Oriental World

เมื่อจีนคิดสั่งสอนพระมเหสีชาวสยาม

ผู้เขียนเคยตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า สังคมไทย (รวมถึงไทเผ่าอื่นๆ และลาว) ค่านิยมผู้หญิงเป็นใหญ่หรือ (Matrilineality) ในสมัยก่อนผู้หญิงไทเป็นผู้สืบสกุล สืบทอดที่ดินทำเกษตร ผู้ชายต้องแต่งเข้าบ้านผู้หญิงมาเป็นเขย ของติดตัวอาจมีแค่วัวกับควาย แถมตอนแต่งเข้ายังต้องจ่ายสินสอดเพื่อเป็นค่าตอบแทนที่เขยมาใช้ที่อสังหาริมทรัพย์ของบ้านผู้หญิง ผู้หญิงยังมีอำนาจในการเลือกผู้ชาย อย่างสังคมอีสานและภาคเหนือ จัดพื้นที่ให้ลูกสาวอยู่หน้าบ้านไว้รอหนุ่มมาแอ่ว สมกับคำว่า "มีลูกสาวเหมือนมีส้วมอยู่หน้าบ้าน" คำว่า ส้วมในภาษาลาวหมายถึงห้องนอนลูกสาว

ทุกวันนี้ตามชนบทของภาคกลาง อีสาน ภาคเหนือยังมีธรรมเนียมสืบทอดที่นาโดยผู้หญิง ผู้ชายต้องแต่ง
เข้าบ้านผู้หญิง เซ่นไหว้ผีบรรพชนของผู้หญิง (คือการสืบนามสกุลผู้หญิงนั่นเอง) ดังนั้นผู้หญิงจึงเป็น
ผู้ควบคุมปัจจัยทางเศรษฐกิจ การที่ผัวต้องยอมให้เมียดูแลกระเป๋าสตางค์ก็ถือว่ารักษาธรรมเนียมไทแท้แต่โบราณ


หญิงสยามปรนนิบัติพัดวีชายที่คาดว่าเป็นสามีมียศฐาบรรดาศักดิ์ ภาพถ่ายจากราวปี 1900 
ภาพจาก 1900 Album of Photography in Siam


แต่ขณะเดียวกัน ในพื้นฐานด้านการปกครองบ้านเมืองกลับเป็นของผู้ชาย โดยผู้ชายรับราชการ เป็นทหาร ผู้ชายต้องไปเป็นไพร่แรงงาน นักบวชมักเป็นผู้ชายเพราะรับศาสนามาจากอินเดียสายอารยันที่สังคมชายเป็นใหญ่ (แต่อินเดียใต้ ซึ่งเป็นเผ่าฑราวิทยังมีร่องรอยของผู้หญิงเป็นใหญ่) ยิ่งเป็นชนชั้นปกครองยิ่งมีลักษณะผู้ชายเป็นใหญ่ ผู้ชายมีอำนาจสิทธิขาดตามกฎหมายมากมาย ทั้งยังมีเมียได้หลายคน แต่เมียหลวงมีอำนาจไม่น้อยเลย ผัวชนชั้นสูงออกจะต้องเกรงใจด้วย คิดจะมีอนุภรรยาจะต้องซักถามบ้านใหญ่กันก่อน หาไม่แล้วอาจจะบ้านแตกเอาง่ายๆ

ตัวอย่างในประวัติศาสตร์ก็มีอยู่ให้เห็นทนโท่ และไม่ใช่ตาสีตาสาที่ไหน เป็นถึงเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน คือกรณีของสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี สมเด็จพระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงกระทำเรื่องให้ขัดพระทัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโดยไม่เกรงหน้าอินทร์
หน้าพรหม ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายในเพลานั้นเป็นขุนนางใหญ่คับฟ้า (ตอนในนั้นยังมิได้ทรงปราบดาภิเษก) เรื่องก็คือรัชกาลที่ 1 เมื่อครั้งยังทรงเป็นเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก รับพระบรมราชโองการของพระเจ้ากรุงธนบุรี
ไปตีเมืองเวียงจันทน์ ไปได้นางแว่น บุตรีเพียเมืองแพน กรมการเมืองธุรคมหงส์สถิต ในแขวงนครเวียงจันทน์มาเป็นอนุภรรยา เมื่อถึงกรุงธนบุรีแล้ว ปรากฏว่าสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี ซึ่งขณะนั้นยังเป็นท่านผู้หญิงนาคเกิดหึงหวงมาก จึงทรงถือดุ้นแสมไปดักตีศีรษะนางแว่นจนเลือดไหลท่วม ในหนังสือโครงกระดูกในตู้ ของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เล่าว่านางแว่นถูกตีเข้าอย่างจังก็ร้องขึ้นว่า "เจ้าคุณขา
คุณหญิงตีหัวดิฉัน"


ขุนนางสยามสั่งการให้เสมียนจดตาม มีนางทาสีคอยประคองกล้องยาสูบยาวเฟื้อย
ภาพจาก 1900 Album of Photography in Siam


สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้ยินอนุที่รักร้องให้ช่วยก็คว้าดาบหมายจะไล่ฟันภรรยาหลวง
แต่ท่านผู้หญิงนาคหนีเข้าเรือนได้ทัน สมเด็จท่านจึงได้แต่ใช้ดาบฟันประตูเรือน นับแต่นั้นมาทั้ง 2 พระองค์ก็มองหน้ากันไม่ติด ตราบกระทั่งแม้สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงปราบดาภิเษกแล้ว
สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินีก็ไม่ยมเสด็จเข้าไปประทับในพระบรมมหาราชวังด้วย แต่ทรงประทับที่พระราชวังเดิมกรุงธนบุรี นี่เป็นตัวอย่างของการปะทะระหว่างผู้ชายชนชั้นสูงที่มีอำนาจสิทธิขาด กับภรรยาหลวงที่กล้าลงมือของรักของหวงของสามี

อีกเรื่องที่น่าสังเกตคือ แม้ศาสนาที่เป็นระบบจะมีผู้ชายเป็นใหญ่ เช่น ศาสนาพุทธและพรามหณ์ แต่เมื่อพูดถึงศาสนาผีแล้ว มีบางที่ยังยกให้ผู้หญิงเป็นใหญ่ เวลาฟ้อนผี เลี้ยงผีก็ยังใช้ผู้หญิงเป็นเจ้าพิธี หรือนัยหนึ่งคือนักบวชในศาสนาพริทีฟนั่นเอง พวกคนทรงเจ้าทั้งหลายส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นหญิงหรือไม่ก็เป็นเพศที่สามหรือสี่

เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าแม้จะรับธรรมเนียมมาจากแขกเทศ (อินเดีย) แต่คนไทยังรักษามโนคติดั้งเดิมเอาไว้ได้

นักวิชาการตะวันตกบางท่านบอกว่าสังคมไทยมีความเท่าเทียมกันสูงมาก เพราะเป็นระบบ Matrilineality (สายแม่) ผสมกับ Patrilineality (สายพ่อ) โดยที่ฝ่ายพ่ออ่อนกว่า


ขุนนางสยามนั่งคานหามพร้อมด้วยขบวนข้ารับใช้ คานหามแบบนี้ยังนิยมใช้กันในกัมพูชาและเวียดนาม
ภาพจาก 1900 Album of Photography in Siam


พูดถึงเรื่องอำนาจของผู้หญิงไทยในทางประวัติศาสตร์ มีกรณีหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเกิดขึ้นในสมัยอยุธยา ตรงกับสมัยราชวงศ์หมิงของจีน ผู้เขียนจะขอตั้งชื่อกรณีนี้ว่า
"กรณีเลี่ยหนวี่จ้วน"

ในบันทึกหมิงสื่อลู่ หรือบันทึกเหตุการณ์อย่างเป็นทางการในรัชสมัยต่างๆ ของราชวงศ์หมิง

ในรัชศกหย่งเล่อปีที่ 2 ฮ่องเต้หมิงเฉิงจู่ พระราชทานพระราชลัญจกรแก่ "อ๋อง" แห่งสยาม คือสมเด็จ
พระอินทราชา รวมถึงตำรากฎหมาย และเครื่องตวงวัดชั่งน้ำหนักตามที่ราชทูตสยามร้องขอ

อีกสิ่งที่พระราชทานให้โดยมิได้ร้องขอคือ หนังสือประวัติสตรีสุจริตฉบับเก่าและปัจจุบัน
หรือ "กู่จินเลี่ยหนวี่จ้วน" (古今列女傳) จำนวนถึง 100 เล่ม

เดิมนั้น หนังสือเลี่ยหนวี่จ้วน ( 列女傳) ว่าด้วยประวัติของสตรีผู้มีจรรยาในอดีต ถือเป็นแบบอย่างให้สตรีทั้งหลายได้ปฏิบัติตาม แต่งขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น เมื่อราว 18 ปีก่อนคริสตกาล เนื้อหาแบ่งออก
ตามคุณงามความดีที่สตรีนั้นๆ ได้ทำไว้ เช่น

1. ว่าด้วยมารดาทรงคุณธรรม (母儀傳) เช่น มารดาของจอมปราชญ์เมิ่งจื่อ ผู้อบรมบุตรจนได้เป็นผู้นำทางความคิดของชาวโลก หรือพระนางไท่ซื่อ พระมารดาผู้อบรมพระเจ้าโจวเหวินหวางผู้ปราดเปรื่อง

2. สตรีผู้สูงส่งและปราดเปรื่อง (賢明傳) พระนางเจียงโหว พระมเหสีของพระเจ้าโจวเซวียนหวางผู้ฟื้นฟูอำนาจของราชวงศ์โจว และภรรยาของจ่านฮั่ว หรือหลิ่วเซี่ยฮุ่ย ขุนนางตงฉินแห่งแคว้นหลู่ ผู้เปี่ยมไปด้วยคุณธรรม

3. สตรีผู้มีมนุษยธรรมและปัญญา (仁智傳) มารดาของจ้าวคั่ว ขุนศึกผู้เก่งกาจของแคว้นจ้าว ผู้อบรมให้เขาเป็นแม่ทัพผู้สุขุมรอบคอบ และมารดาของซุนซูอ้าว นักสร้างเขื่อนและระบบชลประทานผู้ยิ่งใหญ่ในยุคตงโจว

4. สตรีผู้รักนวลสงวนตัวและสงบเสงี่ยม (貞順傳) นางเมิ่งเจียงผู้รอคอยสามีที่ถูกเกณฑ์ไปสร้างกำแพงเมืองจีนเมื่อทราบว่าเขาตายไปแล้วถูกฝังในกำแพงไม่อาจพบซากศพ จึงร่ำไห้จนกำแพงพังทลาย

5. สตรีผู้มีหลักและคุณธรรม (節義傳) พระนางไฮว๋อิ๋ง พระธิดาของฉินมู่กง พระมเหสีของจิ้นไฮว๋กง
ไม่ยอมเปิดเผยว่าพระภัสดาจะหลบหนีจากการเป็นตัวประกันของแคว้นฉิน แต่พระนางก็ไม่ยอมทรยศแคว้นฉินโดยไม่ติดตามพระสวามีไปด้วย

6. สตรีผู้มีโวหารเป็นเลิศ (辯通傳) พระนางซู่หลิวหนวี่ พระมเหสีของฉีหมิ่นหวาง และมารดาของปี้ซีแห่งแคว้นจ้าว เป็นต้น

7. ว่าด้วยสตรีที่เป็นทีโปรดปรานแต่เลวทรามต่ำช้า (孽嬖傳) นำประวัติมาสั่งสอนให้อนุชนได้สำนึกว่าไม่ควรนำมาเป็นเยี่ยงอย่าง เช่น นางมู่สี่ พระสนมของพระเจ้าเจี๋ย ผู้ทำให้ราชวงศ์เซี่ยต้องล่มสลาย
หรือนางต้าจี่ พระสนามของพระเจ้าโจ้ว ที่ทำให้ราชวงศ์ซางต้องพินาศ

8. เป็นประวัติสตรีเพิ่มเติม (續列女傳) เช่น พระมเหสีผู้เปี่ยมไปด้วยความสามารถสมัยฮั่น และมารดากับภรรยาตัวอย่างของขุนนางสมัยราชวงศ์ฮั่น


ภาพประกอบหนังสือเลี่ยหนวี่จ้วน ที่มาของภาพ

เรื่องราวขอสตรีตัวอย่าง (และที่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง) เหล่านี้ไม่ได้ผูกติดกับขนบชายเป็นใหญ่แบบลัทธิขงจื๊อมากนัก บางเรื่องสะท้อนความเท่าเทียมกันของสตรีและบุรุษด้วยซ้ำ แม้แต่เรื่องของสตรีชั่วร้ายก็มิได้หมายจะข่มขี่สตรีด้วยความคิดแบบชายเป็นใหญ่ เพราะ "นางงามล่มเมือง" นั้นจะทำให้บ้านเมืองพินาศไม่ได้ หากผู้ชายไม่ได้ไปเกี่ยวข้องด้วย

ทว่า ต่อมาในรัชสมัยหย่งเล่อ หรือศตวรรษที่ 15 ได้มีการปรับปรุงใหม่อีกฉบับต่างหาก เรียกว่า
"กู่จินเลี่ยหนวี่จ้วน" หรือ "ประวัติสตรีสุจริตแต่อดีตจวบปัจจุบัน" ซึ่งรวบรวมเอาพระราชเสาวนีย์ของ
พระราชมารดา คือฮองเฮาของฮ่องเต้หมิงไท่จู่ เพื่อสอนสั่งกุลสตรีทั้งหลายให้อยู่ในกรอบ ในธรรมเนียม ภายใต้การนำของบุรุษ เวอร์ชั่นนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยค่านิยมแบบขงจื๊อที่ผู้ชายเป็นใหญ่ มีคำแนะนำสั่งสอนให้สตรีรักนวลสงวนตัว และเชื่อฟังชาย โดยตามขนบขงจื๊อนั้นถึงกับระบุว่า หากสตรีเป็นบุตรยังมิออกเรือนให้เชื่อฟังบิดา เมื่อออกเรือนเป็นภรรยาให้เชื่อฟังสามี เมื่อสามีสิ้นไปให้เชื่อฟังบุตรชาย

พระมารดาของหย่งเล่อ คือพระนางเซี่ยงฉือเกาฮองเฮา หรือพระนางหม่า (เพราะเดิมทรงใช้แซ่หม่า)
ทรงเป็นสตรีที่เป็นแบบอย่างจริงๆ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพระสวามี คือพระเจ้าหมิงไท่จู่ จูหยวนจาง ตั้งแต่เมื่อครั้งยังสู้รบต่อต้านมองโกลและชิงแผ่นดินจากกองกำลังอื่น จนสถาปนาราชวงศ์หมิงขึ้นได้
เมื่อตั้งราชวงศ์หมิงแล้ว ทรงเอาพระทัยใส่คนทุกชนชั้น มีเมตตาต่อปวงชนอย่างหาที่สุดมิได้ ตรงกันข้ามกับพระสวามีคือพระเจ้าหมิงไท่จู่ที่อารมณ์หุนหันและโหดเหี้ยม หากมิได้ฮองเฮาหม่าทรงยับยั้งไว้ หลายคนอาจจะต้องสูญเสียชีวิตไปเพราะอารมณ์เกรี้ยวกราดของจูหยวนจาง

สมแล้วที่พระนางทรงได้รับพระสมัญญานามว่า เซี่ยว (กตัญญุตา) ฉือ (กรุณาธิคุณ) และเกา (สูงส่ง)

คำว่า เซี่ยวฉือ (孝慈) เป็นคุณธรรมอันสูงส่งอย่างหนึ่งเพราะครอบคลุมทั้งบุคคลที่เหนือกว่าคือพ่อแม่ และบุคคลที่ต่ำกว่าคือบุตรหลาน พ่อแม่และบรรพชนนั้นใช้คุณธรรมกตัญญุตา (เซี่ยว) ส่วนลูกหลานและอนุชนใช้กรุณาธิคุณ (ฉือ)

พระนางหม่ามีทั้งความกตัญญู แม้ตัวเองเป็นบุตรบุญธรรมของกัวจื่อซิง ผู้นำกองทัพโพกผ้าแดงก็ยอมทำตามคำสั่งพ่อบุญธรรม แต่งงานกับทหารชั้นผู้น้อยอย่างจูหยวนจาง แม้เวลานั้นจูหยวนจางจะไร้วี่แววเป็นยอดคนก็ตาม ท้ายที่สุดด้วยความมุ่งมั่นของสามี และคุณธรรมอันสูงส่งของภรรยา ทั้ง 2 คนจึงได้ครอง
แผ่นดิน กลายเป็นบิดรมารดาของคนทั้งประเทศในที่สุด


พระบรมสาทิศลักษณ์ของพระนางหม่า วาดขึ้นสมัยราชวงศ์ชิง

นี่คือเหตุผลที่หย่งเล่อ ทรงต้องป่าวประกาศคุณงามความดีของพระราชมารดาให้เป็นที่ประจักษ์ โดยเพิ่มเติมเป็นส่วนขยายของหนังสือระดับคลาสสิกของจีน เพื่อยกระดับพระมารดาให้เทียบเท่ากับสตรีที่มีชื่อเสียงระดับคลาสสิก

แต่เหตุใด ราชสำนักหมิงจึงส่ง "กู่จินเลี่ยหนวี่จ้วน" ให้ราชสำนักสยามถึง 100 เล่ม?

ย้อนกลับไปในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 หรือ พระเจ้าอู่ทอง สมเด็จพระเชษฐภคินีของ
พระเจ้าแผ่นดิน (ในบันทึกระบุว่าเป็น "สมเด็จ" ) ส่งคณะทูตไปราชสำนักต้าหมิงถึง 2 ครั้ง

ครั้งแรก เมื่อวันที่ 13 เดือน 10 รัชศกหงอู่ปีที่ 6 คณะทูตของพระนางพยายามถวายพระสุพรรณสาส์นกับสิ่งของพื้นเมืองอื่นๆ แก่พระหนางหมิงเซี่ยงฉือเกา ฮองเฮาของพระเจ้าหมิงไท่จู่ แต่พระนางไม่รับ

เนื้อความในบันทึกประวัติศาสตร์หมิงสือลู่มีอยู่ว่า...

辛巳暹羅斛國王女兄參烈思獰遣使進金葉表貢方物于中宮卻之

"ปีซินซื่อ คณะทูตที่ส่งมาโดย ‘ชานเลี่ยซือหนิง’ พระภคินีของพระเจ้ากรุงเซียนหลัวหู ถวายพระราชสาส์นทองคำและสิ่งของท้องถิ่นแก่ฮ่องเฮา ทรงไม่ต้อนรับ"

อนึ่ง ในบันทึกนี้เรียกอยุธยาว่า เซียนหลัวหู (暹羅斛國) เป็นการผสมระหว่าง เซียน (暹) ที่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นสุโขทัยหรือสุพรรณบุรี อีกคำคือ หลัวหู (羅斛) ที่หมายถึงละโว้อย่างแน่นอน แสดงว่าในเวลานั้นอยุธยาได้กลืนละโว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ส่วนชื่อของพระภคินีของพระเจ้าอู่ทองคือ "ชานเลี่ยซือหนิง" ถ้าเป็นภาษากวางตุ้ง (ภาษาของคนเมืองท่า) จะออกเสียงประมาณว่า ซัมหลิตซีหนิ่ง คำว่า ซัมหลิต ค่อนข้างชัดว่าเป็น "สมเด็จ" ส่วน ซีหนิง จะเป็นสุรินทร์ หรือศิรินทร์ ผู้เขียนยังอาจไม่ฟันธงได้

แต่พระเชษฐภคินีพระนางนี้ยังไม่สิ้นความพยายาม เมื่อวันที่ 16 เดือน 11 รัชศกหงอู่ ปีที่ 6 คณะทูตของพระนางพยายามถวายบรรณาการเป็นสิ่งของพื้นเมืองแก่ฮองเฮาอีกครั้ง แต่เจ้ากรมพิธีการทราบเรื่องนี้
สั่งการไม่ให้รับรองราชทูต แต่มอบผ้าแพรชั้นดีกับเครื่องแต่งกายต่างๆ มอบแก่ทูตแล้วส่งกลับประเทศ

เนื้อความในหมิงสือลู่ มีดังนี้

暹羅斛國王女兄參烈思獰復遣使柰文隸囉進貢方物于中宮禮部尚書牛諒以聞詔仍卻之使者賜文綺襲衣

"ชานเลี่ยซือหนิง พระภคินีของพระเจ้ากรุงเซียนหลัวหูส่งทูตมาอีกครั้ง ทูตชื่อ ไน่เหวินลี่ลัว เดินทางมาถวายเครื่องบรรณาการแก่ฮองเฮาหนิวเลี่ยง เจ้ากรมพิธีการฝ่ายในได้รายงานเรื่องนี้ และได้รับคำสั่งให้ปฏิเสธไป แต่ให้มอบผ้าไหมพิมพ์ลายและเสื้อผ้าอาภรณ์ จากนั้นส่งกลับประเทศ"

ไน่เหวินลี่ลัว (柰文隸囉) คำว่า ไน่ หมายถึง นาย อย่างแน่ชัด เหวินลี่ลัว คงเป็นราชทินนามอย่างหนึ่ง
ถ้าออกเสียงแบบโบราณจะคล้ายๆ มัณฑละ