงษแมนจู ได้ร้องตะโกนชักชวนพวกจีนให้ช่วยกันทำลายกระษัตริย์วงษแมนจูซึ่งปกครองประเทศจีนเสย แต่เหตุไรเราจึงมา
อาไลยต่อสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยามเล่า? เราต้องขอตอบว่า กระษัตริย์วงษ์แมนจูเปนฆ่าศึกสัตรูของพวกจีน เพราะฉนั้นเราจึงได้ติดพยายามที่จะกำจัดเสีย แต่กระษัตริย์แผ่นดินสยามได้มีคุณกับชาติจีน เราจึงมีความรักใคร่ในพระองค์ท่าน แม้ที่สุดเมื่อพวกเก๊กเหม็งเรา ได้ทำลายรัฐบาลของกระษัตริย์แมนจูลงตามความปรารถนา และได้ตั้งประเทศเป็นรีปับลิกได้แล้วก็ดี ถ้ากระษัตริย์วงษ์แมนจูองค์หนึ่งองค์ใด มีพระไทย
โอบอ้อมอารีแลทรงปรีชาสามารถ ดังสมเด็จ]” (จบเนื้อหาเท่านี้)


พิธีจัดตั้งรัฐบาลที่หนานจิง วันที่ 14เมษายน 1927นายเซียวฮุดเส็ง นั่งด้านหน้าสุด คนที่ 2จากซ้าย แต่งกายแบบชาวตะวันตก
ที่มาของภาพ


ท่าทีของหนังสือพิมพ์จีนโนสยามวารศัพท์ที่มุ่งประนีประนอมระบอบราชาธิปไตยและการปฏิวัติ ปรองดองระหว่างไทยและจีนเช่นนี้ อาจไม่ได้แสดงถึงอุดมการณ์ของนายเซียวฮุดเส็งทั้งหมด แต่น่าจะสะท้อนวิธีการทำงานของคนจีนในสยามสายเก๊กเหม็งบางส่วนได้ โดยเฉพาะระดับแกนนำอย่างนายเซียวฮุดเส็ง

ที่คนไทยไม่ค่อยทราบคือนายเซียวฮุดเส็ง ยังคงมีคุณูปการต่อประเทศจีน มีบทบาทในการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของจีน เคยประสานงานกับดร. ซุนยัตเซน ที่เคยมาเยือนไทยถึง 3 ครั้ง
(บ้างว่า 4 ครั้ง) เพื่อปลุกระดมพี่น้องชาวจีนโพ้นทะเล (หัวเฉียว) ในสยามให้สนับสนุนการปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์ชิง

ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารพรรคปฏิวัติจีนสาขาสยาม หลังการปฏิวัติสำเร็จแล้ว ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการบริหารพรรค ได้เป็นผู้บริการงานกิจการชาวจีนโพ้นทะเล และเจรจายกระดับความเป็นอยู่ของคนจีนโพ้นทะเลในสยาม ท่านทำงานกับรัฐบาลก๊กมินตั๋งจนกระทั่งอายุ 75 ร่างกายเริ่มอ่อนล้าเพราะความชรา ประกอบกับเจียงไคเช็กใช้อำนาจเผด็จการมากขึ้น ท่านจึงเดินทางกลับมายังประเทศไทย และเสียชีวิตในปี 2484 (หรือ 2483) อายุได้ 77 ปี

นายเซียวฮุดเส็งยังเป็นพหูสูตที่พูดได้หลายภาษา สนใจความรู้สาขาต่างๆ และเป็นนักลิปิศิลป์ (นักเขียนอักษรจีนชั้นเลิศ) การต่อสู้ของนายเซียวฮุดเส็งน่าสนุกมาก เสียดายเรื่องของนายเซียวฮุดเส็งในภาษาไทยมีน้อยมาก จะมีก็แต่ภาษาจีนและภาษาอังกฤษเล็กน้อย


ศิลาฤกษ์ที่ระลึกการก่อตั้งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยซุนยัตเซน มีชื่อของนายเซียวฮุดเส็งปรากฏร่วมอยู่ด้วย ที่มาของภาพ

อนึ่ง ในช่วงนายเซียวฮุดเส็งเสียชีวิตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและจีนไม่สู้ดีนัก และการปฏิบัติของรัฐบาลไทยต่อคนจีนยิ่งย่ำแย่เข้าไปอีก

ในช่วงปีนั้น ขบวนการเก๊กเหม็งในไทย ได้แปรเปลี่ยนไปเป็นขบวนการกู้ชาติ ต่อต้านญี่ปุ่น โดยในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เวลานั้นบรรยากาศการเมืองระหว่างประเทศกำลังคุกรุ่น จีนกำลังเผชิญกับการรุกรานของญี่ปุ่น ส่วนรัฐบาลไทยของจอมพลป. พิบูลสงคราม ก็ถูกต่างชาติมองว่าเป็นพวกนิยมญี่ปุ่นและมีหัวเอียงมาทางลัทธิฟาสชิสม์ เรื่องความนิยมฟาสต์ชิสต์ของหลวงพิบูลฯ เป็นที่รู้กันมาก่อนที่เขาจะกุมอำนาจหลังเหตุการณ์กบฏพระยาทรงฯ เมื่อมีอำนาจแล้วก็ใช้นโยบายชาตินิยมเพื่อสร้างชาติอย่างฟาสชิสต์อย่างเต็มที่ หนึ่งในนโยบายนั้นคือการกดขี่คนจีนอย่างรุนแรง โดยบีบบังคับให้เป็นคนไทย และยังจับตาความเคลื่อนไหวของชาวจีนในไทยที่เคลื่อนไหวทางการเงินและกำลังคน เพื่อกอบกู้ประเทศจากการรุกรานของญี่ปุ่น

การกระทำของจอมพล ป. สร้างความชิงชังในหมู่คนจีนในไทยและนอกไทยเป็นอย่างมาก จนเมื่อสิ้่นสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวจีนที่เคลื่อนไหวต่อต้านญี่ปุ่นคิดจะแก้แค้นไทยที่กดขี่มานาน เฝ้ารอวันที่กองทัพก๊กมินตั๋ง (เดิมชื่อว่าพรรคเก๋อมิ่งต่าง หือ เก๊กเหม็งตั๋ง) จะยาตราทัพจากหยุนหนานลงมายึดเชียงใหม่และกรุงเทพฯ ในฐานะผู้ชนะสงคราม จากนั้นจะชำระแค้นให้สาแก่ใจ

เพียงแต่ความคาดหวังไม่อาจเป็นจริงได้ เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เจรจาไม่ให้กองทัพก๊กมินตั๋งยาตราทัพลงมา เมื่อกองทัพจีนใหญ่ไม่ลงมาช่วยจีนเล็กที่เยาวราช ก็เกิดบรรยากาศที่ผิดหวังและร้อนรนขึ้นมา จนกระทั่งเกิดการกระทบกระทั่งระหว่างคนจีนและคนไทยขึ้นกลายเป็นกรณีเลียะพะ เกิดการจลาจลยิงต่อสู้ระหว่างคนจีนในแถบเยาวราช-พลับพลาไชย พวกหัวรุนแรงยังปลุกระดมคนจีนให้เลิกค้าขายกับคนไทย เกือบจะกลายเป็นความขัดแย้งบานปลาย ดีที่รัฐบาลและฝ่ายประชาชนจีน-ไทยที่มีใจสูงช่วยกันยับยั้งความรุนแรงเอาไว้ได้



ลายมือของนายเซียวฮุดเส็งบนพัด ที่มาของภาพ

ความร้าวฉานยังได้รับการเยียวยาด้วยพระกรุณาอย่างหาที่สุดมิได้ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พร้อมด้วยสมเด็จพระอนุชาธิราช (พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช)
เสด็จเยี่ยมประชาชนชาวจีนและไทยที่สำเพ็งเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2489 ทั้งๆ ที่สถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วง
แต่ทรงแสดงความกล้าหาญและพระเมตตาต่อในคนจีนในไทยโดยมิได้หวั่นพระทัย สร้างความประทับใจแก่ชาวจีนในไทยอย่างยิ่ง นับแต่นั้นมาคนจีนและคนไทยก็อยู่กันอย่างกลมเกลียว มิได้มีเรื่องบาดหมางกันอีกเลย

กระทั่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลสวรรคตอย่างกะทันหัน สร้างความตื่นตะลึงให้กับคนทั้งแผ่นดิน ชาวจีนในไทยต่างพากันร้องห่มไห้กับการสูญเสียพระเจ้าแผ่นดินไปด้วย มีรายงานว่า หญิงชาวจีนถึงกับร้องไห้ฟูมฟายไปตามท้องถนนหลังทราบข่าวการสวรรคต

ความกลมเกลียวกันนี้คงเป็นสิ่งที่นายเซียวฮุดเส็งคาดหวังจะเห็น แต่ไม่ทันได้เห็นและยิ่งไม่ทันได้เห็นความสงบในแผ่นดินจีน ที่กว่าจะเกิดขึ้นก็อีกหลายปีหลังจากนั้น

ในภาษาจีนมีคำกล่าวว่า จงไท่ อี้เจียชิน (中泰一家亲) แปลว่า จีนและไทยเปรียบเสมือนครอบครัวเดียวกัน คำคำนี้ไม่ใช่แค่คำเยินยอทางการทูต แต่มีความจริงอยู่ไม่น้อย หากจะพิจารณาว่าคนจีนและคนไทยในประเทศไทยอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว แทบไม่มีเรื่องขัดแย้งทางเชื้อชาติ

คนจีนก็รับวัฒนธรรมไทย ส่วนคนไทยก็รับวัฒนธรรมจีนราวกับเป็นธรรมเนียมของตัวเอง เป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากยิ่งในโลกของเราที่มักจะทะเลาะกันด้วยเรื่องหลักๆ อยู่ไม่กี่เรื่อง หนึ่งในนั้นคือความขัดแย้งทางเชื้อชาติ กล่าวกันว่า มีแต่ไทย (และกัมพูชา) เท่านั้นที่คนจีนอพยพอยู่อย่างผาสุกปราศจากความขัดแย้ง ตรงข้ามกับเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียที่คนจีนและคนท้องถิ่นกลมกลืนกันไม่ลง และชิงชังถึงขนาดเกิดการสังหารหมู่หลายครั้ง แม้แต่เมื่อเร็วๆ นี้คือในปี 1998 คือเหตุต่อต้านหมู่ชาวจีนในอินโดนีเซีย