World Clvilization

เปิดสูตรน้ำหอมสมัยอียิปต์โบราณ

ครั้งก่อนได้กล่าวถึงเรื่องของเครื่องสำอางและแฟชั่นในยุคสมัยของชาวไอยคุปต์กันไปแล้ว คราวนี้เรามาปิดท้ายด้วย “น้ำหอม” ของชาวไอยคุปต์กันบ้างดีกว่าว่าจะหอมเทียบชั้นน้ำหอมคุณภาพดีจากประเทศฝรั่งเศสในปัจจุบันได้มากน้อยแค่ไหนกัน


เนเฟอร์ตุม คือเทพเจ้าแห่งน้ำหอมของชาวไอยคุปต์ ลักษณะเด่นของพระองค์คือ ดอกบัวบนศีรษะ ที่มาของภาพ

เมื่อพูดถึงคำว่า “น้ำหอม” แล้วนั้น เชื่อว่าเราอาจจะนึกไปถึงน้ำหอมแบบน้ำสีใสบรรจุใส่ขวดสีสันสวยงาม ซึ่งนอกจากประเทศฝรั่งเศสแล้ว ในปัจจุบันประเทศอียิปต์เองก็มีการผลิตน้ำหอมกลิ่นต่างๆ ออกมามากมาย และถ้าใครที่เคยไปเยือนประเทศอียิปต์กับทัวร์ก็น่าจะต้องถูกพาเข้าไปในร้านน้ำหอมกับเขาบ้าง เมื่อหย่อนตัวลงนั่งก็จะมีพนักงานของร้านนำกระดาษที่มีรายชื่อน้ำหอมหลากหลายชนิดออกมา พร้อมทั้งนำเอาตัวอย่างน้ำหอมมาแตะที่ปลายนิ้วของเราเพื่อให้พิสูจน์ถึงความหอมแบบอียิปต์ ซึ่งถ้าใครที่ไม่ได้ชื่นชอบกับกลิ่นน้ำหอมมากนักก็อาจจะต้องดมกันจนมึนเลยล่ะ แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องเข้าใจก่อนว่าน้ำหอมที่เรากำลังจะมาคุยกันในครั้งนี้เป็นของชาวอียิปต์โบราณแท้ๆ ซึ่งน้ำหอมในยุคแรกเริ่มนั้นไม่ได้อยู่ในสภาพของเหลว
สีใสที่บรรจุอยู่ในขวดเสมอไป ทว่าจะอยู่ในรูปของ “เครื่องหอม” หรือ “ยางไม้หอม” ต่างๆ เสียมากกว่า
ซึ่งชาวไอยคุปต์ก็มีการใช้เครื่องหอมประเภทนี้บูชาเทพเจ้ากันอย่างแพร่หลายเลยล่ะ


เชื่อกันว่า นี่คือหลักฐานของหนึ่งในต้นไม้ดึกดำบรรพ์ที่ฟาโรห์หญิงฮัตเชปซุตนำเข้ามาจากอาณาจักรปุนท์เพื่อปลูกเอาไว้
ด้านหน้าวิหารประกอบพิธีศพของนาง ที่มาของภาพ


ก่อนที่จะไปถึงสูตรลับของน้ำหอม คงต้องเกริ่นถึงเทพเจ้าแห่งน้ำหอมของชาวไอยคุปต์เสียหน่อย ชาวอียิปต์โบราณเมื่อหลายพันปีก่อนเคารพบูชาเทพเจ้าที่มีพระนามว่า “เนเฟอร์ตุม” (Nefertum) ในฐานะเทพเจ้าแห่งน้ำหอม ถ้าว่ากันตามตำนานแล้ว เนเฟอร์ตุมเป็นโอรสของเทพเจ้าแห่งงานช่างที่มีชื่อว่าพทาห์ (Ptah) กับเทพีสิงโตที่มีชื่อว่าเซคเมต (Sekhmet) ส่วนเนเฟอร์ตุมปรากฏพระองค์ในรูปลักษณ์ของบุรุษที่ประดับดอกบัวเอาไว้บนศีรษะ ด้วยว่าดอกบัวก็มีกลิ่นหอมและชาวไอยคุปต์ก็นิยมที่จะดอมดมดอกบัวซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องหอมยอดนิยมด้วยเช่นกัน


ชาวอียิปต์โบราณนิยมดอมดมดอกบัวที่มีกลิ่นหอมเพื่อเพิ่มบรรยากาศในงานเฉลิมฉลอง ที่มาของภาพ

แต่เครื่องหอมของชาวอียิปต์โบราณก็ไม่ได้มีเพียงแค่ดอกบัวเท่านั้น เพราะเครื่องหอมซึ่งเป็นที่นิยมมาตั้งแต่เมื่อราว 5,000 ปีก่อนก็คือสิ่งที่เรียกว่า “กำยาน” (Incense) นั่นเอง กำยานของชาวไอยคุปต์ผลิตขึ้นมาจากวัตถุดิบที่หลากหลายและบางชิ้นต้องนำเข้ามาจากดินแดนอันห่างไกลเลยทีเดียว ดังนั้นถ้าเทียบในด้านของน้ำหนักแล้ว ในบางครั้งกำยานและเครื่องหอมคุณภาพดีของชาวไอยคุปต์จึงมี “มูลค่า” สูงมากและอาจจะสูงกว่าโลหะทองคำที่มีน้ำหนักเท่ากันเสียด้วยซ้ำ! ด้วยความแพงนี้เองทำให้ชาวไอยคุปต์ในยุคแรกเริ่มใช้กำยานในพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์เช่นการบูชาเทพเจ้าหรือใช้ในราชสำนักขององค์ฟาโรห์เท่านั้น ส่วนผสมหลักๆ ของกำยานในอียิปต์โบราณที่นักอียิปต์วิทยาพอจะค้นพบหลักฐานนั้นประกอบไปด้วยยางสน
กลิ่นหอมและมดยอบนำมาบดรวมกันแล้วนำไปเผาบนถ่านหิน หรือบ้างก็นำเอาลูกเกดหรือผลอินทผลัมมาผสมด้วยแล้วปั้นให้เป็นก้อนกลมๆ ก่อนที่จะนำไปใช้งานด้วยการ “จุดไฟเผา” ให้ควันกลิ่นหอมฟุ้งกระจายออกมา ซึ่งจะว่าไปแล้วเครื่องหอมของชาวไอยคุปต์ในลักษณะของกำยานนี้ก็คงจะคล้ายคลึงกับ “ธูป”
ที่พุทธศาสนิกชนใช้ไหว้พระกันในปัจจุบันนั่นเอง

ภาพบนผนังของชาวไอยคุปต์แสดงให้เห็นว่าฟาโรห์นิยมจุดกำยานถวายเทพเจ้าโดยใช้อุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็นแท่งยาวๆ สลักเป็นรูปมือที่ปลายด้านหนึ่งซึ่งใช้สำหรับวางกำยาน ฟาโรห์มักจะอยู่ในท่าทางของการยื่นอุปกรณ์ชนิดนี้ที่จุดไฟกำยานให้ควันพวยพุ่งเรียบร้อย แล้วถวายแด่เทพเจ้า เพื่อเป็นการทำให้เทพเจ้าพอพระทัย นอกจากนั้นยังเชื่อว่าจะเป็นการขับไล่สิ่งชั่วร้ายและสิ่งไม่ดีออกไปจากอาณาจักรอีกด้วย


ฟาโรห์เซติที่ 1 จุดเครื่องหอมถวายรูปสลักของเทพเจ้าอมุน-รา ที่ประดิษฐานอยู่ในเรือ ที่มาของภาพ

ด้วยว่าฟาโรห์มีเพียงพระองค์เดียว จึงไม่สามารถจุดกำยานถวายแด่เทพเจ้าในวิหารทั่วทั้งแผ่นดินอียิปต์ได้ หน้าที่นี้จึงตกเป็นของนักบวชในแต่ละวิหาร นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกนามว่าพลูทาร์ค (Plutarch) ซึ่งได้เดินทางเข้าไปในอียิปต์ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1 (ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่อียิปต์โบราณล่มสลายและถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมันเรียบร้อยแล้ว) ได้บันทึกเอาไว้ว่านักบวชชาวไอยคุปต์จะบูชาเทพเจ้าโดยทำการเผากำยานในตอนเช้า เผามดยอบในตอนเที่ยงและเผาเครื่องหอมที่เรียกว่า Kyphi ในตอนเย็น รูปแบบการจุดเครื่องหอมสามเวลาในวิหารของชาวไอยคุปต์เช่นนี้ก็ถือได้ว่าเป็นกิจวัตรประจำวิหารของนักบวชแห่งอียิปต์โบราณเลยก็ว่าได้

นอกจากการบูชาเทพเจ้าแล้ว เครื่องหอมกับน้ำหอมก็ไม่แตกต่างจากเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในชีวิตหลังความตายของชาวไอยคุปต์ด้วย ย้อนกลับไปถึงสมัยราชวงศ์ที่ 3 เมื่อราว 2,700 ปีก่อนคริสตกาล นักอียิปต์วิทยาพบว่าชาวไอยคุปต์ได้นำเอาเครื่องหอมเข้ามาใช้ในกระบวนการทำมัมมี่พระศพเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตหลังความตายด้วย นอกจากนั้นในคัมภีร์ยุคราชอาณาจักรเก่าที่เรียกว่า “จารึกพีระมิด” (Pyramid Texts) ก็ยังได้ระบุเอาไว้ด้วยว่า นักบวชที่เข้าไปประกอบพิธีกรรมประจำวันเพื่อถวายแด่ฟาโรห์ผู้ล่วงลับนั้นจะต้องทำการเผากำยานพร้อมกับการสวดมนต์ด้วยเช่นกัน

อุปกรณ์เผากำยานของชาวไอยคุปต์ที่นักอียิปต์วิทยาค้นพบมีอายุราว2,500ปี มาแล้ว ที่มาของภาพ

แต่เครื่องหอมของชาวไอยคุปต์ก็ไม่ได้มีเพียงแค่กำยานที่มีลักษณะเป็นก้อนๆ ที่ใช้เผาเท่านั้นหรอกนะ เพราะหลังจากในสมัยราชอาณาจักรเก่าเป็นต้นมา ชาวอียิปต์โบราณก็ปรับปรุงพัฒนาชนิดของเครื่องหอมจนได้ออกมาในรูปแบบของครีมและขี้ผึ้ง รวมทั้งมีน้ำมันหอมต่างๆ ที่ผลิตขึ้นมาโดยใช้ไขมันสัตว์หรือไม่ก็เป็นน้ำมันที่สกัดออกมาจากพืชนานาชนิดเช่นน้ำมันละหุ่ง น้ำมันมะกอก รวมทั้งยังมีการใช้น้ำมันจากเมล็ดอัลมอนด์มาเป็นส่วนผสมในการผลิตน้ำมันหอมของพวกเขาด้วย

ขวดบรรจุน้ำหอมของฟาโรห์หญิงฮัตเชปซุต มีพระนามของนางในคาร์ทูชวงรีปรากฏอยู่บนขวดด้วย ที่มาของภาพ

นอกจากวัตถุดิบที่ได้มาจากผืนแผ่นดินของอียิปต์เองแล้ว ส่วนผสมสำคัญของเครื่องหอมและน้ำหอมในอียิปต์โบราณยังมาจากต่างแดนด้วยเช่นกัน ฟาโรห์ที่ใส่ใจในรายละเอียดของเครื่องหอมจนถึงขั้นส่งคณะสำรวจออกไปนำเข้าเครื่องหอมคุณภาพดีมายังอียิปต์ก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากฟาโรห์หญิงฮัตเชปซุต (Hatshepsut) ซึ่งก็อาจจะไม่แปลกนักด้วยว่าพระองค์เป็นสตรี ดังนั้นเรื่องสวยๆ งามๆ และเรื่องของน้ำหอมจึงเป็นสิ่งที่พระองค์ให้ความสนใจเป็นพิเศษ นักอียิปต์วิทยาทราบจากผนังวิหารประกอบพิธีศพของฮัตเชปซุตที่เมืองเดียร์ เอล-บาฮารีย์ (Deir el-Bahari) ว่า นางส่งคณะสำรวจลงไปยังดินแดนที่ชื่อว่า “ปุนต์” (Punt) ซึ่งน่าจะตั้งอยู่บริเวณประเทศโซมาเลียปัจจุบัน เพื่อนำเข้าไม้หอมคุณภาพดีมายังอียิปต์ นอกจากนั้นนางยังได้นำเอาพันธุ์ไม้หอมเข้ามาปลูกเอาไว้ด้านหน้าวิหารแห่งนี้อีกด้วย จะเห็นได้ว่า
ชาวอียิปต์โบราณเขาก็ใส่ใจในเรื่องของเครื่องหอมและกำยานไม่แพ้ประเด็นของชีวิตหลังความตายเลยทีเดียว


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website: http://www.reshafim.org.il/ad/egypt/trades/perfume_
makers.htm

Website: http://www.touregypt.net/egypt-info/magazine-mag08012000-mag4.htm
Website: http://www.ancientegyptonline.co.uk/perfume.html
Website: https://www.sciencedaily.com/releases/2009/
03/090315155106.htm

Website: https://www.ancient.eu/article/1061/cosmetics-perfume--hygiene-in-ancient-egypt
Website: http://www.levity.com/alchemy/islam24.html