Oriental World

หลู่ซวิ่น: มรสุมชีวิตเมื่อคิดตัดหางเปีย

ในขณะที่ราชวงศ์ชิงกำลังเสื่อมอำนาจ ชาติจีนต้องเผชิญความอัปยศนับไม่ถ้วนครั้ง ชาวจีนเริ่มตั้งคำถามกับชาวแมนจูผู้ยึดครอง เสียงเรียกร้องให้โค่นชิงขับไล่แมนจู เริ่มหนาหูไปทั้งแผ่นดิน


ร้านริมทางรับจ้างโกนผมและแต่งเปีย ที่มาของภาพ

ตอนนั้นเอง ใน ค.ศ. 1903 ที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น นักศึกษาหนุ่มชาวจีนวัย 23 ปี ตัดสินใจตัดผมเปียที่ไว้มาทั้งชีวิตทิ้ง!!!

เขาผู้นี้ ต่อมาจะกลายเป็นประพันธกรนามอุโฆษ...หลู่ซวิ่น 鲁迅

หลู่ซวิ่น เดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 1902 ในปีต่อมา ค.ศ. 1903 หลู่ซวิ่นตัดสินใจตัดผมเปียของตนเอง

ในเวลานั้น ญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคทันสมัย ทำให้มีนักศึกษาชาวจีนข้ามน้ำข้ามทะเลมาเรียนต่อเป็นจำนวนมาก
มีนักศึกษาจีนที่หัวก้าวหน้ามากมาย พวกเขารู้สึกว่าเป็นเพราะพวกแมนจูราชสำนักทำให้ชนชาติจีนที่เคยยิ่งใหญ่ต้องตกต่ำ และ “ผมเปีย” ที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของการสยบยอมต่ออำนาจราชวงศ์ชิงก็ยังทำให้พวกเขาอับอาย เวลาอยู่ที่ญี่ปุ่น เขาเหล่านี้มักตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนเพราะผมเปียยาวที่ถูกล้อว่าเป็น
“หางหมู” ประกอบกับผมด้านหน้าที่โกนจนโล้นเตียนโล่ง ทำให้ถูกเรียกแบบเยาะเย้ยว่าเป็น “ครึ่งหลวงจีน” ทำให้มีนักศึกษาชาวจีนหลายต่อหลายคนตัดสินใจตัดผมเปียทิ้ง ประกาศความเป็นไท ไม่ขึ้นกับราชวงศ์ชิงอีกต่อไป


ภาพถ่ายหลู่ซวิ่นที่โตเกียว ค.ศ. 1903 เมื่อตัดผมเปียทิ้งแล้ว ที่มาของภาพ

หลู่ซวิ่นก็เป็นหนึ่งในนั้น
ในเวลาเดียวกัน ทั้งในและนอกประเทศจีน กระแสการต่อต้านผมเปียเริ่มคุกรุ่นขึ้นบ้างแล้ว หลายคนก็มองมาที่ญี่ปุ่นว่า ก่อนญี่ปุ่นจะเข้าสู่ยุคทันสมัยได้สำเร็จ ญี่ปุ่นก็เปลี่ยนทรงผม เปลี่ยนเครื่องกายให้เป็นแบบตะวันตก ในช่วงทศวรรษ 1860 ซามูไรหนุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลโชกุนโทกุงะวะก็เปลี่ยนมาไว้ผมยาว
แบบตะวันตก อีกสิบปีต่อมาจักรพรรดิเมจิก็ไว้พระมัสสุและฉลองพระองค์แบบฝรั่ง จีนก็ควรเดินตามแนวทางนี้

การตัดผมเปีย จึงถือเป็นการสนับสนุนการเข้าสู่ความทันสมัย และเป็นการแสดงความกระด้างกระเดื่องต่ออำนาจรัฐวิธีหนึ่ง แต่บางคนก็ใช้การตัดผมเปียเป็นคำขู่เพื่อแลกอามิส ลูกชายของ ตวนฟาง 端方
ผู้ว่าการสองมณฑล (เจียงหนานเจียงซี) มาเรียนต่อที่ญี่ปุ่น เขาใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายจนหมดเนื้อหมดตัว
จนตวนฟางผู้เป็นพ่อปฏิเสธจะไม่ส่งเงินไปให้อีก ลูกชายเขายื่นคำขาด “ถ้าไม่ให้เงิน ก็จะตัดเปียทิ้ง”
ทำให้ตวนฟางรีบส่งเงินมาให้ทันทีหนึ่งพันตำลึง!!!

แค่ตัดผม เดี๋ยวก็ยาวขึ้นมาใหม่ จะยากอันใดเล่า คนรุ่นเราอาจคิดแบบนี้ แต่กับธรรมเนียมการไว้ผมเปียที่มีมายาวนานถึง 200 กว่าปี การตัดมันทิ้ง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มิหนำซ้ำยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสังคมอีกด้วย

มีบันทึกของ เจี่ยงเมิ่งหลิน 蒋梦麟 ปัญญาชนนักการศึกษา ซึ่งตัดผมเปียทิ้งที่เซี่ยงไฮ้ในปี 1908
เขาเขียนเล่าไว้ว่า

“พอเจอร้านตัดผมก็เข้าไปให้ตัดผมเปีย ทันทีที่ช่างตัดผมจับเปียขึ้นมา แล้วจรดกรรไกรลงไป ข้ารู้สึกราวกับอยู่บนลานประหาร เหงื่อแตกพลั่กขนลุกซู่ สิ้นเสียงฉับๆ สองครั้ง พอเปียขาด
ก็เหมือนหัวข้าขาดตามไปด้วย”


ภาพเด็กชายชาวฮั่นหั่นเปียทิ้ง ที่มาของภาพ 

นักเรียนนอกที่ตัดผมเปียทิ้งหลายคน เมื่อกลับมาถึงเมืองจีนก็ต้องใส่ผมติดหางเปียปลอม เพราะพวกเขายังต้องอาศัยสอบเข้าทำงานกับราชสำนัก และบางทีก็อาจเป็นภัยถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ

หลู่ซวิ่นเอง ในปี 1906 เขากลับเมืองจีนมาช่วงหนึ่ง เพราะแม่ของเขาอ้างว่าป่วยหนัก แต่แท้จริงแล้วให้เขากลับมาแต่งงานกับเจ้าสาวที่ผู้ใหญ่คลุมถุงชนไว้ให้ ตอนนั้น เขาก็ต้องใส่ผมเปียปลอมเข้าพิธีแต่งงาน

เดือนสิงหาคม ค.ศ. 1909 หลู่ซวิ่นจากญี่ปุ่นกลับจีนในที่สุด เวลานั้น ราชวงศ์ชิงยังไม่เสื่อมสลาย ปูยี
ยุวกษัตริย์ยังนั่งบัลลังก์มังกร (ปูยีเองต่อมาก็จะตัดผมเปียของเขาทิ้งในปี 1922) ตัวหลู่ซวิ่นพอมาถึงท่าเรือที่เซี่ยงไฮ้ เพื่อความปลอดภัยและไม่ตกเป็นเป้าสายตาของทางการ เขาใช้เงินถึงสี่ตำลึงซื้อผมเปียปลอมมาใส่ หลู่ซวิ่นใส่ผมเปียปลอมอยู่หลายเดือน ตลอดเวลานั้นเขารู้สึกเหมือนไม่เป็นตัวของตัวเอง หลู่ซวิ่นบันทึกความรู้สึกเอาไว้ว่า

“ถ้าเดินๆ อยู่กลางทาง หางเปียร่วง หรือมีใครดึงมันหลุดจากหัว มิสู้ไม่มีเปียเสียเลยดีกว่ากระมัง”

คิดได้ดังนั้น หลู่ซวิ่นก็ตัดสินใจไม่ใส่เปียปลอม ถอดหมวกเดินถนนทั้งๆ ที่ผมไม่มีเปียแบบนั้นนั่นเอง

แล้วสิ่งที่เขาต้องเผชิญคือ สายตาของผู้คนที่มองเขาแปลกไป คนรู้จักกลายเป็นห่างเหิน ที่ดีหน่อยก็เพียงแค่อ้าปากค้าง ทำตาปะหลับปะเหลือก แต่มีบ้างถึงขั้นเรียกเขาว่าเป็น “ผีบ้า” “ผีฝรั่ง” บ้างแอบนินทาว่าเขาเป็นพวก “ทรยศขายชาติ ไม่รักชาติ”


วิกและหางเปียปลอมปลายราชวงศ์ชิง(อยู่ในราวปี1875 -1900) ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ประยุกต์ศิลป์และวิทยาศาสตร์ ออสเตรเลีย ที่มาของภาพ 

ที่หนักหนาสาหัสไปกว่านั้น มีคนเอาไปลือกันว่า...

“หลู่ซวิ่นไปลักลอบมีอะไรกับหญิงที่มีสามีแล้ว เมื่อถูกสามีของฝ่ายหญิงจับได้ จึงถูกตัดผมเปียประจาน”

พอเป็นเรื่องชู้สาว ก็ยิ่งพูดกันหนาหูสนุกปาก หลู่ซวิ่นก็ยิ่งถูกกระแสสังคมโจมตีอย่างหนัก

จะเห็นได้ว่า แค่ ตัดผมเปีย หลู่ซวิ่นก็ต้องเจอกับเรื่องราวอันหนักหนาสาหัสพอดู

ครั้นถึงตอนปฏิวัติซินไฮ่ ค.ศ. 1911 ราชวงศ์ชิงถูกโค่นล้ม ลมเปลี่ยนทิศ พวกวิญญูชนจอมปลอมที่เคยดูหมิ่นถิ่นแคลนหลู่ซวิ่นเรื่องผมเปีย มาคราวนี้พวกเขาก็พากันตัดเปียทิ้ง

กระนั้นในขณะที่สถานการณ์ยังไม่นิ่ง มีหลายต่อหลายคนแค่ม้วนผมเปียขึ้นไปไว้กลางกระหม่อมซ่อนไว้ใต้หมวก รอลุ้นว่าหาก ราชสำนักราชวงศ์ชิงสามารถชิงอำนาจคืนกลับมาได้ ก็จะพากันเผยผมเปีย
แสดงสวามิภักดิ์เอาตัวรอด

คืนวัน ณ ช่วงเวลานั้น คงทั้งเจ็บปวดและขันขื่น หวานอมขมกลืนสำหรับหลู่ซวิ่น นักเขียนผู้มีหัวใจปฏิวัติ เขาจึงเขียนไว้ว่า

夜正长,路也正长

“ราตรียังยาวนาน หนทางยังยาวไกล”

อนาคตชาติอาจดูมืดมิดไม่รู้วันสว่าง แต่ผู้ที่ทำทางสู่วันข้างหน้าก็ยังต้องดุ่มเดินไป

แล้วประวัติศาสตร์ก็บอกเราเองว่า หลู่ซวิ่นตัดสินใจถูกหรือผิดที่ตัดผมเปีย.