Oriental World

ไดโจ เทนโน และพระเจ้าหลวงของไทย

เมื่อสักสองปีก่อน ทางสถานีโทรทัศน์ NHKกับสำนักข่าวเกียวโดรายงานอ้างแหล่งข่าววงในกับรัฐบาลว่าจักรพรรดิอะกิฮิโตะทรงดำริกับพระบรมวงศานุวงศ์ว่าจะสละราชสมบัติ เนื่องจากทรงมีพระชนมายุมากแล้วถึง 82 พรรษาและปฏิบัติพระราชกิจผิดพลั้งไปเล็กๆ น้อยในงานพระราชพิธี แต่ถ้าจะให้ลดพระราชกิจลงก็ทรงขอสละบัลลังก์เลยจะดีกว่า จึงทรงคิดจะมอบภาระหน้าที่นี้ให้กับมกุฎราชกุมารนะรุฮิโตะ พระราชโอรสองค์ใหญ่ ในอีกไม่กี่ปี
 
ถ้าทรงสละจริงๆ จะถือเป็นองค์แรกในรอบ 200 ปี นับจากจักรพรรดิโคคะกุ แต่ตอนนั้นข่าวยังไม่นิ่งคงต้องรอการยืนยันกันไปก่อน จนกระทั่งปลายปีที่แล้ว มีข่าวยืนยันมาแล้ว จักรพรรดิอะกิฮิโตะจะทรงสละราชสมบัติในวันที่ 30 เมษายน ปี 2019 ระหว่างนี้รัฐบาลและสำนักพระราชวังจะทำการตระเตรียมการงานใหญ่ของชาติกันต่อไป


พระจักรพรรดิอะกิฮิโตะและพระจักรพรรดินีมิชิโกะ ทรงเครื่องโบราณหลังพระราชพิธีเษกสมรส เมื่อครั้งยังทรงดำรงตำแหน่ง
มกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 10 เมษายน 1959 ที่มาของภาพ


หลังจากมีข่าวนี้แล้วผมรู้สึกสนใจธรรมเนียมการตั้งพระจักรพรรดินอกราชบัลลังก์มาก จึงสืบค้นข้อมูลทั้งฝ่ายเอเชียตะวันออกและของไทย จนกระทั่งพบหลักฐานสำคัญของไทยในเวลาต่อมา ซึ่งจะเอ่ยถึงในช่วงท้าย เวลานี้จะขอกล่าวถึงธรรมเนียมดังกล่าวในญี่ปุ่นก่อน

ในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ญี่ปุ่นนี่ยาวนาน 2,600 กว่าปี ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการสละราชสมบัติ ที่ผ่านมามีจักรพรรดิสละบัลลังก์ถึง 62 พระองค์ โดยเฉพาะในยุคที่ตระกูลขุนนางครองอำนาจเป็นโชกุนตระกูลต่างๆ ส่วนจักรพรรดิเป็นแค่เจว็ดไม่มีอำนาจแท้จริง จักรพรรดิจะทรงครองราชย์แค่ไม่กี่ปีแล้วสละบัลลังก์ไปถือพรตตามวัด บางพระองค์คิดแย่งอำนาจโชกุนแต่ล้มเหลวก็ไปอาศัยวัดหนี "เสนาภัย" จักรพรรดิที่สละบัลลังก์ไปถือพรตตามวัด ห่มจีวรไหว้พระสวดมนต์ไปตามเรื่องเรียกว่า ไดโจ โฮโอ แปลว่า
องค์บรมมหาธรรมราชา แต่มหาธรรมราชาบางองค์ทรงจีวรแต่ตัว ส่วนพฤติกรรมยังข้องเกี่ยวกับการชิงอำนาจก็มี

ที่น่าสนใจก็คือ นอกจากจักรพรรดิแล้ว ยังมีจักรพรรดินีญี่ปุ่นที่สละราชย์ เพื่อให้อนุชนได้บริหารบ้านเมืองแทนด้วย แต่ในยุคหลังเรามักไม่เห็นผู้หญิงดำรงตำแหน่ง "จักรพรรดินีนาถ" ซึ่งเป็นประมุขสูงสุด จึงทำให้หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าญี่ปุ่นมีแต่องค์พระประมุขที่เป็นชาย

โดยเฉพาะในยุคโบราณ ญี่ปุ่นมีจักรพรรดินีที่สละราชย์แล้วไปนั่งกุมอำนาจหลังม่านหรือไปสงบจิตสงบใจตามวิถีส่วนพระองค์อยู่หลายพระองค์ เช่น จักรพรรดินีจิโต ครองราชย์ระหว่างปี 686–697 จักรพรรดินี
เกมเม ครองราชย์ระหว่างปี 707–715 ทั้ง 2 พระองค์นี้ ขานพระนามหลังสละราชย์ว่า "ไดโจ เทนโน"
ซึ่งมีประมุขหญิงเพียง 2 คนเท่านั้นที่ขานนามแบบนี้


สุสานของจักรพรรดิเทมมู และจักรพรรดินีจิโต ที่เมืงอะสุกะ จังหวัดนาระ ประเทศญี่ปุ่น ที่มาของภาพ

จักรพรรดิที่สละราชย์จะขานพระนามว่า ไดโจ เทนโน ( 太上天皇) หรือ โจโค (上皇) หรือองค์บรมจักรพรรดิคำคำนี้เลียนแบบการขานพระนามฮ่องเต้จีนที่สละราชย์เรียกว่า ไท่ซ่างหวาง (太上皇)
โดยเกาหลีและเวียดนามใช้คำเดียวกันตามอิทธิพลจีนแต่สำเนียงต่างออกไปบ้าง

ที่จีนมีไท่ซ่างหวางน้อยกว่าญี่ปุ่นหลายสิบเท่า (มี 26 องค์) แต่ประวัติโชกโชนไม่น้อย องค์ที่เด่นๆ ก็เช่น
ถังเสวียนจงที่หลงพระสนมหยางกุ้ยเฟยจนเกือบเสียเมืองให้ขบถ ถังซูจง ลูกชายทนไม่ไหวตั้งตัวเองเป็นฮ่องเต้เสียเลยเพื่อกุมเอกภาพในราชสำนัก ส่วนพ่อต้องไปใช้ตำแหน่งไท่ซ่างหวางโดยจำนน

อีกองค์คือเฉียนหลงฮ่องเต้ สมัยราชวงศ์ชิงครองราชย์มาได้ 60 ปี ไม่อยากจะเกินหน้าพระอัยกาคือคังซีฮ่องเต้ที่ครองราชย์ 60 ปี จึงโอนตำแหน่งให้เจียชิ่งครองแทน แต่อำนาจยังอยู่กับเฉียนหลงนั่นเองจนสวรรคตอีก 3 ปีต่อมา ซึ่งจะขอเอ่ยถึงทั้ง 2 พระองค์อย่างละเอียดสักหน่อย


ไท่ซ่างหวางที่มีชื่อเสียงโด่งดังในประวัติศาสตร์จีน คือพระเจ้าถังเสวียนจง สมัยราชวงศ์ถัง ซึ่งรัชสมัยของพระองค์เป็นยุคทองอันรุ่งโรจน์ครั้งสุดท้ายของต้าถัง เพียงแต่ในช่วงปลายรัชกาลทรงลุ่มหลงพระสนมหยางกุ้ยเฟยจนทำให้ราชสำนักและแผ่นดินเกิดความระส่ำระสาย กระทั่งเกิดกบฏอันลู่ซาน พระองค์ต้อง
ระหกระเหินหนีภัยไปยังเสฉวน ระหว่างนั้นต้องทรงยอมสละราชสมบัติให้พระราชโอกรส คือพระเจ้าถังซูจง
ส่วนพระองค์เป็นไท่ซ่างหวาง ได้แต่ดูฮอ่งเต้องค์ใหม่และข้าราชบริหารกอบกู้แผ่นดินที่พังภินท์เพราะน้ำมือของพระองค์กลับคืนมาดังเก่า

อีกองค์คือ พระเจ้าชิงเกาจง หรือเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิง เมื่อพระชนมายุได้ 60 พรรษา ด้วยความที่พระองค์ไม่ปรารถนาจะครองราชย์นานเกินพระอัยกา คือพระเจ้าคังซี จึงทรงสละราชบัลลังก์ให้กับเจ้าชายหย่งเยี๋ยน เป็นพระเจ้าเจี่ยชิ่ง ส่วนพระองค์ทรงยังทรงคอยกำกับราชการและกุมอำนาจในมืออยู่เช่นเดิม ทำให้ฮ่องเต้องค์ใหม่ไม่สามารถปฏิรูปบ้านเมือง หรือกำจัดคนโฉดที่คอยสอพลอไท่ซ่างหวางได้ จนกระทั่งอีก 4 ปีจึงทรงสวรรคต หลังจากนั้นเจี่ยชิ่ง จึงสามารถกำจัดขุนนางคนโปรดของไท่ซ่างหวาง ที่ใช้อำนาจโดยมิชอบมานานหลายสิบปีลงได้ เพราะมันผู้นั้นไม่มีไท่ซ่างหวางคอยคุ้มหัวอีกต่อไป เพียงแต่การกำจัดขุนนางโฉดนั้นล่าช้าเกินไป ถึงตอนนั้นราชวงศ์ชิงได้เสื่อมถอยลงแล้ว


พระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าชิงเกาจง หรือ เฉียนหลงตี้ เมื่อทรงชราภาพแล้ว ที่มาของภาพ

รัชสมัยของถังเสวียนจงและชิงเกาจง เหมือนกันตรงที่เป็นยุคทองของศักดินาจีนและขณะเดียวกันก็เป็น
ปฐมบทแห่งความร่วงโรย ทั้ง 2 พระองค์มีความสามารถในต้นรัชกาล แต่ปลายรัชกาลกลับเหลวไหล สุดท้ายยังสละราชย์เป็นไท่ซ่างหวางทั้งคู่ นับว่าบังเอิญมิใช่น้อย

ไท่ซ่างหวางองค์สุดท้ายของปริมณฑลวัฒนธรรมจีนคงเป็นพระเจ้าโกจงแห่งเกาหลี ทรงถูกญี่ปุ่นบีบให้สละบัลลังก์แก่พระโอรสคือซุนจง ส่วนโกจงขานพระนามเป็นแทซังฮวังเจ ถูกกักตัวไว้ในวัง อีก 3 ปีต่อมา ญี่ปุ่นปลดพระเจ้าซุนจง ลดพระยศเป็นอ๋อง แล้วผนวกเกาหลีเป็นอาณานิคมอีก พระโกจงไท่ซ่าง หวางอยู่ต่อมาอีก 9 ปีพยายามสู้กับญี่ปุ่นอยู่ทุกลมหายใจ สุดท้ายลือกันว่าทรงถูกวางยาสวรรคตเพราะพยายามฟ้องประชาคมโลกว่าญี่ปุ่นกลืนเกาหลีโดยไม่ชอบธรรม

ยังมีซ่งฮุยจง แห่งราชวงศ์ซ่งสละราชย์เพราะขวัญเสียตอนที่พวกกิมก๊กบุกมาประชิดเมืองซ่ง ให้ลูกชายคือ
ซ่งชินจงรับหน้าเสื่อแทน ส่วนตัวเองไปเสพสุขเป็นพระเจ้าหลวงไปวันๆ จนสุดท้ายทั้งพ่อทั้งลูกล้วนไม่เอาไหน ถูกพวกกิมก๊กบุกมาจับตัวเป็นเชลยทั้งคู่ แล้วถูกหยามศักดิ์ศรีจนตายอย่างไร้เกียรติ

เรื่องสมัยซ่งคล้ายๆ กับสมัยอยุธยาที่พระเจ้าเอกทัศน์รบพม่าไม่ไหว สละราชย์ให้พระเจ้าอุทุมพรให้มาช่วยรักษาเมืองที เลยทรงตั้งพระเชษฐาไว้ที่ฐานะ "พระเจ้าหลวง" ต่อมาพม่าถอยไปแล้วพระเจ้าหลวงทรงอยากจะกลับมาบริหารราชกิจอีก แสดงอาการถึงกับจะเอาชีวิต พระเจ้าอุทุมพรจึงต้องลี้ไปเป็น
"องค์บรมมหาธรรมราชา" แบบญี่ปุ่น ห่มจีวรเข้าวัดกันไปเลย


เจดีย์ที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระเจ้าอุทุมพร ณ เมืองอมรปุระ ที่มาของภาพ

สุดท้ายอยุธยาก็เสียเมืองอย่างที่ทราบ

ครั้งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริจะสละราชสมบัติให้เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ โดยจะทรงดำรงฐานะ "พระเจ้าหลวง" แต่ทรงสวรรคตเสียก่อน เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์จึงทรงครองราชย์ต่อมาเป็นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งในปลายรัชกาล 5 ก็ทรงมีพระราชดำริเรื่องสละราชย์และตำแหน่งพระเจ้าหลวงอีก แต่ทรงค้างเรื่องไว้จนสวรรคต

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้อ่านเอกสารฉบับหนึ่งที่เผยแพร่ทางออนไลน์ โดยสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เอกสารดังกล่าวเขียนขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรียกว่า "ศักดินาทรงใหม่" มีคำอธิบายว่า "แบบศักดินา สมัยพระเจ้าหลวงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว"
ซึ่งหมายความว่าเป็นการกำหนดศักดินาแบบใหม่ โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงมีพระราชดำริที่จะสละราชสมบัติ แล้วดำรงพระอิสริยยศเป็น "พระเจ้าหลวง" ดังนั้นจงทรงออกแบบยศและบรรดาศักดิ์ขึ้นมาใหม่ เพื่อรองรับตำแหน่งของพระองค์

เอกสารฉบับนี้อยู่ในรูปของสมุดไทยดำ เนื้อหาของสมุดมีดังนี้ (สะกดตามอักษรวิธีเดิมในต้นฉบับ)

ชื่อเรื่องคือ "แบบศักดินาพระเจ้าหลวง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" บทนำอธิบายต้นเหตุของการจัดระบบศักดินาใหม่ว่า

"ศักดินาพระราชวงษานุวงษ์ตามอย่างเก่าหารู้ถ้วนถี่ไม่ ดูแต่เป็นธรรมเนียมเจ้าแขงนายแรงชาวป่ามาปราบดาภิเศกไป ไม่ได้ว่าในราชตระกูลเช่นมีเช่นเห็นในบ้านเมืองนี้ แลเมืองอื่นต่าง ๆ ซึ่งเป็น
เยี่ยงอย่างพระราชวงษานุวงษ์ ซึ่งดำรงแผ่นดินสืบ ๆ มา โดยการสงบเรียบร้อย ไม่เป็นฆ่าศึกศัตรูแก่กันนั้นเลย เพราะฉนั้น ให้มีพระราชบัญญัติจัดเสียใหม่ ให้สมควรรอบคอบตั้งแต่ราชบรรพบุรุศลงมา"


เนื้อหาของสมุดไทยเรื่อง "ศักดินาทรงใหม่"  ที่มาของภาพ 

จากนั้นจึงพรรณนาเนื้อหาว่าด้วยการตั้งพระเจ้าหลวงดังนี้ว่า

"พระเจ้าหลวงคือสมเดจพระบรมชนกนารถ ของพระเจ้าแผ่นดินในประจุบันในเวลานั้น ๆ ถ้าทรงพระชนม์อยู่ก็จะเปนสองอย่าง อย่างหนึ่งคือเปนพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ก่อน ทรงพระชนมายุเจริญมาก
ฤๅทรงพระประชวรพิกลพระกายอย่างใด ๆ ว่าราชการแผ่นดินไม่ได้ พระเจ้าแผ่นดินเก่าเป็นพระโอรสของ
พระราชวงษานุวงษ์ มีผู้เลือกตั้งขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินใหญ่ แต่พระเจ้าหลวงคือพระชนกยังทรงพระชนม์อยู่ แต่เพราะมีพระชนมายุเจริญมากแล้ว จะว่าราชการแผ่นดินไม่ได้ จึงไม่มีผู้เลือกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินใหญ่ ถ้าเป็นดังนี้ ถ้าพระเจ้าหลวงพระองค์นั้น เป็นกรมพระราชวังอยู่แต่เดิมทรงศักดินา ๑๐๐๐๐๐ ตามกฎหมาย ก็ให้เพิ่มศักดินาถวายอีกสองเท่าเปน ๓๐๐๐๐๐ เพราะเปนสมเดจพระเจ้าหลวง ต้องออกนอกราชสมบัติ พระเจ้าหลวงอย่างนี้คงรทรงศักดินา ๕๐๐๐๐๐ พระราชอิศริยยศลางสิ่งที่ควรลดก็ลดเสีย ที่ควรคงไว้ก็คงไว้ ต้องรำพึงโดยวิถารแล้วจึ่งบัญญัติในกฎหมายฉบับอื่นเถิด ฤๅเมื่อใดการเช่นนี้มีแผ่นดินเก่ากับแผ่นดินใหม่ จะต้องปฤกษาปรองดองให้ตกลงกัน"

หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกำหนดศักดินาพระบรมราชวงศ์ในลำดับต่างๆ กันไป ซึ่งเกี่ยวข้องกับพระเจ้าหลวง โดยมีการจัดลำดับและศักดินาให้เหมาะสมอย่างละเอียดว่า
พระองค์นี้ๆ ควรมีศักดินาและตำแหน่งใดบ้าง เมื่อมีการตั้งสมเด็จพระเจ้าหลวง เช่น

"สมเดจพระบรมวงษเธอ ชาย/หญิง ซึ่งจะว่าเป็นคำไพร่ (ต้นฉบับอ่านไชัด) พระเจ้า ลุง/ป้า/อาว ซึ่งร่วม
พระชนกชนนีกับสมเดจพระเจ้าหลวงนั้น ถ้าแต่ก่อนที่เปนชายได้เปนกรมพระราชวังแต่เมื่อแผ่นดินประจุบันนั้นไม่เปนโทษ คงเป็นกรมพระราชวังอยู่ก็ดี ออกนอกราชการก็ดี ให้คงบทรงศักดินา ๑๐๐๐๐๐ หนึ่งตามยศเดิม" เป็นต้น


เนื้อหาของสมุดไทยเรื่อง "ศักดินาทรงใหม่" ที่มาของภาพ

รวมถึงธรรมเนียมการจัดการพระบรมอัฐิของพระเจ้าหลวง มีใจความว่า

"พระโกฏพระบรมสพแลพระบรมอัฐิ ของพระเจ้าหลวงที่ได้เคยราชาภิเศกเปนเจ้าแผ่นดินใหญ่ ได้รับ
เสวตรฉัตรเก้าชั้นแล้ว ให้ถวายเสวตรฉัตรเก้าชั้น เหมือนยังอยู่ในราชสมบัติไม่ยักย้าย พระโกฏพระบรมสพแลพระบรมอัฐิ แลพระสพพระอัฐิ ของพระเจ้าหลวงที่เมื่อทรงพระชนม์อยู่ ไม่ได้บรมราชาภิเศกรับ
พระมหาเสวตรฉัตรเก้าชั้น จงถวายได้แต่เสวตรฉัตรเจดชั้น เก้าชั้นไม่ได้"

โดยรวมแล้ว "ศักดินาทรงใหม่" มีการกำหนดฐานันดรแบบใหม่ที่ละเอียดลออมาก สำหรับกรณีที่มีการตั้งสมเด็จพระเจ้าหลวง ซึ่งเป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แต่ระเบียบใหม่นี้ไม่ได้นำมาใช้ เพราะทรงสวรรคตเสียก่อน

หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (ซึ่งเกือบจะได้เป็นรัชสมัยที่มีพระเจ้าหลวง) ได้ทรงยกเลิกระบอบศักดินา ทำให้ระเบียบที่พระราชบิดาทรงตราขึ้นไม่อาจนำมาใช้ได้อีกตลอดกาล