Oriental World

ไขปริศนาพระราชาสยามกับฉลองพระองค์จีน

ที่พระราชวังบางปะอิน มีพระที่นั่งองค์หนึ่งแปลกตากว่าใครเพื่อน มีสถาปัตยกรรมแบบจีนภาคใต้แตกต่างจากอาคารโดยรอบที่เป็นฝรั่งเกือบทั้งสิ้น เหตุเพราะพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ฟัก โชติกสวัสดิ์) พร้อมด้วยพ่อค้าจีนสร้างถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ใช้เวลาในการสร้างประมาณ 10 ปี และเป็นพระที่นั่งองค์สุดท้ายที่สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 5 ภายในนั้นตกแต่งอย่างวิจิตรอลังการตามแบบศิลปะจีน ทั้งยังเป็นที่ประดิษฐานพระป้ายที่สถิตดวงพระวิญญาณของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีพัชรินทรา
บรมราชินีนาถ โดยจะมีพิธีบวงสรวงพระป้ายทุกๆ วันตรุษจีน

พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ มีชื่อแบบจีนว่า เทียนเม่งเต้ย (天明殿) ในภาษาจีนกลางออกเสียงว่า
เทียนหมิงเต้ย ตรงกับชื่อพระที่นั่งในภาษาไทยคือ เวหาศน์จำรูญ (เทียน แปลว่า เวหา, เม่ง แปลว่า จำรูญ และ เตี้ยน แปลว่า พระที่นั่ง)


การตกแต่งอันวิจิตรของด้านในมุขด้านหน้าพระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ

ตามปกติแล้วพระที่นั่งเวหาศน์จำรูญจะไม่เปิดให้บุคคลภายนอกได้ชมความงดงามอลังการภายใน ดังนั้นน้อยคนคงจะทราบว่า

ภายในพระที่นั่งเวหาศน์จำรูญมีพระบรมสาทิศลักษณ์ฉลองพระองค์จีนของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประดิษฐานอยู่ ซึ่งนอกจากจะมีพระบรมฉายาลักษณ์ฉลองพระองค์จีนของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว ยังมีภาพแบบเดียวกันของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมสาย กรมขุนราชสีหวิกรม

ภาพพระบรมสาทิศลักษณ์เหล่านี้มักถูกบรรยายว่าเป็นภาพฉลองพระองค์แบบฮ่องเต้ หรือจักรพรรดิจีน
แต่เมื่อผู้เขียนได้พิจารณาดูแล้วพบว่าไม่ถูกต้อง

ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจเรื่องเครื่องทรงหรือเสื้อยศแบบจีนกันก่อน

เครื่องแบบของขุนนางจีนไม่ว่าราชวงศ์ไหนจะเรียกว่า กวนฝู (官服) ในสมัยราชวงศ์ชิงยุคต้นกวนฝูได้รับอิทธิพลจากเครื่องแบบสมัยราชวงศ์หมิง ขณะที่ราชวงศ์หมิงยุคต้นได้รับอิทธิพลมาจากราชวงศ์หยวน ต่อมาเมื่อราชวงศ์เหล่านี้มีเสถียรภาพจนสามารถพัฒนาวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ได้ กวนฝูของราชวงศ์ชิงจึงมีเอกลักษณ์ต่างจากหมิงโดยชัดเจนขึ้น เช่น เสื้อแบบติดกระดุมทั้งด้านหน้าและด้านข้าง ตัวเสื้อคลุมผ่ากลาง ทั้งนี้ กวนฝูสมัยชิงยังเรียกว่า ปู่ฝู (補服) อีกด้วย


พระบรมสาทิสลักษณ์ฉลองพระองค์จีนของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ยิ่งเป็นเสื้อของพระบรมวงศ์หรือฮ่องเต้ที่เรียกว่า กุ่นหลงเผา (袞龍袍) ด้วยแล้วยิ่งมีความเป็นแมนจูมากกว่าชุดของขุนนาง ประดับประดาด้วยลวดลายแพรวพราวไปหมด

เสื้อยศยังแบ่งออกเป็นชุดแบบทางการคือ เฉาฝู (朝服) แต่งกันเต็มสูตรและชุดแบบกึ่งทางการ เรียกว่า จี๋ฝู (吉服) มีความคล่องตัวมากขึ้น แต่ก็ยังดูงามสง่าน่าเกรงขาม ทั้งเฉาฝูและจี๋ฝู มีเครื่องแบบแตกต่างกันไปตามฤดูกาลอีกด้วย เช่น ชุดคลุมด้านนอกฤดูร้อนจะเป็นผ้าโปร่ง ส่วนชุดฤดูหนาวจะเย็บขนสัตว์หรือผ้านวมบุด้านใน

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งของเสื้อยศคือตราประจำตำแหน่งที่ปักไว้ตรงหน้าอก หรือ ปู๋จื่อ (補子) ตราแบบนี้เริ่มใช้กันในสมัยราชวงศ์หมิง และในสมัยราชวงศ์ชิงก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก (โปรดดูภาพประกอบ) โดยฝ่ายบู๊เรียงตามลำดับชั้นขุนนางสูงสุดไปล่างสุด มีดังนี้ 1. ตราสิงโต 2. ตราสิงโต 3. ตราเสือ
4. ตราเสือ 5. ตราหมี 6. ตราเสือดำ 7. ตราเสือดำ 8. ตราแรด 9. ตราแรด ส่วนฝ่ายบุ๋น มีดังนี้
1. กระเรียน 2. กระเรียน 3. นกยูง 4. นกยูง 5. ไก่ฟ้าขาว 6. นกกระยาง 7. นกกระยางหรือเป็ดแมนดาริน
8 นกกระทา 9. นกกระทา


ภาพตราตำแหน่งสมัยราชวงศ์หมิง

● มังกรในวงกลมของเจ้าฟ้า ● มังกรดั้นเมฆของฮ่องเต้ ●แถบมังกรคู่ของฮองเฮา
● เสื้อยศกิเลนพิเศษฝ่ายบุ๋น ●เสื้อยศพิเศษกิเลนฝ่ายบู๊ ● ตราเฟยหยูเสนาบดีชั้นที่ 2
● ตราแรดหนิวเสนาบดีชั้นที่ 1 ● ตราเซี่ยจื้อของผู้ตรวจการ ● ตราเซี่ยจื้อฝ่ายจริยธรรม
● ตรากะเรียนขุนนางบุ๋นชั้น 1 ●ตราไก่ฟ้าขุนนางบุ๋นชั้นที่2 ●ตรานกยูงขุนนางบุ๋นชั้น 3
● ตรานกกระยางขุนนางบุ๋นชั้น 4 ● ตราสิงห์ขุนนางบู๊ชั้น1 และ 2 ●ตราเสือขุนนางบู๊ชั้น 3

สำหรับขุนนางที่มีความดีความชอบอาจได้รับพระราชทานเสื้อมังกรแต่เป็นมังกรน้อย ที่มีสี่เล็บ สำหรับพระบรมวงศ์ขึ้นไปเท่านั้นที่ใช้ฉลองพระองค์มังกรใหญ่ หรือมังกรห้าเล็บได้

คราวนี้มาพิจารณาฉลองพระองค์ในภาพพระบรมสาทิศลักษณ์ฉลองพระองค์จีนของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างละเอียดกันต่อไป

ฉลองพระองค์ด้านในสีกรมท่า ปักลายมังกร 4 เล็บ หรืองูใหญ่ หรือลายมังกรน้อย หรืองูใหญ่ (หมั่ง - ) คาดว่าเป็นอาภรณ์มังกรน้อย 9 ตัว ส่วนภูษาทรง (ผ้านุ่ง) แหวกเป็น 2 ริ้ว จัดเป็นอาภรณ์สำหรับขุนนางชั้นผู้ใหญ่ตั้งแต่ชั้นที่ 1 - 3 เมื่อทรงสวมอินทนูคล้ายคอกะลาสี เรียกว่า ผีหลิง (披领) ทำให้ฉลองพระองค์นี้กลายเป็นแบบทางการสำหรับงานพระราชพิธี (เฉาฝู - 朝服)

ช่วงต้นราชวงศ์ชิงมีกฎเกณฑ์ตายตัว ห้ามข้าราชการใช้อาภรณ์มังกร 5 เล็บ (หลง - 龍) หลังจากสมัยเฉียนหลงฮ่องเต้ เริ่มมีการละเมิดกฎเกณฑ์นี้ จนในหมู่ข้าราชการไม่มีผู้ใส่อาภรณ์มังกร 4 เล็บอีกต่อไป น่าสังเกตว่า ฉลองพระองค์ของรัชกาลที่ 4 ยังเป็นมังกร 4 เล็บอยู่ แม้นธรรมเนียมจะเปลี่ยนไปนานแล้ว

ทรงสวมประคำ จากสีสันคาดว่าทำจากเทอร์ควอยซ์ ธรรมเนียมการสวมประคำของเชื้อพระวงศ์และข้าราชการสมัยราชวงศ์ชิง เป็นการทำตามอย่าง นู่เอ๋อร์ฮาซื่อ บูรพกษัตริย์แห่งราชวงศ์ชิง ซึ่งทรงเป็นพุทธมากะ และทรงสวมประคำเป็นประจำ ประคำนี้ อาจทำจากอำพันบ้าง กัลปังหาบ้าง หินมีค่าอื่นๆ บ้าง
มีข้อกำหนดให้เฉพาะเชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นสูงเท่านั้น ที่สวมประคำได้


ขุนนางสมัยชิงสวมหมวกไม้ไผ่สานประดับพู่แดง ในภาพคนกลางคือ หยวนซื่อข่าย ขุนพลผู้อื้อฉาวในยุคสาธารณรัฐ

ทรงพระมาลาไม้ไผ่สาน (จี๋ฝูกวาน - 吉服冠) ประดับพู่แดงสำหรับฤดูร้อน ยอดพระมาลาประดับทับทิมใส เป็นมาลาสำหรับข้าราชการชั้นที่ 1 หรือตำแหน่งสูงสุดจากทั้งหมด 9 ชั้น เมื่อสวมพร้อมฉลองพระองค์
ผ้าไหมโปร่งด้านนอกสุด บ่งชี้ว่าเป็นฉลองพระองค์สำหรับฤดูร้อน

ฉลองพระองค์ผ้าไหมโปร่งด้านนอกสุด ไม่ปักลาย แต่แลเห็นลายมังกรของอาภรณ์ชั้นใน ที่หน้าอกมีแผ่นตราผ้าปักบอกยศรูปทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส บ่งชี้ว่าเป็นอาภรณ์สำหรับขุนนาง สำหรับเชื้อพระวงศ์ตราบอกยศสำหรับฉลองพระองค์ด้านนอกสุดจะเป็นทรงกลม นอกจากนี้ แผ่นตราบอกยศยังปักลายกิเลน ซึ่งเป็นลายสำหรับข้าราชการชั้นที่ 1 ฝ่ายบู๊ หรือฝ่ายกลาโหม

ภาพนี้เชื่อกันว่าเป็นฉลองพระองค์ตามอย่างฮ่องเต้ แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ของฮ่องเต้หรือแม้แต่ชั้นอ๋องก็ไม่ใช่ สาเหตุที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงฉลองพระองค์ของข้าราชการชั้นสูงแทนที่จะเป็นชั้นอ๋อง อาจเป็นเพราะขณะนั้นราชสำนักสยามไม่ทราบธรรมเนียมแล้ว เพราะแต่โบราณกษัตริย์สยามจะได้รับพระราชทาน "เสื้อยศ" หรือฉลองพระองค์จีนชั้นอ๋องจากราชสำนักต้าชิงหรือต้าหมิง แต่ช่วงหลังขาดไป


ภาพหัวหน้าชุมนุมชาวจีนในอินโดจีนของฝรั่งเศส ภาพถ่ายสมัยศตวรรษที่ 19โดย เอมีล เฌเซลล์ (Émile Gsell) ช่างภาพชาวฝรั่งเศส จะเห็นได้ว่าเป็นชุดขุนนางแบบ "กำมะลอ" คือไม่ถูกต้องตามแบบแผน

หรือไม่ภาพนี้อาจเขียนขึ้นตามคำสั่งของขุนนางหรือพ่อค้าจีน แล้วทูลเกล้าฯ ถวาย โดยที่ฝ่ายผู้สั่งทำและนายช่างก็ไม่มีความรู้แต่อย่างใด เพราะในขณะนั้นธรรมเนียมการแต่งกายในราชสำนักต้าชิงไม่เคร่งครัดเท่าที่ควรแล้ว อีกทั้งในช่วงปลายราชวงศ์ชิง ชาวจีนโพ้นทะเลยังนิยมซื้อเสื้อยศขุนนางจากแผ่นดินใหญ่มาแต่งกัน เพื่ออวดว่าตัวเองมียศฐาบรรดาศักดิ์ โดยจะติดต่อซื้อจากกรมการที่ฉ้อฉลบ้าง หรือสั่งตัดเอาตามใจชอบบ้าง บางชุดจึงมีความถูกต้องตามแบบแผนราชสำนัก แต่บางชุดตัดขึ้นอย่างลวกๆ ให้พอดูเป็นชุดขุนนาง จะได้ข่มพวกคนงานจีนโพ้นทะเลที่ไม่มีความรู้ หรือพวกเจ้านายในแผ่นดินที่จีนโพ้นทะเลอาศัยอยู่ เช่นไทยหรือฝรั่งเจ้าอาณานิคม

อนึ่ง บทความนี้ผู้เขียนเขียนเอาไว้ตั้งแต่ 16 กันยายน 2014 ได้เผยแพร่ออกมาพักหนึ่ง แต่หลังจากนั้นเก็บเอาไว้ไม่ได้นำมาออกมาวิเคราะห์ต่อ วันนี้ครบรอบ 4 ปีพอดี จึงจะขอปัดฝุ่นนำมาบอกเล่ากันใหม่ พร้อมด้วยรายละเอียดเพิ่มเติม