Armies Weapons and Warfare

เรือลำเลียงพลขึ้นบกของกองทัพพันธมิตร

การยกพลขึ้นบก คือการนำกำลังทหารและยุทธโธปกรณ์จู่โจมขึ้นไปบนชายหาดของข้าศึก ศาสตร์และศิลป์ของการรบประเภทนี้ นอกจากกำลังพลที่จะต้องถูกฝึกการรุกรบจากทะเลสู่ฝั่งมาเป็นอย่างดีแล้ว
ยานพาหนะที่จะนำทหารขึ้นฝั่งก็มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อปฏิบัติการ ในประวัติศาสตร์หายนะของการรบจากทะเลสู่ฝั่ง มักเกิดขึ้นเพราะความล่าช้าของยานพาหนะ ที่จะนำกำลังพลไปให้ถึงฝั่งได้อย่างรวดเร็ว และลำเลียงกำลังพลรวมถึงยุทธโธปกรณ์ไปให้ได้คราวละมากๆ ดังตัวอย่างเช่นการยกพลขึ้นบกที่กัลป์ลิโพลี
ในประเทศตุรกี ตอนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งทหารออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ต้องช่วยกันกรรเชียงเรือเข้าสู่ฝั่งท่ามกลางการระดมยิงต้านทานของข้าศึก ความผิดพลาดเหล่านี้นำมาสู่การพัฒนายานพาหนะสำหรับการยกพลขึ้นบก และนี่คือเหล่าบรรดาเรือยกพลขึ้นบกของฝ่ายพันธมิตรซึ่งถูกใช้งานในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2


เรือแอลเอสทีหลายลำจอดลำเลียงรถถัง ยานยนต์และยุทธปัจจัยบนชายหาดนอร์มังดี ในการบุกวันดีเดย์ ที่มาของภาพ

เรือแอลเอสที (LST : Landing Ship Tank) หรือ เรือลำเลียงรถถังขึ้นบก
เรือแอลเอสที ถือกำเนิดมาจากเหตุการณ์ถอนกำลังทหารครั้งสำคัญในช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นคือการถอนทหารที่เมืองดันเคิร์ก ในประเทศฝรั่งเศส ซึ่ง ณ เวลานั้น กองกำลังพันธมิตรถูกกองทัพเยอรมันปิดล้อม เบื้องหน้าพวกเขามีทหารเยอรมันที่กำลังรุกบีบวงล้อมเข้ามาและด้านหลังของพวกเขาก็มีทะเล
ทางรอดเดียวคือการถอนกำลังทางเรือเท่านั้น แต่เรือลำเลียงพลของอังกฤษหรือเรือรบชนิดต่างๆ ไม่สามารถนำทหารที่ยืนรอขึ้นเรืออยู่ที่ชายหาดได้ในทันที พวกเขาจำต้องนำเรือเข้าเทียบท่าทีละลำ หรือใช้เรือเล็กลำเลียงทหารจากฝั่งสู่เรือ ซึ่งมันเป็นการเคลื่อนย้ายกำลังพลที่ล่าช้าอย่างมาก ดังนั้นจากบทเรียนที่เกิดขึ้นนี้ จึงเป็นสิ่งที่ทำให้กองทัพอังกฤษหาทางพัฒนาเรือลำเลียงขนาดใหญ่ ที่สามารถแล่นเข้าไปส่งหรือรับกำลังพลได้ถึงชายหาด

เมื่ออเมริกาเข้าสู่สงคราม แนวคิดนี้ถูกส่งต่อไปยังฝ่ายอเมริกันในความพยามที่จะพัฒนาเรือลำเลียงพลขนาดใหญ่ ที่สามารถลำเลียงทหารและรถถังรวมทั้งยุทธปัจจัยต่างๆ และนำทุกๆ อย่างนี้ขึ้นบกภายในคราวเดียว การพัฒนาเรือที่สามารถแล่นเข้าสู่เขตน้ำตื้นและเคลื่อนที่ไปต่อจนถึงชายหาดจึงเริ่มขึ้น
นี่เป็นการออกแบบเรือและพัฒนาเครื่องยนต์ของเรือให้มีพลังและรูปลักษณ์ที่สามารถลุยเข้าสู่เขตน้ำตื้น รวมทั้งขุมพลังที่มากพอจะถอยเรือทั้งลำกลับลงสู่ทะเลได้ นั่นจึงเป็นที่มาของเรือ แอลเอสที มาร์ค 1
(LST Mk 1) ซึ่งเป็นการดัดแปลงเรือสินค้าให้เป็นเรือลำเลียงพลขึ้นบก แต่เรือรุ่นนี้ประสบปัญหาหลายอย่างทั้งเครื่องยนต์และรูปร่างของมัน ที่แต่เดิมไม่ได้ถูกออกแบบมาให้แล่นเข้าสู่เขตน้ำตื้นได้ กระทั่งปัญหาทุกอย่างได้รับการแก้ไขและมีการออกแบบสร้างเรือชนิดนี้ใหม่อีกครั้ง นั่นจึงทำให้เรือ แอลเอสที มาร์ค 2 (LST Mk 2) ถูกสร้างขึ้น มันเป็นเรือท้องแบนที่มาพร้อมกับขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล ของบริษัทเจอเนอรัลมอร์เตอร์ แบบ GM EMD 12-567ATLP เรือแอลเอสทีรุ่นนี้สามารถบรรทุกรถถังได้ถึง 15 คัน และมันเริ่มต้นด้วยดีในการยกพลขึ้นบกที่แอลจีเรีย รวมทั้งการยกพลขึ้นบกในสมรภูมิแปซิฟิกที่ฝ่ายอเมริกันกำลังเริ่มโต้ตอบกลับฝ่ายญี่ปุ่น เรือแอลเอสที ยังถูกพัฒนาต่อมาในรุ่นมาร์ค 3 (LST Mk 3) และนั่นจึงทำให้เรือลำเลียงลำนี้กลายมาเป็นม้าใช้สำหรับการยกพลขึ้นบกตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งในแปซิฟิกและยุโรป ไม่มีการรุกจากทะเลสู่ฝั่งครั้งใดที่จะปราศจากเจ้าเรือลำนี้ไปได้ โดยเฉพาะการบุกในวันดีเดย์ วันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1944 ภาพของเรือแอลเอสทีหลายลำที่แล่นขึ้นชายหาดนอร์มังดีของฝรั่งเศส พร้อมกับรถถังที่สามารถแล่นออกมาจากตัวเรือทันทีที่ประตูหัวเรือเปิด มันคือภาพที่แสดงให้เห็นถึงแสนยานุภาพกำลังรบของฝ่ายพันธมิตรเป็นอย่างดี

ทหารอังกฤษและเครือจักรภพบนเรือแอลซีไอ ในการยกพลขึ้นบกวันดีเดย์ ที่มาของภาพ

เรือแอลซีไอ (LCI : Landing Craft Infantry) หรือ เรือลำเลียงทหารราบขึ้นบก
เมื่อมีเรือลำเลียงรถถังก็ย่อมต้องมีเรือลำเลียงทหารราบ เรือแอลซีไอ คือเรือที่ตอบโจทย์ของการลำเลียงทหารราบขึ้นบกได้เป็นอย่างดี มันเป็นเรือที่สามารถลำเลียงทหารราบขึ้นบกได้จำนวน 180 นาย
แต่สามารถลำเลียงได้ถึง 210 นาย มันเป็นเรือที่มีความยาว 48 เมตร กว้าง 7 เมตร และมีความเร็วสูงสุด 16 น็อต (30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลแบบ Detroit diesel 6051 quad-71 สามารถนำเรือแล่นเกยหาดพร้อมทั้งส่งทหารราบขึ้นบกได้โดยมีบันไดที่ลาดเอียงลงสู่พื้นตรงด้านหน้าของหัวเรือทั้งสองฝั่ง

เรือลำนี้ก็เฉกเช่นเดียวกับเรือลำเลียงพลขึ้นบกแบบอื่นๆ มันรบกับพวกอักษะทั้งในแอฟริกา ยุโรปและแปซิฟิก ครั้งหนึ่งก่อนการยกพลขึ้นบกที่อิโวจิม่าเรือแอลซีไอให้การสนับสนุนในการปฏิบัติการของชุดทำลายใต้น้ำ (Underwater Demolition Team) ที่เข้าไปสำรวจชายหาดเพื่อทำแผนที่ และเคลียร์พื้นที่แนวชายหาดอันเป็นจุดขึ้นบกของกองกำลังนาวิกโยธินอเมริกัน นอกจากนี้ ยังมีการนำเรือแอลซีไอไปใช้ในภารกิจอื่นๆ นอกเหนือจากการเป็นเรือลำเลียงทหารราบ มีทั้งเป็นฐานยิงลอยน้ำสำหรับปืน ค. และ ฐานยิงจรวดหลายลำกล้อง นอกจากนี้มันยังสามารถทำหน้าที่เป็นเรือปืน (Gunboat) เพื่อยิงสนับสนุนกำลังทหารที่กำลังลุยน้ำขึ้นหาด ด้วยการติดตั้งปืนขนาด 40 มิลลิเมตร และปืนกล .50 คาลิเบอร์จำนวน 6 กระบอก เพื่อยิงทำลายป้อมค่าย หรือ บังเกอร์ข้าศึกบนชายหาด

ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง Saving Private Ryan เรือแอลซีเอ็มถูกใช้ลำเลียงทหารราบ ที่มาของภาพ

เรือแอลซีเอ็ม (LCM : Landing Craft Mechanized) หรือ เรือลำเลียงยานยนต์ขึ้นบก
มันคือเรือที่ถูกออกแบบมาเพื่อลำเลียงยานยนต์แบบต่างๆ ทั้งรถบรรทุก รถเกราะ หรือ รถถัง โดยเรือประเภทนี้จะเป็นเหมือนผู้ช่วยของเรือแอลเอสทีที่จะช่วยลำเลียงยานยนต์ขึ้นฝั่งอีกแรง สำหรับเรือชนิดนี้มีรุ่นที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้งานตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จำนวน 8 รุ่น บางรุ่นแตกต่างกันที่ขนาดและความยาว แต่โดยรวมแล้วมันแทบไม่แตกต่างกันมากนัก เรือชนิดนี้มีความเร็ว 8 น็อต (15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) สามารถลำเลียงรถถังแบบเชอร์แมนได้ 1 คัน และสามารถลำเลียงทหารราบได้ 100 นาย


เรือแอลซีเอ็มที่ถูกใช้เป็นฐานบินลอยน้ำของเฮลิคอปเตอร์ในช่วงสงครามเวียดนาม ที่มาของภาพ

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการพัฒนาเรือรุ่นนี้ต่อไปจนถึงรุ่นที่ 6-8 (LCM6-8) โดยในรุ่นนี้มีขนาดใหญ่ขึ้นและลำเลียงรถถังหนักแบบเอ็ม 48 หรือ เอ็ม 60 ได้ด้วย นอกจากนี้ยังสามารถลำเลียงทหารราบขึ้นฝั่งได้ถึง 200 นาย เรือแอลซีเอ็มรุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีบทบาทสนับสนุนการรบในช่วงสงครามเวียดนาม และยังมีการใช้งานมันในภารกิจลาดตระเวนตามลำน้ำอีกด้วย

เรือแอลซีที (LCT : Landing Craft Tank) หรือ เรือลำเลียงรถถังขึ้นบก
นี่คือเรือที่มีคุณลักษณะไม่ต่างจากเรือแอลเอสที หรือ แอลซีเอ็ม รวมทั้งมันยังมีชื่อที่บ่งบอกถึงลักษณะหน้าที่ซึ่งเหมือนกันอีกด้วย เรือแอลซีเอ็มถูกผลิตและสร้างโดยกองทัพอังกฤษในช่วงแรกของสงคราม
เมื่อกองทัพอเมริกันเข้าสู่สงครามก็มีการนำเรือรุ่นนี้ไปผลิตใช้งานด้วยเช่นเดียวกัน เรือแอลซีทีเป็นเรือที่กองทัพอังกฤษผลิตมันขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความเร่งด่วนในการเคลื่อนย้ายกำลังพลไปยังสมรภูมิต่างๆ หลังจากบทเรียนจากการถอนทหารที่ดันเคิร์ก กองทัพอังกฤษต้องการเรือลำเลียงรถถังที่ผลิตได้ไม่ยุ่งยากซับซ้อนและสามารถนำรถถังขึ้นฝั่งเพื่อทำการรบต่อไปอย่างรวดเร็ว


เรือแอลซีเอ็มลำเลียงรถถังแบบเอ็ม24 เชฟฟี่ ในภารกิจข้ามแม่น้ำไรน์ ปี ค.ศ. 1945 ที่มาของภาพ

เรือแอลซีทีถูกผลิตขึ้นมาโดยมีรุ่นต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาใช้งานถึง 9 รุ่น ตั้งแต่มาร์ค 1 จนถึง มาร์ค 8
(รุ่นมาร์ค 9 ถูกออกแบบขึ้นมาแต่ไม่ทันได้ผลิตเพราะสงครามยุติเสียก่อน) โดยในรุ่นมาร์ค 8 นั้น เรือแอลซีทีมีขนาดใหญ่มาก และมีรูปร่างซึ่งดูแทบไม่ต่างจากเรือแอลเอสที ทั้งลักษณะหน้าที่และรูปร่างของเรือ โดยในรุ่นมาร์ค 8 สามารถลำเลียงรถถังได้ถึง 13 คัน

คอมมานโดอังกฤษขณะพยุงเพื่อนที่บาดเจ็บกลับไปที่เรือแอลซีเอ ที่มาของภาพ

เรือแอลซีเอ (LCA : Landing Craft Assault) หรือ เรือลำเลียงพลจู่โจม
นี่คือเรือลำเลียงพลสำหรับทหารราบ ซึ่งถูกสร้างและใช้งานในกองทัพอังกฤษและเครือจักรภพ มันถูกใช้งานในภารกิจเข้าตีฉาบฉวยของเหล่าคอมมานโดอังกฤษบริเวณที่มั่นข้าศึกตามแนวชายหาด หรือการลำเลียงชุดปฏิบัติการเข้าแทรกซึมไปยังเขตพื้นที่ยึดครองของข้าศึก ด้วยขนาดของมันที่เล็กและลำเลียงทหารราบได้ 31 นาย มันจึงเป็นเพื่อนแท้ของทหารราบและคอมมานโดอังกฤษในภารกิจจู่โจมขึ้นหาดโดยเฉพาะ

เรือแอลซีเอ เข้าร่วมสงครามมาตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1940 ในช่วงภารกิจถอนกำลังทหารที่ดันเคิร์ก มีเรือ แอลซีเอจำนวน 12 ลำ เข้าร่วมในการลำเลียงทหารจากชายหาดไปยังเรือลำเลียงที่จอดรออยู่ในทะเล แม้จะต้องสูญเสียเรือแอลซีเอไปถึง 5 ลำ แต่ทหารพันธมิตรกว่าสองพันนายก็ได้รับการช่วยเหลือออกมาได้อย่างปลอดภัย หลังจากนั้นเป็นต้นมา เรือแอลซีเอก็มีบทบาทในภารกิจต่างๆ ของกองทัพอังกฤษและเครือจักรภพทั้งในมหาสมุทรแอตแลนติกและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยมีการใช้งานทั้งในภารกิจการรบตามแบบและการรบนอกแบบ

ทหารอเมริกันบนเรือแอลซีวีพี ที่มาของภาพ

เรือแอลซีวีพี (LCVP : Landing Craft, Vehicle, Personnel) หรือ เรือลำเลียงพลและยานยนต์
มันคือสัญลักษณ์ที่สำคัญของการบุกในวันดีเดย์เลยก็ว่าได้ เพราะเรือรุ่นนี้คือเรือลำเลียงพลประเภทแรกของฝ่ายพันธมิตรที่แล่นเข้าสู่ชายหาดสำคัญทั้ง 5 แห่ง เพื่อทะลวงกำแพงแอตแลนติกของเยอรมันในวันดีเดย์ เรือลำน้อยที่บรรทุกทหารได้ 36 นาย หรือบรรทุกรถถังได้ 1 คัน จู่โจมขึ้นหาดโอมาฮ่าระลอกแล้วระลอกเล่า เพื่อนำกำลังพลบุกตีฝ่าแนวตั้งรับข้าศึก เรือแอลซีวีพีมีชื่อเล่นที่ถูกเรียกตามชื่อของผู้ที่ประดิษฐ์มันขึ้นมาว่า “เรือฮิกกิ้น” อันเป็นชื่อของแอนดรูว์ ฮิกกิ้น ตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีเรือฮิกกิ้นเกือบสามหมื่นลำถูกสร้าง และนำทหารพันธมิตรขึ้นฝั่งรบกับฝ่ายอักษะ ตั้งแต่ทะเลทรายอันร้อนระอุในแอฟริกาเหนือ ซิซิลี อิตาลี นอร์มังดี กัวดาคาเนล ไซปัน ฟิลิปินส์ อิโวจิม่า และ โอกินาว่า เราสามารถพบเห็นเรือลำนี้ในทุกสมรภูมิที่ว่ามา พลเอกดไวท์ ดี ไอเซนฮาวเออร์ ผู้บัญชาการกองทัพพันธมิตรถึงกับกล่าวยกย่องเรือของ แอนดรูว์ ฮิกกิ้น ว่าเป็น “ผู้ที่ทำให้เราชนะสงคราม”


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
1. https://en.wikipedia.org/wiki/LCVP_(United_States)
2. https://en.wikipedia.org/wiki/Landing_Craft_Mechanized
3. https://en.wikipedia.org/wiki/Landing_Ship,_Tank
4. https://en.wikipedia.org/wiki/Landing_craft_tank
5. https://en.wikipedia.org/wiki/Landing_Craft_Infantry