Oriental World

ปริศนาศาสตราวุธแห่งอำนาจ พระขรรค์ราชย์ พระขรรค์รอง

เครื่องใช้ 5 อย่างของพระมหากษัตริย์ที่จะขาดไปเสียมิได้ เรียกว่า "เบญจราชกกุธภัณฑ์" แปลว่าประกอบด้วย พระมหาพิชัยมงกุฎ, พระแสงขรรค์ชัยศรี, ธารพระกร, วาลวิชนี (พัดวาลวิชนี, พระแส้จามรี),
ฉลองพระบาทเชิงงอน ของเหล่านี้เป็นทั้งเครื่องใช้ และมีนัยยะด้านการปกครอง เป็นเครื่องใช้ที่รับตามคติอินเดียโบราณ เบญจราชกกุธภัณฑ์จึงไม่ได้มีแค่ในไทย แต่ปรากฏในประเทศที่รับคติจากอินเดียโบราณ อาจแตกต่างกันในรายละเอียดบ้าง แต่โดยหลักแล้วจะมีองค์ประกอบคล้ายๆ กัน ที่ขาดไม่ได้คือ พระขรรค์ ถือเป็นสัญลักษณ์แสดงอำนาจสิทธิขาดของพระมหากษัตริย์ เทียบได้กับพระมหามงกุฎ ที่เป็นสัญลักษณ์สิทธิ์ขาดของกษัตริย์ในยุโรป ตัวอย่างก็คือ เมื่อจะทรงตั้งเจ้าเมืองนั้นจะพระราชทานดาบอาญาสิทธิ์ไปให้

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า พระขรรค์หมายถึงดาบ 2 คม ตัวดาบตรง ปลายมักจะมน แต่เมื่อวิวัฒนาการมาถึงสุวรรณภูมิแล้วปลายกลับคมกริบ ตัวดาบตรงแต่มีสันเป็นเหลี่ยมตรงกลาง ทรวดทรงมีมิติน่าชม สามารถใช้ทั้งฟันและแทง ต่างจากพระขรรค์อินเดีย (ขัฑคะ) ที่ปลายมน เน้นใช้ฟันเป้าหมาย และเริ่มใช้กันตั้งแต่ราชวงศ์คุปตะเป็นมา

คติเดิมของไทยนั้นถือพระขรรค์ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ (โดยมีการส่งมอบพระธำมรงค์หรือพระสังวาลย์เป็นการส่งต่ออำนาจให้รัชทายาท) ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวลงมา จึงถือว่าพระมหามงกุฎเป็นสัญลักษณ์แห่งราชาธิปัตย์เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากชาติตะวันตกที่ถือ Crown
เป็นสัญลักษณ์ ดังจะเห็นว่าทุกวันนี้ สิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับพระมหากษัตริย์มักจะประกอบด้วยคำว่า Crown เช่น Crown Property Bureau คือ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นต้น


ที่มาของภาพ พระแสงขรรค์ของพวกราชบุตร ในรัฐราชสถาน ประเทศอินเดีย จะเห็นได้ว่ามีวิวัฒนาการเริ่มคล้ายกับดาบคมเดียวแบบอาหรับแล้ว ขณะที่พระขรรค์ของสุวรรณภูมิยังคงรูปแบบเดิมไว้ ภาพโดย Archit Patel

คติเรื่องพระขรรค์เป็นใหญ่ไทยคงรับจากอินเดียผ่านจากกัมพูชาอีกทอดหนึ่ง โดยปรากฏหลักฐานว่า
"ผีฟ้าเมืองยโสธร" หรือเจ้าแผ่นดินเจ้าฟ้า (ผีฟ้า) แห่งเมืองยโสธรปุระ (เมืองนครวัด นครธม) พระราชทานพระแสงขรรค์ชัยศรีและพระนามศรีอินทราทิตย์ให้กับพญาผาเมือง เจ้าเมืองราด และต่อมาพญาผาเมืองได้โอนถวายพระแสงขรรค์ชัยศรีกับพระนามศรีอินทราทิตย์ให้กับพระสหาย คือพญาบางกลางหาว ผู้ปกครองเมืองสุโขทัย

พระแสงขรรค์ที่ "ผีฟ้าเมืองยโสธร" พระราชทานให้เจ้าผู้ปกครองแว่นแคว้นตางๆ อาจจะคล้ายกับพระแสงขรรค์อาญาสิทธิ์ที่ทรงมอบให้เจ้าเมืองกัมพูชาทั้ง ๔ เมือง เรียกว่า "พระขรรค์เสด็จตรัญ" เป็นพระขรรค์ชั้นรอง แต่เชื่อกันว่าสร้างมาแต่ครั้งพระเกตุมาลา ปฐมวงศ์กัมพูชา

ในพงศาวดารของกัมพูชา เมื่อพระเจ้าแผ่นดินจะทรงครองราชสมบัติจะกล่าวว่า "ทรงพระนารายณ์ทรงพระขรรค์" หมายความว่า ทรงรับเทวรูปพระนารายณ์มาอุ้มไว้บนบัลลังก์ จากนั้นทรงรับพระขรรค์ เมื่อรับทั้ง
๒ สิ่งนี้แล้วก็เท่ากับทรงเป็นสมมติเทพ (พระนารายณ์อวตาร) และทรงองค์อธิปัตย์ มีพระขรคค์เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ

ปัจจุบันกัมพูชายังถือว่าพระขรรค์เป็นสัญลักษณ์อาญาสิทธิ์เช่นกัน และนับถือกันว่ามีอำนาจกายสิทธิ์
เกี่ยวเนื่องกับชะตากรรมของบ้านเมือง พระขรรค์องค์สำคัญของกัมพูชามีชื่อว่า "พระขรรค์ราชย์"


ที่มาของภาพ ภาพเจ้าพนักงานอัญเชิญพระแสงขรรค์ชัยศรี ในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของ
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว


พระขรรค์ราชย์ หรือ ‘เพรียะขันเรียจ’ หรือ พระขรรค์ชัย เป็นหนึ่งเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของกรุงกัมพูชาธิบดี อันว่าเครื่องราชกกุธภัณฑ์ทั้ง ๕ ประกอบด้วย พระขรรค์ราชย์ ๑ พระวาลวิชนี ๑ พระขรรค์ ๑
พระเศวตฉัตร ๑ พระสุวรรณบาทุกา ๑

ในบรรดาทั้ง ๕ องค์นี้ พระขรรค์ราชย์มีศักดิ์สูงสุด ทั้งยังมักนำมาเข้าคู่กับพระแสงหอกลำแพงชัย หรือพระแสงหอกตาตรอสกแผอม หรือ พระแสงหอกชัย คาดว่า สร้างมาพร้อมกับพระขรรค์ราชย์เรื่องจากลวดลายคล้ายคลึงกัน

พระขรรค์ราชย์นั้นคมเกลี้ยงเกลาใหญ่โต มีลักษณะคล้ายใบข้าว ขนาดจากด้ามวัดไปจนถึงปลายพระขรรค์มีความยาวถึง ๑๘๒ ซม. ความยาวของด้ามจนถึงปลายคม ๑๐๗ ซม. สันตรงกลางทำเป็นลายพระนารายณ์ทรงหน้ากาล ฝักทำเป็นรูปพระนารายณ์ทรงสุบรรณ และรูปพระรามประทับพาหนะต่างๆ เช่น ประทับบนมหาชมพู ประทับเหนือพาลี ประทับเหนือสุครีพ ประทับเหนือองคต ประทับเหนือหนุมาน นอกจากนี้ยังมีลวดลายเต็มทั้งฝัก

ส่วนพระแสงหอกทำเป็นลายราหู ทั้ง ๒ เก่าแก่ถึงยุคเมืองพระนคร เชื่อกันว่ามาจากตาตรอสกแผอม
(แปลว่าตาแตงหวาน) เป็นชื่อของพระเจ้าแผ่นดินเขมรองค์แรกยุคหลังเมืองพระนคร ตามตำนานพงศาวดารมีเรื่องพิสดารพันลึกยืดยาว โดยสรุปคือ พระแสงหอกนี้ทำมาจากเหล็กกายสิทธิ์ที่ตาตรอสกแผอม ได้มาโดยปาฏิหาริย์ กษัตริย์จึงสั่งให้นำเหล็กไปตีเป็นหอกแล้วให้ตาตรอสกแผอมถือหอกเฝ้าไร่แตงเสวยอย่าให้ใครไปลักลอบกินแตงของเสวยนั้น แต่ต่อมาพระเจ้าแผ่นดินทรงอยากจะล้อเล่นกับตาตรอสกแผอม จึงลักลอบเข้าไปขโมยแตง ตาตรอสกแผอมสำคัญว่าเป็นขโมยจึงซัดหอกสังหารพระเจ้าแผ่นดินถึงสวรรคต โดยไม่รู้ว่าเป็นใคร

เมื่อสิ้นพระเจ้าแผ่นดินเสียแล้ว ท้าวพระยาเสนามาตย์เห็นว่าไม่มีใครสืบพระราชวงศ์อีก จึงปล่อยราชรถเสี่ยงทาย ปรากฏว่าราชรถมาหยุดตรงตาตรอสกแผอม จึงเชิญตาตรอสกแผอมเป็นกษัตริย์ หอกที่ตีขึ้นจากเหล็กกายสิทธิ์ที่ฆ่าพระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อน จึงกลายเป็นของสำคัญมานับแต่นั้น


ที่มาของภาพ พระแสงขรรค์ชัยศรี วางอยู่บนที่ตั่งเครื่องราชูปโภค จากภาพถ่ายสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว 

แม้ตำนานพระแสงหอกลำแพงชัยจะพิสดารพันลึก เกี่ยวพันกับการล่มสลายของยุคนครวัดและการเริ่มต้นของ "ยุคมืด" ของประวัติศาสตร์กัมพูชา แต่พระแสงหอกลำแพงชัยไม่ได้สำคัญไปกว่าพระขรรค์ หากจะวิเคราะห์แล้ว พระขรรค์ราชย์เป็นสิ่งแสดงความต่อเนื่องระหว่างยุคพระนครกับยุคกลางของกัมพูชา ขณะที่พระแสงหอกลำแพงชัยเหมือนจะเป็นสัญลักษณ์ของยุคหลังการล่มสลายของเมืองพระนคร

อย่างไรก็ตามชาวกัมพูชาโบราณเชื่อว่า ผู้ที่จะครองแผ่นดินได้จะต้องครองพระขรรค์ราชย์ กับพระแสงหอกลำแพงชัย หาไม่แล้วก็ครองได้แต่แผ่นดิน แต่ไม่มีอำนาจราชศักดิ์บริบูรณ์

พระขรรค์ราชย์มีศักดิ์สูงสุดในบรรดาราชกกุธภัณฑ์จึงมีพิธีกรรมและตำนานเกี่ยวข้องมากมาย เป็นของคู่พระเจ้าแผ่นดิน ประดิษฐานที่หอสัมฤทธิ์พิมาน ในพระบรมราชวังจตุมุขสิริมงคล กรุงพนมเปญ ต้องทำพลีเดือนละ ๒ ครั้ง ชักออกจากฝักได้เฉพาะวันอังคาร โดยในเวลายาม ๒ จะอัญเชิญมาวางไว้บนฟูก ปลายด้านทิศใต้ โคนวางไว้ทิศเหนือ พรามหณ์ ๘ คนสวดบูชา

ตำนานเล่าว่า พระขรรค์ราชย์สร้างขึ้นในสมัยพระเกตุมาลา ซึ่งคาดว่าเป็น "พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒" ปรากฏว่าในเรื่องพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ ว่า "พระเจ้าโกเมราชจึ่งราชาภิเษกพระราชกุมาร ให้เสวยราชสมบัติอยู่พระนครโคกทลอก (บริเวณเมืองนครวัด นครธม) ตั้งพระนามชื่อว่าพระเจ้าเกตุมาลามหากษัตริย์ พระอินทร์ได้ทรงทราบเหตุนั้น จึงบันดาลพระขรรค์ทิพย์สำหรับกษัตริย์ให้ตกลงมาตามที่ประชุมเสนาอำมาตยราชบรรษัททั้งปวงในราชาภิเษก พระเจ้าเกตุมาลาเห็นเป็นมหัศจรรย์นัก พระขรรค์นั้นยังอยู่จนทุกวันนี้"

ถ้าเชื่อตามตำนานนี้ แสดงพระขรรค์ราชย์นั้นพระอินทร์สร้าง ปัญหาก็คือพระอินทร์มีจริงหรือไม่?
และพระเกตุมาลาเป็นใครในหลักฐานทางโบราณคดี?


ที่มาของภาพ พระขรรค์ราชย์ประดิษฐานบนฟูกถ่ายคู่กับพระแสงหอกลำแพงชัย (ไม่ทราบที่มาภาพ)

บ้างก็ว่าสร้างในสมัยพระปทุมสุริยวงศ์ ซึ่งเป็นใครไม่ปรากฏชัด แต่เชื่อกันว่า เป็นปฐมวงศ์เจ้านายเขมร
ทางไทยเราก็เชื่อว่า พระปทุมสริยวงศ์ก็เป็นเต้นเชื้อพระวงศ์โบราณ จึงน่าจะสันนิษฐานว่า พระปทุมสุริยวงศ์นี้ น่าจะหมายถึง ปฐมสุริยวงศ์ คือต้นราชวงศ์สุริยะ อันเป็นหนึ่งในสองวงศ์เจ้าในชมพูทวีป คือ สุริยวงศ์
กับ จันทรวงศ์ สุริยวงศ์นั้นมีพระเจ้าโอกกากราชหรืออิกษวากุ เป็นปฐม พระพุทธเจ้าก็ทรงอยู่ในสุริยวงศ์ด้วย เจ้านายในสุวรรณภูมิที่มักอ้างพระองค์เป็นหน่อพระพุทธเจ้าจึงอาจจะอ้างว่าเป็นเชื้อสายสุริยวงศ์กับเขาด้วย ผิดแต่เจ้านายพม่า ที่อ้างว่าสืบสายทั้งสุริยวงศ์และจันทรวงศ์

ตำนานเรื่องพระเกตุมาลากับพระปทุมสุริยวงศ์นั้นหาหลักฐานยืนยันไม่ได้ แต่จากหลักฐานทางศิลปะพอจะเชื่อได้ว่าน่าจะสร้างมาแต่ยุคเมืองพระนครและสืบต่อกันมา แม้เมืองพระนครจะล่มสลายไปแล้ว ถูกข้าศึกรุกรานหลายครั้ง ชาวเขมรก็ยังรักษาพระแสงขรรค์เอาไว้ได้

อย่างไรก็ตาม มีครั้งหนึ่งที่พระขรรค์ราชย์ต้องระเห็จมายังเมืองไทย ดังปรากฏในพงศาวดารละแวก
ฉบับแปล จ.ศ. ๑๑๗๐ กล่าวถึงตอนที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงกรีฑาทัพไปตีเมืองละแวกของอาณาจักรกัมพูชาจนแตก จากนั้น

"จึ่งสมเด็จพระศรีสุริโยพรรณผู้เป็นพระอนุชาธิราชพระเจ้ากัมพูชานั้น ชวนพระมเหษีและพระราชบุตร
พระราชธิดา พระวงศานุวงศ์ กับพระศรีไชยเชฐผู้เป็นน้องพระมเหษีนั้น มาบังคมเฝ้าถวายพระราชสมบัติแก่
พระนเรศรเป็นเจ้าและพระแสงขรรค์, ปืน, ธนู, หอกง่าม สำหรับกษัตริย์นั้น"

ที่มาของภาพ พระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์ พระเจ้ากรุงกัมพูชา ทรงเครื่องราชภูษิตาภรณ์ ถือพระแสงดาบ ไม่ใช่พระขรรค์

แสดงว่าเมื่อละแวกแตกแล้วมีการถวายพระขรรค์ให้พระเจ้ากรุงทวารวดีศรีอยุธยา แต่ตามกฎแล้วเมื่อเมืองเขมรยอมอยู่ใต้อำนาจกรุงศรีอยุธยาแล้วทางอยุธยาตั้งพระบรมวงศ์เขมรกลับไปครองแผ่นดิน
จะพระราชทานเครื่องราชกกุธภัณฑ์กลับไปให้ ดังจะเห็นได้ว่าต่อมา ทางเมืองเขมรขอเชื้อวงศ์กษัตริย์กลับไปปกครอง พระนเรศวรจึงทรงพระราชทานพระศรีสุริโยพรรณให้กลับไปเป็นเจ้ากรุงกัมพูชาธิชบดี เมื่อถึงแล้ว "โหราราชปุโรหิตนำเอาพระแสงขรรค์และพระแสงทั้งปวง ที่เป็นสำหรับกษัตริย์แต่ก่อนมาทูลเกล้า ฯ ถวาย พระศรีสุริโยพรรณเกาะสระเกษ" แสดงว่า พระศรีสุริโยพรรณเสด็จกลับไปพร้อมกับพระขรรค์ที่อยุธยานำกลับไปด้วยตอนตีเมืองละแวกแตก

เมื่อจะทรงครองราชย์ พระขรรค์ราชย์มีบทบาทสำคัญมาก โดยมีกระบวนพิธีดังนี้ว่า

"พราหมณ์ปโรหิต นำมาซึ่งพระแสงขรรค์ พระแสงปืน พระแสงธนู พระแสงหอกง่าม และพระสุพรรณบัตร
มีพานทองรอง ๓ ชั้น มาทอดที่พระเตียงทองแล้ว เจ้าพนักงานนำเอาบุษบกมาทอดที่พระที่นั่งอติเรกวิสุทธ์นอกพระสันนยา และฉลองพระบาทใส่พานทองรองพานทองตั้งหน้าริมเชิงบุษบกมีพระสนมนางห้ามพนักงานกรองพวงมาลาตั้งทั้งสองข้างริมบุษบก และมีรูปเต่า รูปปลา รูปงู มาวางริมเชิงบุษบก และนายทหารใหญ่ทั้งสี่ นายกำนัลทั้งสี่ นายองครักษ์ทั้งสี่ นายกลางช้างทั้งสี่ แต่งตัวตามธรรมเนียมมานั่งซ้ายขวาข้างละ ๘ คน ผู้จัดแจงแต่งเรียบพระราชโรงหลวง ให้นั่งเป็น ดุลกระบวนถ้วนถี่"

เมื่อพระศรีสุริโยพรรณเสด็จมาถึงท้องพระโรงแล้ว "ครั้นได้พระฤกษ์ พราหมณ์ ปโรหิตอังเชิญมาซึ่ง
พระนารายณ์ถวายพระองค์ทรงอุ้มไว้แล้ว ให้เป่า สังข์ลั่นระฆังกระทั่งแตรประโคมดุริยดนตรีทั้งปวงขึ้นให้พร้อมทุกพนักงานแล้วพราหมณ์ปโรหิตราชครูทั้งสี่ นำมาซึ่งพระแสงขรรค์ถวายพระองค์ให้ทรงถือ"

พระขรรค์เล่มนี้ถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์นัก มีอาถรรพ์กำหนดเอาไว้ว่าชักเฉพาะวันอังคาร วันอื่นจะชักออกมิได้ ต้องมีพิธีกรรมเซ่นสรวงเป็นประจำทุกเดือน โดยตั้งโต๊ะเครื่องเซ่น เช่น บายสี หัวหมู เป็ดต้ม ไก่ต้ม ผ้าขาว เงินกำนัล นำพระขรรค์มาวางไว้บนฟูกหันปลายทางทิศใต้ โคนทางทิศเหนือ จัดพราหมณ์ ๘ คนสวดมา
ในยุคอาณาจักรละแวกนั้นเวลาจะสรงพระขรรค์จะใช้น้ำจากสระศักดิ์สิทธิ์ที่เดียวกับใช้เป็นน้ำสรงของพระมหากษัตริย์


ที่มาของภาพ บารคูถือพระขรรค์ราชย์ ถ่ายเมื่อต้นศตวรรษที่ ๒๐

คนแขมร์ยุคก่อนสงครามล้างแผ่นดิน ยังเชื่อว่า ชะตากรรมของประเทศตนจะดีหรือร้าย ก็ให้สังเกตที่
พระขรรค์ราชย์ หากปรากฏสนิมสีแดงดังเลือดกัดกินคมเหล็กกล้า ครานั้นจะเกิดสงคราม หากเกิดสนิมดำด่างเหมือนเมล็ดงา ทายว่าจะมีการผลัดพระราชาเจ้าแผ่นดิน

ครั้งสุดท้ายที่มีผู้เอ่ยถึงพระขรรค์ คือคำให้สัมภาษณ์ของเจ้านโรดมสีหนุ ช่วงทศวรรษที่ ๖๐ ครั้งนั้นพระองค์เปรยว่า พระขรรค์เริ่มมีสนิมเกาะแล้ว ต่อมาไม่นานแผ่นดินเขมรเกิดลุกเป็นไฟ เริ่มต้นด้วยการก่อรัฐประหารโดย ลน นล ล้มระบอบกษัตริย์ลง ตามด้วยการทิ้งบอมบ์ปูพรมโดยกองทัพอเมริกัน ติดตามด้วยการเปลี่ยนกัมพูชาเป็นทุ่งสังหารโดยน้ำมือของเขมรแดง และจบลงที่การรุกรานของเวียดนาม

เหตุวุ่นวายเหล่านี้ ไม่เพียงคร่าชีวิตชาวแขมร์นับล้านล้านคน แต่สมบัติของชาตินับไม่ถ้วนชิ้นยังสูญหายไปตลอดกาล รวมถึงเครื่องราชกกุธภัณฑ์เกือบทั้งหมดในพระราชวังหลวง แต่ไม่มีชิ้นใดที่จะสร้างความตื่นตระหนกได้เท่าการสูญหายของพระขรรค์ราช แต่ปริศนาก็คือ พระขรรค์ราชย์หายไปตอนไหน ในช่วงที่
ลน นล ก่อรัฐประหารหรือ (เพราะเขาผู้นี้มีประวัติปล้นเครื่องสูงในวัง) หรือว่าจะหายไปตอนที่เขมรแดงครองเมือง?


ที่มาของภาพ พระที่นั่งในพระบรมราชวังจตุมุขสิริมงคล กรุงพนมเปญ พระที่นั่งองค์ใหญ่คือ พระที่นั่งเทวาวินิจฉัยมไหยมหาปราสาท ส่วนพระที่นั่งองค์เล็กด้านซ้าย คือหอสัมฤทธิ์พิมาน ที่ประดิษฐานพระขรรค์ราชย์ ภาพโดย Nikin Kovilakath

ในช่วงที่เกิดกรณีพิพาทเขา/ปราสาทพระวิหารระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังมีการปลุกระดมความชิงชังโดยคนบางกลุ่ม ที่อ้างตำราชื่อ พระพุทธทำนาย หรือ ‘เพรียะพุทธทมเน็ย’ ซึ่งพยากรณ์ไว้ว่า คราใดที่มารร้ายปรากฏ (เดากันว่าคือเขมรแดง) เทพารักษ์จะนำพระขรรค์ไปให้พ้นมือมาร พร้อมทั้งล้างสนิมออกจนเกลี้ยงเกลา จากนั้นนำไปเก็บรักษาไว้ยังภายใต้เทวสถานศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง รอวันที่มหาราชชาวแขมร์ที่แท้จริงจะกลับมากอบกู้บ้านเมือง

เทวสถานศักดิ์สิทธิ์แห่งนั้นคือปราสาทพระวิหาร นี่คือสาเหตุที่กองทัพกัมพูชาและไทยต้องการพื้นที่พิพาทแห่งนี้ นักทฤษฎีสมคบคิดของกัมพูชาบางราย กระทั่งกล่าวหาว่า ไทยเป็นผู้สนับสนุนเขมรแดงทั้งทางลับและเปิดเผย บัดนี้คือผู้ครอบครองพระขรรค์ราช ในฐานะบรรณาการตอบแทนความช่วยเหลือจากเขมรแดง บางคนไปไกลถึงขนาดอ้างว่า พระขรรค์ราชกับพระขรรค์ชัยศรีคือองค์เดียวกัน ซึ่งผิดมหันต์

พระแสงขรรค์ชัยศรี อันเป็นหนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของพระเจ้าแผ่นดินไทย นั้นทางเขมรเรียกว่า
"พระขรรค์รอง" จัดเป็นหนึ่งใน ๓ พระขรรค์สำคัญของแผ่นดินสืบทอดมาแต่ยุคโบราณ คือ พระขรรค์ราชย์ ๑ พระขรรค์รอง ๑ และพระขรรค์เสด็จตรัญ (คือของเจ้าอุปราชเมืองพระนคร มี ๔ องค์ หากแผ่นดินไม่มีเจ้าปกครองพวกพราหมณ์จะนำมาเก็บรักษาอยู่ที่วัดบารายณ์ ในเมืองกำปงธม ดูแลโดยวงศ์พราหมณ์ที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ตำแหน่งรักษาพระขรรค์เรียกว่า "พระพรหมชัย")


ที่มาของภาพ ภาพมุมสูงของปราสาทพระวิหาร ที่ปลายหน้าผา หรือเป้ยตาดี ภาพโดย ខន វាសនា

พระขรรค์รอง หรือพระแสงขรรค์ชัยศรี หลักฐานฝ่ายไทยระบุว่า แต่เดิมจมอยู่ในทะเลสาบเขมร หรือ
ตนเลซัป ใกล้เมืองเสียมราฐ (เสียมเรียบ) ต่อมา ในปี พ.ศ. ๒๓๒๗ ชาวประมงได้ทอดแหแล้วเห็นพระขรรค์จึงนำมาถวายเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) เจ้าเมืองพระตะบองผู้ดูแลอาณาเขตเสียมราฐด้วย เจ้าพระยาจึงได้นำทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก แล้วอัญเชิญเข้าพระนครกลายเป็นหนึ่งในเบญจราชกกุธภัณฑ์สืบมา

แต่ทางกัมพูชาเล่าว่า พระขรรค์รองสร้างในสมัยพระปทุมสุริยวงศ์ เมื่อเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) หรือ ออกญายมราชแบน ได้รับการอวยยศเป็นเจ้าฟ้าทะละหะ เทียบเท่าพระอุปราชสำเร็จราชการในแผ่นดินแล้ว ก็สั่งให้พวกพรามหณ์ คือ บารคู และมนตรี ๑๐ คน อัญเชิญพระขรรค์รองไปถวายพระเจ้าแผ่นดินสยามที่บางกอก

ชาวกัมพูชาเชื่อว่า พระขรรค์ราชเป็นสัญลักษณ์แห่งเอกราชและอำนาจเทวราชา และเชื่อว่ารอดพ้นมือศัตรูมานับครั้งไม่ถ้วน โดยเฉพาะน้ำมือชาวสยาม (แต่คงไม่ทราบว่าพระขรรค์ราชย์เคยเสด็จไปอยุธยามาแล้ว) ในยุคสมัยใหม่คงมีเพียงสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเท่านั้น ที่อาจนับเป็นชาวสยามผู้เดียวที่เคยพบพระขรรค์โบราณเล่มนี้ ดังทรงนิพนธ์ไว้ใน “นิราศนครวัด”


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
So, Kenneth T., Preah Khan Reach and The Genealogy of Khmer Kings : Khmer Royal Sacred Sword vs. Thai Royal Sword of Victory.,

www.cambosastra.org/wp-content/uploads/2011/05/Preah-Khan-Reach.pdf

ออกญาเทพพิทู เรียบเรียง, ขุนอุดมปรีชา เรียบเรียง, ศานติ ภักดีคํา แปล, พระราชพิธีทวาทศมาส หรือพระราชพิธีสิบสองเดือนกรุงกัมพูชา. ฉบับฉลองครบรอบ 55 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - กัมพูชา. ภาค 1, กรมสารนิเทศ, 2007

ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๗๑ พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงพระศพ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๗ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๘๑

ไมเคิล ไรท, ฝรั่งหายคลัง (หรือยัง?), ศิลปวัฒนธรรม พิมพ์ครั้งแรก ๒๕๕๑