Armies Weapons and Warfare

5 เรื่องจริงของไคเซอร์ วิลเฮล์มที่ 2: จักรพรรดิที่ถูกลืมของเยอรมัน

ความพิการตั้งแต่กำเนิด
พระองค์ประสูติในวันที่ 27 มกราคม ค.ศ. 1859 เป็นพระโอรสองค์แรกในมกุฎราชกุมารฟรีดริคที่ 3 แห่งปรัสเซีย (Prussian crown prince Friedrich III) และพระมารดาพระนางวิคตอเรีย พระราชธิดาองค์ใหญ่ แห่งสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียแห่งอังกฤษ พระองค์ทรงได้รับบาดเจ็บในระหว่างการประสูติ บริเวณ
พระเศียร (หัว) และ พระศอ (คอ) นั่นจึงส่งผลให้ราชกุมารวิลเฮล์ม ทรงมีพระพาหะด้านซ้ายเป็นอัมพาต
(แขนซ้ายเป็นอัมพาต) และยังรวมถึงพระกรรณ (หู) ด้านซ้ายของพระองค์ ไม่ได้ยินอะไรเช่นกัน ความพิการที่พระองค์ต้องประสบส่งผลให้พระองค์มีพระราชอารมณ์ที่มักจะแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งพระองค์ต้องคอยซ่อนความพิการเอาไว้ต่อหน้าสาธารณชน


ราชกุมารวิลเฮล์มเมื่อยังทรงพระเยาว์ ที่มาของภาพ

พระองค์ทรงปรารถนาที่จะแสดงตนเองว่ามีพระราชอำนาจในการควบคุมทุกอย่าง และนั่นจึงทำให้พระองค์ได้พบก็กับสถานที่ที่ซึ่งจะสามารถแสดงพระราชอำนาจของพระองค์เองได้เต็มที่ ซึ่งมันก็คือกองทัพจักรวรรดิเยอรมัน การเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับกองทัพส่งผลให้ความทะเยอทะยานในตัวพระองค์พลุ่งพล่าน บ่อยครั้งที่ราชกุมารวิเฮล์มจะแสดงพระองค์เองว่าทรงเดชานุภาพเหนือกว่า พระเจ้าเฟรดเดอริคมหาราช หรือ กษัตริย์เยอรมันพระองค์อื่นๆ ในอดีต รวมทั้งต้องการให้ “แม้นในป่าลึกอันห่างไกลตรงส่วนหนึ่งส่วนใดของโลก ทุกๆ คนจะต้องได้ยินพระสุรเสียงของไคเซอร์” กองทัพช่วยชดเชยปมด้อยของความพิการ ที่พระองค์ทรงมีมาตั้งแต่กำเนิด พระราชประสงค์ที่ต้องการจะสร้างกองทัพจักรวรรดิเยอรมันให้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทวีปยุโรปและโลกเกิดสงคราม


ฉลองพระองค์ในเครื่องแบบที่ประดับประดาด้วยเหรียญตราต่างๆ มากมาย ที่มาของภาพ

คลั่งไคล้เครื่องแบบ
เมื่อราชกุมารวิเฮล์ม ดำรงพระยศในกองทัพจักรวรรดิเยอรมัน สิ่งหนึ่งที่พระองค์ทรงชื่นชอบเป็นอย่างยิ่งคือการสะสมและออกแบบชุดฉลองพระองค์ในเครื่องแบบทหารกองทัพเยอรมัน ทรงมีฉลองพระองค์แบบต่างๆ กว่า 400 ชุด และในพระตำหนัก ทรงมีช่างตัดเสื้อเป็นการส่วนพระองค์ที่สามารถตัดเย็บหรือแก้ฉลองพระองค์แบบต่างๆ ได้ตามพระราชประสงค์ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงมีฉลองพระองค์ที่เหมาะกับทุกๆ
พระราชกรณียกิจต่างๆ ทั้งในยามเสวยพระกระยาหารทั้ง 3 เวลา ทั้งในและนอกพระตำหนัก ตรวจราชการ หรือเสด็จไปยังสถานที่ต่างๆ ทั้งในและนอกพระตำหนัก


ไคเซอร์ วิลเฮล์มที่ 2 ทรงสร้างกองทัพเยอรมันให้เข้มแข็งเกรียงไกรและทรงวางแผนยกพลขึ้นบกบนแผ่นดินอเมริกาอีกด้วย
ที่มาของภาพ


ความหรูหราและสง่างามนี้ต้องสมพระเกียรติและเป็นระเบียบปฏิบัติประจำในราชสำนักของพระองค์ แม้กระทั่งในขบวนเสด็จของพระองค์ทหารจะสวมหมวกเหล็กที่ทำจากทองคำขาว เครื่องแบบที่ทหารสวมใส่และเครื่องประดับที่อยู่บนชุดเครื่องแบบของทหารถูกออกแบบมาอย่างดี ในยามที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปที่ใดในวันที่อากาศแจ่มใส แสงแวววาวบนเครื่องประดับบนเครื่องแบบของทุกๆ คนที่อยู่ในขบวนเสด็จจะเปล่งประกายระยิบระยับโดดเด่นในทุกๆ ที่ที่ขบวนเสด็จเคลื่อนที่ผ่าน นี่จึงหาใช่เรื่องแปลกอันใดหากระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินไปยังสถานที่ต่างๆ พระองค์จะเปลี่ยนฉลองพระองค์และเครื่องประดับต่างๆ ในระหว่างเสด็จราวๆ ห้าถึงหกครั้ง

ความคลั่งไคล้เครื่องแบบของพระองค์ก็ส่งผลต่อทหารเยอรมันด้วยเช่นกัน เมื่อเครื่องแบบทหารราบเยอรมันในยุคนั้น ได้รับการออกแบบและสั่งตัดโดยพระบัญชา ซึ่งมีเสื้อ กางเกงและเสื้อคลุมทหารสีเทา
แต่ว่าเสื้อผ้าพวกนี้ไม่เหมาะกับทหารอย่างมาก เมื่อพวกเขาสวมใส่กลับเป็นสิ่งที่ลดทอนความคล่องตัวของทหารในสนามรบ และผ้าที่เอามาตัดก็ทำให้ทหารคันเมื่อสวมใส่ยามฤดูร้อน และไม่ได้ช่วยให้ความอบอุ่นใดๆ เลยในยามฤดูหนาว แต่นั่นก็พระราชประสงค์ของพระองค์ที่ทรงบัญชาให้ทหารต้องสวมใส่


ไคเซอร์ วิลเฮล์มที่ 2 และพระประยูรญาติในประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่มาของภาพ

พระองค์ทรงเป็นเกย์หรือไม่?
เมื่อพระองค์ทรงดำรงตำแหน่งไคเซอร์ (ไคเซอร์ แปลว่า จักรพรรดิ) วิลเฮล์ม มีคำถามที่นักประวัติศาสตร์ยังคงสงสัยจนถึงทุกวันนี้ว่า พระองค์ทรงเป็นเกย์หรือไม่ นับว่าเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมาช้านาน แต่พระองค์ก็ทรงเปิดกว้างให้ชาวเกย์เสมอมา ดั่งตัวอย่าง พระสหายสนิทของพระองค์คือเจ้าชายฟิลิปป์ ซู ออยเลนแบร์ก ผู้มีเรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1907 จากเรื่องรักร่วมเพศ เจ้าชายออยเลนแบร์ก ทรงปฏิบัติต่อ
ไคเซอร์วิลเฮล์มอย่างอ่อนโยน และดูแลพระองค์เป็นอย่างดีกว่าพระชายาของพระองค์เอง นั่นจึงทำให้
พระนางออร์กัสตา วิคทอเรีย ทรงไม่พอพระทัยและเกรงว่าพระสวามีของพระองค์จะปันใจให้ชายอื่น
แต่ความรู้สึกขององค์จักรพรรดิต่อเจ้าชายฟิลิปป์ ซู ออยเลนแบร์ก ก็ไม่ชัดเจนมากนัก ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองพระองค์คืออะไรกันแน่


พระสหายสนิทของพระองค์คือ เจ้าชายฟิลิปป์ ซู ออยเลนแบร์ก ผู้มีเรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1907 จากเรื่องรักร่วมเพศ
ที่มาของภาพ


ภายใต้ความโดดเดี่ยวที่ดูเย่อหยิ่งของไคเซอร์วิลเฮล์ม ซึ่งซ่อนความอบอุ่นที่แสนอ่อนโยนเอาไว้ พระองค์ทรงชื่นชอบมิตรภาพเฉกสุภาพบุรุษพึงกระทำต่อกัน มากกว่าจะแสดงความเป็นสุภาพบุรุษให้อิสตรีหลงใหล และทรงมีความคิดเห็นส่วนพระองค์ว่า มารยาทที่สุภาพบุรุษพึงปฏิบัติต่อสุภาพสตรีช่างเป็นเรื่องที่น่าสะอิดสะเอียนอย่างยิ่ง นั่นจึงทำให้พระองค์ปลีกตัวออกห่างจากสังคมในกรุงเบอร์ลินที่ต้องพบปะสตรีมากหน้าหลายตาจากหลากหลายชนชั้น และทรงพระเกษมสำราญกับการอยู่ร่วมกับเหล่าบรรดาแม่ทัพนายกองในกรมทหารของพระองค์ที่พอทสดัม

ครั้งหนึ่งเมื่อพระองค์ทรงออกล่าสัตว์กับเจ้าชายฟูร์สเทนแบร์ก ที่ป่าดำ (Black Forest) ไคเซอร์วิลเฮล์มทรงสำราญกับความบันเทิงจากการทอดพระเนตรหัวหน้าคณะเสนาธิการทหารของพระองค์ และทหารคนอื่นๆ ที่เต้นบัลเล่ต์โดยใส่กระโปรงสีชมพู แต่ในระหว่างการแสดงอยู่นั้น หนึ่งในนักแสดงเกิดอาการหัวใจวายกะทันหันและเสียชีวิตลงขณะทำการแสดง เหตุการณ์นี้ทำให้พระองค์เสียพระราชหฤทัยอย่างมาก และทรงประชวรไปหลายสัปดาห์


การที่พระองค์ทรงเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนการรบและวางยุทธศาสตร์ให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ ก็สร้างความลำบากใจให้แก่นายพลเยอรมันไม่น้อย ที่มาของภาพ

ทรงวางแผนโจมตีเมืองนิวยอร์กและบอสตัน
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 สหรัฐอเมริกาเริ่มเป็นชาติที่มีบทบาทในเวทีการเมืองโลก และขยายอิทธิพลของตนเองเข้าใกล้ดินแดนอาณานิคมของเยอรมัน นั่นจึงทำให้เกิดการปะทะกันของกองกำลังทั้งสองชาติในพื้นที่มหาสมุทรแปซิฟิก รวมทั้งความขัดแย้งของทั้งสองชาติเกี่ยวกับคลองปานามา ไคเซอร์วิลเฮล์มทรงเข้าพระทัยอย่างถูกต้องว่า อเมริกาเป็นคู่แข่งใหม่และพระองค์ต้องการให้พวกเขาตระหนักถึงอำนาจและความเหนือกว่าของเยอรมัน เพื่อสั่งสอนให้พวกอเมริกันรู้สำนึก พระองค์ทรงบัญชาให้
พลโทเบอร์ฮาร์ด ฟอน แมนเทย์ ร่างแผนการโจมตีสหรัฐอเมริกาขึ้นมา

ในแผนการนี้ นายพลแมนเทย์จำต้องใช้กำลังทหารถึงหนึ่งแสนนายและเรือรบกว่า 60 ลำ ในการลำเลียงพลและคุ้มกันการยกพลขึ้นบกด้านฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา ขณะที่ทูตทหารเรือเยอรมันใน
สหรัฐอเมริกัน เริ่มสำรวจหาจุดที่เหมาะสมสำหรับเทียบท่าของเรือรบและเรือลำเลียงเยอรมัน โดยตัวเลือกแรกของเป้าหมายคือ นอร์โฟล์ค, แฮมป์ตัน โร้ด และ นิวพอร์ท ในเวอร์จิเนีย ทหารจะสถาปนาหัวหาดที่
เคปคอดและเคลื่อนพลเข้าไปที่บอสตัน ในขณะที่เรือลาดตระเวนหนักจะระดมยิงแมนฮัตตันและสร้างความโกลาหลและตื่นตระหนกไปทั่วทั้งเมือง นายพลมานเทย์มั่นใจในแผนการยึดเมือง "กำลังทหารสองถึงสามกองพันทหารราบ และหนึ่งกองพันจู่โจมก็เพียงพอที่จะยึดทั้งเมือง" วัตถุประสงค์ของการบุกในครั้งนี้
คือการบีบบังคับให้ประธานาธิบดีธีโอดอร์ รูสเวลต์ ยื่นขอเจรจาข้อตกลงสันติภาพ ที่จะทำให้เยอรมนีมีอิสระในมหาสมุทรแอตแลนติกและมหาสมุทรแปซิฟิก รวมทั้งยกฐานทัพเรือและดินแดนในอารักขาของอเมริกันทั้งสองมหาสมุทรให้แก่เยอรมัน


ไคเซอร์ วิลเฮล์มที่ 2 (ซ้าย) และเจ้าชายฟิลิปป์ ซู ออยเลนแบร์ก (ขวา) ที่มาของภาพ

แต่แผนการนี้เป็นได้เพียงเรื่องเพ้อฝันสำหรับพระองค์ ผู้บัญชาการกองทัพเยอรมัน เคานท์ อัลเฟรด ฟอน
ชลีเฟ่น แสดงความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของแผนการทั้งหมด แม้จะต้องขัดพระราชประสงค์ของพระองค์แต่เขาก็ไม่เห็นด้วยที่จะทำสงครามข้ามมหาสมุทรเช่นนี้ สุดท้ายแล้วแผนการนี้จึงถูกยกเลิกไปในที่สุด

ตื่นตระหนกจากสงคราม
เมื่อมหาสงครามครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติเริ่มขึ้น พระองค์ทรงตื่นตระหนกกับมันอย่างมาก นักประวัติศาสตร์ยังโต้เถียงกันในปัจจุบันว่าไคเซอร์ วิลเฮล์ม มีส่วนรับผิดชอบต่อความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้มากน้อยเพียงใด ขณะที่พระองค์ยินดีนำเยอรมันเข้าร่วมสงครามโดยอ้างสิทธิ์อันชอบธรรม
ก็ปรากฏว่าพระองค์ต้องการทำสงครามจำกัดขอบเขต และไม่ต้องการขยายขอบเขตของการทำสงครามออกไปทั่วโลก จักรพรรดิเยอรมันทรงต้องการให้อังกฤษเป็นกลางในกรณีที่เยอรมันโจมตีฝรั่งเศสและรัสเซีย สงครามอาจจะเกิดขึ้นจริงในช่วงวิกฤตบอลข่านตอนช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ. 1912 หากเยอรมันไม่ถอนตัวออกมา เมื่ออังกฤษประกาศความตั้งใจของตนเองว่าจะยืนหยัดเคียงข้างฝรั่งเศส ในเดือนกรกฎาคม
ปี ค.ศ. 1914 ไคเซอร์วิลเฮล์ม ทรงพระราชประสงค์หาทางออกจากฝันร้ายของสงครามสองแนวรบที่เยอรมันอาจจะต้องเผชิญ ในขณะที่การระดมพลเต็มอัตรารบเริ่มต้นขึ้น พระองค์ทรงมีแนวคิดที่จะต้องโดดเดี่ยวประเทศฝรั่งเศสให้ได้ อย่างน้อยก็ในเวลานี้ และโยกย้ายกองกำลังส่วนใหญ่ไปเผชิญกับฝ่ายรัสเซีย


ทรงสำราญกับการสวมใส่เครื่องแบบต่างๆ ตามพระทัยปรารถนา รวมทั้งเครื่องแบบทหารราบเยอรมัน ที่มาของภาพ

ขณะที่ในส่วนของการวางแผนการทำสงคราม บรรดานายพลและเสนาธิการเยอรมัน ต่างลำบากใจกับการที่พระองค์เข้ามาแทรกแซงการวางแผนยุทธศาสตร์ นายพลของพระองค์เห็นว่าควรจะวางแผนพิชิตกองทัพฝรั่งเศสให้ได้ในเร็ววัน กองทัพเยอรมันกำลังเคลื่อนพลไปทางตะวันตก มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเรียกพวกเขากลับมาและกลับหลังหันเคลื่อนพลไปทางตะวันออก รถไฟกว่า 11,000 ขบวนขนส่งกำลังทหารไปยังชายแดนฝรั่งเศส ในทุกๆ 10 นาที ในขณะที่สงครามทวีความรุนแรงมากขึ้น พระองค์ก็ถูกกันออกไปโดยนายพลของพระองค์เองและสูญเสียพระราชอำนาจต่อนโยบายการทำสงคราม

เมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ.1918 เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าเยอรมันกำลังจะแพ้สงคราม รวมถึงภายใต้แรงกดดันต่างๆ ไคเซอร์วิลเฮล์มที่สองได้สละราชย์สมบัติ ในวันที่ 10 พฤศจิกายน และเสด็จลี้ภัยไปยังประเทศเนเธอร์แลนด์ พระองค์ทรงประทับอยู่ที่นั่นโดยไม่ได้กลับไปเยอรมันอีกเลยตลอดพระชนม์ชีพ


คฤหาสน์ศตวรรษที่ 17 ที่ทรงซื้อจากบารอนเนสฮีมสตรา แห่งโบร์ฟอร์ท สถานที่ประทับ แห่งสุดท้าย ที่มาของภาพ

ถูกเนรเทศ
ภายหลังจากที่เสด็จลี้ภัยมาอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ พระองค์ประทับอยู่ที่หมู่บ้านดูรน (Doorn)
เมืองอูเทรคท์ (Utrecht) ในคฤหาสน์ศตวรรษที่ 17 ที่ทรงซื้อจากบารอนเนส ฮีมสตรา แห่ง โบร์ฟอร์ท (Baroness Heemstra of Beaufort) ผู้เป็นป้าของนักแสดงหญิงออดรีย์ เฮปเบิร์น (Audrey Hepburn) ลูกพี่ลูกน้องสายพระโลหิตอังกฤษของพระองค์คือกษัตริย์จอร์จที่ห้า แห่งอังกฤษ ได้ประณามพระองค์ว่าเป็น "อาชญากรตัวฉกาจที่สุดในประวัติศาสตร์" แต่สมเด็จพระราชินีวิลเฮล์มมิน่า แห่งฮอลแลนด์
อีกหนึ่งพระญาติสนิทของพระองค์ ทรงปฏิเสธที่จะส่งพระองค์ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน และต้องเผชิญหน้ากับคดีอาชญากรรมสงครามให้กับฝ่ายพันธมิตร นั่นจึงทำให้ฝ่ายพันธมิตรตอบโต้ด้วยการขู่ว่าจะปิดล้อมเนเธอร์แลนด์

ในระหว่างที่เสด็จลี้ภัยมาหมู่บ้านดูรน ทรงนำทรัพย์สินส่วนพระองค์โดยบรรทุกลงในตู้รถไฟถึง 59 ขบวน ทรัพย์สมบัติทั้งหมดทั้งที่อยู่ในเบอร์ลินและพอทสดัม โดยลังสมบัติส่วนพระองค์บางส่วนพึ่งจะถูกเปิดขึ้นในปี ค.ศ. 1992 และที่เมืองแห่งนี้ ในบางวันพระองค์ทรงต้อนรับแขกที่มาขอร้องให้เสด็จนิวัติประเทศเยอรมัน ภายหลังจากที่มีความพยายามจะฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ขึ้น เรื่องวุ่นๆ ยังมีมาให้พระองค์ยังทรงต้องพบเจอ แม้กระทั่งมีนักทฤษฎีสมคบคิด กล่าวว่าพระองค์ทรงร่วมกับพวกยิว พวกฟรีเมสัน และเยซูอิท วางแผนจะครอบครองโลกทั้งใบ และยังกล่าวด้วยว่าพระองค์เสนอให้ใช้แก๊สพิษจัดการแก้ปัญหาของพวกยิว พระองค์ทรงเขียนบทความตำหนิอังกฤษและฝรั่งเศสอยู่เสมอ โดยเฉพาะฝรั่งเศสที่ทรงเปรียบเปรยว่าเป็น
“เผ่าพันธุ์ของสตรีเพศเมื่อเทียบกับชาวเยอรมันทั้งผอง” ในปี ค.ศ.1923 หลังจากที่ได้ทรงรับฟังการบรรยายทางมานุษยวิทยา พระองค์สรุปว่าชาวอังกฤษและฝรั่งเศสเป็นเชื้อชาติที่ไม่ใช่คนขาวอย่างแท้จริง แต่มีสายเลือดของพวกคนผิวดำ (แอฟริกา) ผสมอยู่ อย่างไรก็ตามแม้พระองค์จะต่อต้านชาวยิว แต่พระองค์ก็ทรงรับไม่ได้ที่พวกนาซีมีนโยบายกวาดล้างและกุดรากถอนโคนชาวเยอรมันเชื้อสายยิวทั้งหมด ถึงกับทรงกล่าวว่า “เป็นครั้งแรกในชีวิต ฉันละอายที่เกิดมาเป็นชาวเยอรมัน”

ในปี ค.ศ. 1940 พระองค์ทรงยินดีในยุทธวิธีสงครามสายฟ้าแลบของนาซีเยอรมันและชัยชนะเหนือกองทัพฝรั่งเศสที่ประสบความสำเร็จในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ มันช่างแตกต่างจากความพยายามของกองทัพเยอรมันตลอด 4 ปี ในช่วงสงครามโลกครั้งแรก แม้จะไม่ใช่จอมทัพหรือผู้นำเยอรมันในตอนนั้น แต่พระองค์กลับแสดงพระองค์ราวกับว่ากองทัพเยอรมันยังเป็นของพระองค์อยู่ ด้วยการส่งโทรเลขแสดงความยินดีไปยังอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำนาซีเยอรมันในตอนนั้นว่า “ฉันขอบใจที่นำพากองทัพของฉันไปสู่ชัยชนะ”


สถานที่ฝังพระศพของจักรพรรดิเยอรมันองค์สุดท้าย ที่มาของภาพ

พระองค์ทรงหวังล้มๆ แล้งๆ ว่าฮิตเลอร์จะนำพาพระองค์เสด็จนิวัติเยอรมันและพระองค์จะได้กลับมาครองราชย์อีกครั้ง แต่หารู้ไม่ว่าตลอดเวลาที่ฮิตเลอร์ ปราศรัยเกี่ยวกับสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้เยอรมันแพ้สงคราม หนึ่งในข้ออ้างนั้นคือ สิ่งที่ฮิตเลอร์พูดอย่างชัดเจนต่อหน้าสาธารณชนเสมอว่า “องค์จักรพรรดิเยอรมันนี่แหละคืออีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เยอรมันแพ้สงคราม” แล้วจะมีประโยชน์อันใดที่เขาจะไปเชิญพระองค์กลับมา

ไคเซอร์วิลเฮล์มที่สอง สิ้นพระชนม์ในวันที่ 4 มิถุนายน ค.ศ. 1941 สถานที่ฝังพระศพของพระองค์ในหมู่บ้านดูรน ถูกประดับประดาด้วยเครื่องธงเครื่องหมายสวัสติกะ แม้พระองค์จะทรงขอร้องก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ต่อรัฐบาลนาซีเยอรมัน ให้นำพระศพของพระองค์กลับไปฝังที่เยอรมัน แต่ฮิตเลอร์หาได้แยแสต่อคำขอของพระองค์ และให้พระศพของจักรพรรดิเยอรมันองค์สุดท้ายถูกฝังลืมอยู่ในต่างถิ่นจนกระทั่งทุกวันนี้


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website : https://en.wikipedia.org/wiki/Wilhelm_II,_German_Emperor
Website : http://www.bbc.co.uk/history/historic_figures/wilhelm_
kaiser_ii.shtml

Website : https://www.history.com/topics/world-war-i/kaiser-wilhelm-ii
Website : https://www.britannica.com/biography/William-II-emperor-of-Germany
Website : http://www.historyinanhour.com/2012/01/27/kaiser-wilhelm-summary/