World Clvilization

มหาพีระมิดแห่งกิซ่ากับดาราศาสตร์ดึกดำบรรพ์

มหาพีระมิดแห่งกิซ่าคือหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่ยังคงสร้างความฉงนฉงายให้กับนักอียิปต์วิทยาทั่วโลก ในปัจจุบันยังไม่มีใครทราบว่าชาวไอยคุปต์สร้างพีระมิดขึ้นมาได้ด้วยวิธีการใด แต่สิ่งหนึ่งที่
นักอียิปต์วิทยามั่นใจก็คือ ชาวไอยคุปต์อาศัย “ดวงดาว” และความรู้ทางด้าน “ดาราศาสตร์” ในการออกแบบมหาพีระมิดแห่งกิซ่าด้วยอย่างแน่นอน


มหาพีระมิดแห่งกิซ่าทั้งสามองค์ได้รับการออกแบบโดยใช้ความรู้ทางด้านดาราศาสตร์ดึกดำบรรพ์ ที่มาของภาพ

เมื่อนักวิชาการได้ศึกษาหมู่มหาพีระมิดแห่งกิซ่าอย่างละเอียดแล้ว พวกเขาก็ได้ตั้ง “ทฤษฎี” ขึ้นมา
สามทฤษฎีด้วยกันที่แสดงถึงความสัมพันธ์ของดวงดาวกับการออกแบบพีระมิดแห่งกิซ่าของชาวไอยคุปต์ ทฤษฎีแรกว่าด้วยการออกแบบฐานของมหาพีระมิด เพราะถ้าใครได้ไปยืนอยู่ที่มหาพีระมิดแห่งกิซ่าแล้วลองหยิบเข็มทิศออกมาดูก็จะพบว่า ฐานทั้งสี่ด้านของมหาพีระมิดทั้งสามองค์แห่งกิซ่านั้นขนานกับทิศทั้งสี่อย่างแม่นยำที่สุด และถ้าเราคิดว่าพีระมิดสององค์ที่มาทีหลังอาจจะสร้างโดยลอกเลียนตำแหน่งมาจากองค์แรก เช่นนั้นก็ยังคงมีคำถามอยู่ดีว่าแล้วชาวไอยคุปต์กำหนดทิศทางของพีระมิดองค์แรกได้อย่างไร ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่มีแม้แต่กระทั่งเข็มทิศสำหรับอ้างอิงทิศทางเลยแม้แต่น้อย


ภาพแผนผังแสดงวิธีการหาทิศเหนือของชาวไอยคุปต์โดยการใช้ดวงดาวเป็นตัวอ้างอิง ที่มาของภาพ

คำตอบก็คือ พวกเขาอาศัย “ดวงดาว” และความรู้ทางด้าน “ดาราศาสตร์” นั่นเอง มีหลากหลายแนวคิดที่พยายามนำเสนอวิธีที่ชาวไอยคุปต์ใช้ในการระบุทิศทางการวางฐานพีระมิด ชาวไอยคุปต์เป็น
นักดาราศาสตร์ที่เก่งกาจ พวกเขาเฝ้าดูเส้นทางโคจรของเหล่าดวงดาวโดยใช้ดาวที่ไม่ลับขอบฟ้า (Circumpolar stars) เช่นดาวเหนือเป็นจุดอ้างอิง จดบันทึกเส้นทางของดวงดาวต่างๆ เอาไว้จากจุดอ้างอิงนี้ แล้วทำการแบ่งครึ่งระหว่างเส้นทางโคจรทางฝั่งตะวันออกสุดและตะวันตกสุดของดาวดวงหนึ่งบนฟากฟ้าออกเป็นสองส่วนเท่าๆ กัน หลังจากนั้นก็ใช้ตำแหน่งนี้เป็นตัวอ้างอิงแนวทางในการก่อสร้างฐานของพีระมิด จึงทำให้ได้ตำแหน่งออกมาแม่นยำเป็นอย่างมากนั่นเอง


แผนผังแสดงให้เห็นว่าปล่องอากาศของมหาพีระมิดแห่งฟาโรห์คูฟูชี้ออกไปยังกลุ่มดาวต่างๆ บนท้องฟ้า ที่มาของภาพ

ทฤษฎีที่สอง ว่าด้วยความสัมพันธ์ของปล่องอากาศ (Air Shaft) ในมหาพีระมิดของฟาโรห์คูฟู (Khufu)
กับ 4 กลุ่มดาวหลักบนท้องฟ้า ทฤษฎีนี้เริ่มต้นมาจากปล่องอากาศปริศนาในมหาพีระมิดแห่งนี้ซึ่งมีมากถึง
4 ปล่อง โดยที่ 2 ปล่องพุ่งออกไปจากห้องกษัตริย์ (King’s Chamber) และอีก 2 ปล่องพุ่งออกไปจากห้องราชินี (Queen’s Chamber) ปล่องที่ว่ามานี้เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีความกว้างด้านละประมาณ 20 เซนติเมตรเท่านั้น มนุษย์ไม่สามารถมุดเข้าไปดูได้ว่าภายในปล่องปริศนาเหล่านี้มีอะไรซ่อนอยู่กันแน่ นักวิชาการจึงออกแบบหุ่นยนต์ติดกล้องที่มีขนาดเล็กกว่าปล่องอากาศขึ้นมาแล้วส่งเข้าไปสำรวจด้านในปล่องเหล่านี้หลายครั้งหลายคราวตั้งแต่ปี ค.ศ. 1993 เป็นต้นมา เพื่อตรวจสอบว่ามันซุกซ่อนความลับอะไรเอาไว้กันแน่ แรกเริ่มเดิมทีนั้นคิดกันว่าปล่องเหล่านี้ทำหน้าที่ระบายอากาศภายในออกไปยังภายนอกองค์พีระมิด จึงได้รับการตั้งชื่อตามวัตถุประสงค์ว่า “ปล่องอากาศ” แต่เมื่อได้ส่งหุ่นยนต์เข้าไปสำรวจก็ต้องเปลี่ยนแนวคิดเพราะด้านในสุดของปล่องบางปล่องกลับเป็น “ทางตัน” ที่มีด้ามจับทำจากทองแดง อีกทั้งเมื่อปี ค.ศ. 2003 ก็มีการส่งหุ่นยนต์เข้าไปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ได้เข้าไปมือเปล่าแต่ติด “สว่าน” เข้าไปด้วยเพื่อเจาะประตูหินที่มีมือจับทองแดงให้เป็นรูเพื่อทำการสอดกล้องเข้าไปส่องดูว่าด้านหลังประตูปริศนานี้ซุกซ่อนอะไรไว้
แต่ทว่า...ด้านหลังก้อนหินปริศนานี้กลับเป็น “ก้อนหิน” อีกก้อนหนึ่งที่ตั้งอยู่ห่างออกไปเพียงแค่ 25 เซนติเมตรเท่านั้น ถึงแม้เราจะไม่ทราบว่าปล่องอากาศเหล่านี้จะเคยเป็นปล่องอะไรกันแน่ แต่ถ้าดูจากทิศทางของมันแล้วล่ะก็ เราพอจะบอกได้ว่ามันน่าจะพุ่งตรงไปยัง “ดวงดาว” บนท้องฟ้าอย่างแน่นอน


เมื่อส่งหุ่นยนต์ติดกล้องเข้าไปสำรวจในปล่องอากาศปล่องหนึ่งของพีระมิดก็พบว่าด้านหลังของก้อนหินแผ่นแรก มีช่องว่างขนาดเล็กและด้านหลังของช่องว่างนั้นก็คือ ก้อนหินอีกก้อนหนึ่งที่ปิดทางเอาไว้ ที่มาของภาพ

หลายๆ ท่านอาจจะสงสัยว่า ก็ดวงดาวมันไม่ได้อยู่นิ่งกับที่ เพราะโลกก็หมุนอยู่ตลอดเวลา แล้วมันจะพุ่งออกไปยังตำแหน่งของดวงดาวได้อย่างไร คำตอบก็คือ จริงๆ แล้วมันพุ่งไปยัง “จุดสูงสุด” (Culmination) ของเส้นทางโคจรของกลุ่มดาวบนฟากฟ้าต่างหากล่ะ และกลุ่มดาวทั้ง 4 ที่ปล่องอากาศชี้ออกไปหาก็คือ “ดาวซิริอุส” ที่เปรียบเสมือนสัญญาณเตือนปีใหม่และฤดูน้ำหลากของชาวไอยคุปต์ “กลุ่มดาวนายพราน” (Orion) ที่ชาวไอยคุปต์โยงเข้ากับวิญญาณของเทพโอซิริส (Osiris) “กลุ่มดาวหมีเล็ก” (Ursa Minor) และ “กลุ่มดาวมังกร” (Draco) จะเห็นได้ว่ากลุ่มดาวต่างๆ ที่ปล่องอากาศพุ่งออกไปหาส่วนใหญ่นั้นมีความสำคัญต่อชาวไอยคุปต์ นั่นแสดงว่าเส้นทางของปล่องอากาศต้องได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้มันพุ่งตรงไปยังตำแหน่งสูงสุดของเส้นทางโคจรของกลุ่มดาวต่างๆ ได้อย่างพอดิบพอดี


หนึ่งในแนวคิดที่ถูกเสนอเกี่ยวกับมหาพีระมิดแห่งกิซ่าก็คือ บางทีพีระมิดทั้งสามองค์อาจจะตั้งขึ้นเลียนแบบ “เข็มขัด”
ของกลุ่มดาวนายพราน แต่นักอียิปต์วิทยาส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ ที่มาของภาพ


ส่วนทฤษฎีสุดท้าย ก็คือทฤษฎีการวางตัวของสามมหาพีระมิดแห่งกิซ่าตามแผนผังของกลุ่มดาวนายพราน ซึ่งทฤษฎีนี้ได้มีผู้ศึกษาและเขียนเป็นหนังสือออกมานำเสนอตั้งแต่ปี ค.ศ. 1994 ว่าหมู่พีระมิดทั้งสามแห่งในนครกิซ่าของฟาโรห์คูฟู คาเฟร (Khafre) และเมนคาอูเร (Menkaure) นั้นล้วนแล้วแต่จงใจสร้างขึ้นโดยเลียนแบบตำแหน่งมาจากดาวสามดวงที่เรียงตัวเป็น “เข็มขัด” ของกลุ่มดาวนายพราน เพราะเมื่อลองพินิจพิจารณากลุ่มเข็มขัดนายพรานนี้ดีๆ แล้วจะพบว่า ตำแหน่งของพีระมิดทั้งสามองค์ช่างเหมือนกับว่าถอดแบบมาจากกลุ่มดาวที่ประกอบตัวกันเป็นเข็มขัดนายพรานไม่มีผิดเพี้ยน เพราะเมื่อลองพิจารณากลุ่มดาวดูแล้วก็จะพบว่าดวงดาวที่มุมหนึ่งแตกแถวออกไปจากดาวอีกสองดวงเล็กน้อย และเมื่อมองมหาพีระมิดทั้งสามองค์จากมุมสูงก็จะพบว่าพีระมิดของเมนคาอูเร ซึ่งเป็นองค์เล็กที่สุดนั้นแตกแถวออกไปจากพีระมิดอีกสององค์เช่นกัน นั่นหมายความว่าชาวไอยคุปต์อาจจะสร้างพีระมิดทั้งสามองค์แห่งกิซ่าโดยใช้แนวเข็มขัดของนายพรานเป็นแบบเช่นนั้นหรือ?


ถึงแม้ว่าจะมีทฤษฎีที่เสนอถึงความสัมพันธ์ระหว่างมหาพีระมิดแห่งกิซ่ากับเข็มขัดของกลุ่มดาวนายพรานแต่นักอียิปต์วิทยาก็เสนอว่า จริงๆ แล้วที่พีระมิดเรียงตัวกันเช่นนี้เป็นเพราะสร้างเอาไว้ริมสันเขาที่ทแยงตัวอยู่ในแนวตะวันออกเฉียงเหนือ - ตะวันตกเฉียงใต้เท่านั้นเอง ที่มาของภาพ

แต่ถึงอย่างนั้นทฤษฎีสุดท้ายนี้กลับไม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากนักอียิปต์วิทยาแต่อย่างใด เพราะหนึ่งในแนวคิดที่น่าจะเป็นไปได้มากกว่าของการเรียงกันของพีระมิดทั้งสามองค์เช่นนี้ก็คือ เรื่องของสภาพภูมิประเทศในบริเวณที่ราบกิซ่า ซึ่งเมื่อลองวิเคราะห์ดูแล้วจะพบว่าบริเวณปลายสุดด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของพีระมิดทั้งสามองค์ตั้งอยู่ชิดกับขอบสันเขา (Ridge) ที่ทอดยาวในแนวเฉียงจากตะวันออกเฉียงเหนือไปยังตะวันตกเฉียงใต้ เมื่อพีระมิดที่ได้รับการออกแบบให้ขนานกับทิศทั้งสี่อย่างแม่นยำมาตั้งอยู่ในบริเวณนี้จึงทำให้มันต้องเรียงตัวเป็นแนวทแยงมุมตามแนวสันเขาไปด้วย นั่นหมายความสอดคล้องกันของตำแหน่งพีระมิดและตำแหน่งดวงดาวในเข็มขัดนายพรานที่ถูกเสนอเอาไว้ในทฤษฎีที่สามนี้ก็คงจะเป็นเพียงแค่ความบังเอิญเท่านั้นเอง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
หนังสือ: The Seventy Great Mysteries of Ancient Egypt โดย Bill Manley
หนังสือ: The Complete Pyramids โดย Mark Lehner
Website: http://news.bbc.co.uk/2/hi/science/nature/1024779.stm
Website: https://osr.org/blog/astronomy/pyramids-of-giza-and-orions-belt
Website: http://egypt.hitchins.net/pyramid-myths/giza-pyramids-sorry-not.html
Website: https://www.bibliotecapleyades.net/piramides/esp_
piramide_8.htm

Website: https://ancient-code.com/the-great-pyramid-of-giza-shone-like-a-star-thousands-of-years-ago