Armies Weapons and Warfare

“ลึกทมิฬดาวินชี”

มักมีคำปรามาสและเหยียดหยามให้หนึ่งในชาติพันธมิตรอักษะของเยอรมัน ว่าเป็นตัวถ่วงและไร้ซึ่งความสามารถ คำดูหมิ่นดูแคลนเหล่านี้หลายคนคงรู้ดีว่าหมายถึงประเทศอะไร พวกเขาดูหมิ่นดูแคลนมาโดยตลอดทั้งในแง่ของประสิทธิภาพกำลังรบ อาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งขวัญและกำลังใจ แต่ถึงแม้จะมีคำดูถูกเหยียดหยามเพียงใด ในประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ยังมีบันทึกถึงเรื่องราวความกล้าหาญและวีรกรรมอันน่ายกย่องของทหารอิตาเลียน


เรือเลโอนาร์โด ดา วินชี (RM Leonardo da Vinci) ที่มาของภาพ

กองทัพเรืออิตาเลียน หรือ เรเจีย มารีน่า (Regia Marina) เป็นหนึ่งในกองทัพเรือชั้นนำของยุโรปในยุคนั้น กำลังทางเรือของอิตาเลียนประกอบด้วยเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำ เรือประจัญบาน 10 ลำ เรือลาดตระเวน 33 ลำ เรือพิฆาตเรือฟริเกตและเรือช่วยรบแบบอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้กำลังทางทะเลของอิตาเลียนยังมีเรือดำน้ำจำนวน 71 ลำ ถือได้ว่าเป็นกองทัพเรือที่มีความเพียบพร้อมและมีพลานุภาพอีกชาติหนึ่งของโลก

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มต้นขึ้น กองทัพอิตาเลียนและกองทัพเยอรมันร่วมมือกันพิชิตข้าศึกทุกแนวรบทุกสมรภูมิ กองกำลังของทั้งสองชาติร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ ตั้งแต่สมรภูมิทะเลทรายในแอฟริกาเหนือ ที่ราบสูงบอลข่าน ยุทธเวหาเหนือน่านฟ้าอังกฤษ และท่ามกลางหิมะอันหนาวเหน็บในยุทธภูมิรัสเซีย การรบทางทะเลก็เช่นกัน เรือรบอิตาเลียนทุกแบบทุกประเภทเข้าร่วมในปฏิบัติการสำคัญต่างๆ รวมถึงเหล่าบรรดาเรือดำน้ำชั้นต่างๆ ที่มีอยู่ในกองทัพเรืออิตาเลียน ก็ร่วมอยู่ในฝูงหมาป่าออกล่ากองเรือสินค้า และรังควานการขนส่งยุทธปัจจัยไปสู่เกาะอังกฤษหนึ่งในชาติพันธมิตรที่ยืนหยัดสู้กับฝ่ายอักษะตั้งแต่เริ่มสงคราม

เรือดำน้ำอิตาเลียน เป็นหนึ่งในกำลังรบสำคัญในภารกิจตามล่าและทำลายเรือของข้าศึก และหนึ่งในเรือดำน้ำของกองทัพเรืออิตาเลียนที่ออกปฏิบัติการนั่นก็คือ เรือ เลโอนาร์โด ดา วินชี (RM Leonardo da Vinci)


เรือเลโอนาร์โด ดา วินชี ขณะออกปฏิบัติการ ที่มาของภาพ

เรือเลโอนาร์โด ดา วินชี (RM Leonardo da Vinci) เป็นเรือดำน้ำชั้นมาร์โคนี โดยเรือดำน้ำชั้นมาร์โคนี
มีความยาวตลอดลำตัวเรือ 76.5 เมตร ความกว้างสูงสุดของตัวเรือ 6.81 เมตร กินน้ำลึกของท้องเรือขณะอยู่บนผิวน้ำ 32 ฟุต ดำน้ำลึกได้ 90 เมตร เครื่องยนต์ดีเซลไฟฟ้า 2 เครื่องยนต์ ให้ความเร็วบนผิวน้ำ
17.8 น็อต ความเร็วใต้น้ำ 8.2 น็อต ลูกเรือ 57 นาย เรือดำน้ำในชั้นนี้กองทัพเรืออิตาเลียนเข้าประจำการทั้งหมด 6 ลำประกอบด้วย

เรือกูลเยลโม มาร์โกนี (RM Guglielmo Marconi)

เรือเลโอนาร์โด ดา วินชี (RM Leonardo da Vinci)

เรือมิเคเล เบียงคี (RM Michele Bianchi)

เรือลุยจิ โตเรลี (RM Luigi Torelli) เรือลำนี้ถูกกองทัพเยอรมันยึดในปี ค.ศ. 1943 เมื่อกองทัพอิตาเลียนขอถอนตัวออกจากการทำสงคราม โดยกองทัพเยอรมันเปลี่ยนชื่อเรือเป็นเรือ UIT-25 ก่อนที่จะมอบให้กองทัพเรือญี่ปุ่นในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1945 และเปลี่ยนเป็นชื่อเรือเป็น อิ-504 (I-504)

เรืออเลสซานโดร มาลาสปีน่า (RM Alessandro Malaspina)

เรือมาโจเร ฟราเชสโก บารัคกา (RM Maggiore Francesco Baracca)

เรือเลโอนาร์โด ดา วินชี ถูกสร้างขึ้นที่อู่ต่อเรือคานติเอริ ยูนิติ เดล อะเดรียติโค (Cantieri Riuniti dell'Adriatico) หรือเรียกสั้นๆ ว่า CRDA ในเมืองมองฟาลโคเน่ (Monfalcone) อยู่ไม่ไกลจากเมือง
ตริเอสเต (Trieste) ปล่อยเรือลงน้ำใน ปี ค.ศ. 1939 เรือลำนี้สามารถปฏิบัติการได้ทั้งในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและมหาสมุทรแอตแลนติก หลังจากที่อิตาเลียนเข้าสู่สงครามใน ปี ค.ศ. 1940 ซึ่งในช่วงเวลานั้นกองทัพเยอรมันสามารถพิชิตประเทศฝรั่งเศสและเข้ายึดครองเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรไรช์ที่ 3 เรือดาวินชีได้รับคำสั่งให้ย้ายไปประจำการที่ฐานทัพเรือเมืองบอร์โดซ์ (Bordeaux) ประเทศฝรั่งเศส นับว่าเป็นภารกิจแรกที่เรือดาวินชีได้รับ และถือได้ว่าเป็นภารกิจที่มีความอันตรายมากพอสมควร เพราะเส้นทางเดินเรือไปสู่เมืองบอร์โดซ์นั้น ต้องผ่านช่องแคบยิบรอลต้า (Straits of Gibraltar) อันเป็นจุดที่เชื่อมต่อกันระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและมหาสมุทรแอตแลนติก และยังเป็นจุดที่แคบที่สุดระหว่างทวีปยุโรปกับทวีปแอฟริกา รวมทั้งรอบๆ บริเวณนั้น ยังเต็มไปด้วยการลาดตระเวนทางทะเลของกองทัพเรืออังกฤษ
แต่กัปตันเรือ ผู้การเฟอดินาลโด คาลดา สามารถนำพาเรือดำน้ำเล็ดลอดกลางตรวจการณ์ของกองทัพเรืออังกฤษไปจนถึงที่หมายได้สำเร็จ โดยเรือดาวินชีแล่นมาถึงฐานทัพเรือที่เมืองบอร์โดซ์ประเทศฝรั่งเศส
ในวันที่ 31 เดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1940 นับเป็นความสำเร็จครั้งแรกของเรือดำน้ำอิตาเลียนลำนี้ที่กำลังจะเข้าร่วมในมหาสงครามครั้งสำคัญของมนุษยชาติ


กัปตันเจียนฟรังโก้ กาซซานา เพรียรอจเจีย ที่มาของภาพ

ลูกเรือดาวินชีได้รับการฝึกเพิ่มเติมและประจำการอยู่ในฐานทัพเรือแห่งนี้ ออกปฏิบัติการตามล่ากองเรือสินค้าและเรือลำเลียงยุทธปัจจัยที่ถูกส่งมาจากประเทศต่างๆ รวมทั้งชาติในเครือจักรภพอังกฤษ จนกระทั่งย่างเข้าสู่ปี ค.ศ. 1941 เรือดาวินชีออกปฏิบัติการเป็นครั้งที่ 4 บริเวณใกล้ๆ กับชายฝั่งของประเทศ
โมรอคโค ภายใต้การบังคับบัญชาของกัปตันคนใหม่ ผู้การลุยจิ ลองกาเนซี คาตตานี เรือลำนี้ก็พบกับเหยื่อลำแรก มันคือเรือบรรทุกน้ำมันออริส (Auris) ขนาด 8,000 ตัน กำลังแล่นเต็มฝีจักรมุ่งสู่ประเทศอังกฤษแต่หารู้ไม่ว่า ฉลามร้ายอิตาเลียนลำนี้ดักรอพวกเขาอยู่นานแล้ว ตอร์ปิโดที่ยิงมาจากเรือดาวินชีพุ่งชนเข้ากลางลำเรือ มันฉีกเรือออกเป็นสองส่วนและจมลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งคร่าชีวิตลูกเรือ 32 คน จากทั้งหมด 59 คน ผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ ตะเกียดตะกายหนีออกจากทะเลเพลิงที่ลุกไหม้จากน้ำมันที่บรรทุกมา พวกเขาต้องลอยคออยู่หลายวันกว่าที่เรือรบหลวงฟาร์นเดล (HMS Farndale) จะมาพบ นับเป็นชัยชนะในการจมเรือข้าศึกครั้งแรกของเรือดำน้ำอิตาเลียนลำนี้


ภาพวาดกัปตันและลูกเรือดาวินชี ขณะเฝ้ามองดูเรือข้าศึกที่กำลังจะจม ที่มาของภาพ

เรือดาวินชีออกปฏิบัติการเป็นครั้งที่ 6 ครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกที่เรือลำนี้สามารถจมเรือได้มากกว่า 1 ลำ ในการปฏิบัติการเพียงครั้งเดียว วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1942 เรือดาวินชีตรวจพบเรือสินค้าสัญชาติบราซิล
เรือคาเบเดลโล (Cabedello) ขนาด 3,000 ตัน แล่นเข้ามาสู่พื้นที่ปฏิบัติการ ในตอนนั้นนโยบายการทำสงครามเรือดำน้ำของฝ่ายอักษะ มุ่งเน้นทำลายเรือทุกลำ ทุกประเภท ไม่เว้นว่าจะเป็นชาติที่เป็นกลาง ที่แล่นเข้ามาในพื้นที่ปฏิบัติการจะถูกโจมตีทั้งหมด และถึงแม้ว่าประเทศบราซิลจะประกาศตัวเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใด พวกเขาก็มิวายต้องได้รับผลกระทบ เรือคาเบเดลโลถูกยิงอับปางพร้อมทั้งชีวิตลูกเรือทั้งหมด
54 ชีวิตไม่มีใครรอดชีวิต

เหยื่อลำที่ 2 ของการออกปฏิบัติการเป็นครั้งที่ 6 ของเรือดาวินชีคือ เรือเอเวราสมา (Everasma) สัญชาติแลตเวีย บริเวณ 950 ไมล์ทางตะวันออกของชายฝั่งเวเนซูเอลา ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1942 มีลูกเรือ 15 ชีวิตเท่านั้น ที่รอดมาจากการโจมตีด้วยตอร์ปิโดและปืนใหญ่บนดาดฟ้าเรือ กัปตันเรือเอเวราสมาพยายามจะแล่นเรือหลบหนี แต่พวกเขาก็มิอาจบังคับเรือหลบหลีกการโจมตีครั้งนี้ไปได้ กลายเป็นเหยื่อ
ลำที่ 3 ในผลงานการจมเรือของเรือดาวินชีลำนี้

กัปตันคาตตานี นำเรือดาวินชีออกปฏิบัติการครั้งที่ 7 และครั้งนี้พวกเขาจมเรือได้ถึง 4 ลำ ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นภายในช่วงเดือนมิถุนายนเดือนเดียว โดยเหยื่อลำแรกของปฏิบัติการครั้งที่ 7 นี้คือเรือเรเนอ มารี เอสตีวอร์ท (Reine Marie Stewart) สัญชาติปานามา เป็นเรือใบขนาด 1,000 ตัน ถูกยิงทั้งปืนใหญ่บนดาดฟ้าเรือและตอร์ปิโดจนอับปาง ในวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1942 บริเวณชายฝั่งตะวันตกของแอฟริกา เหยื่อลำที่สองของปฏิบัติการครั้งที่ 7 คือเรือชิลี (Chile) สัญชาติอังกฤษ เป็นเรือสินค้าขนาด 6,900 ตัน ถูกยิงด้วยตอร์ปิโดจนอับปางในวันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 1942 ลูกเรือ 39 จากทั้งหมด 44 คน รอดชีวิต เหยื่อลำที่สามคือเรือสัญชาติเนเธอร์แลนด์ เป็นเรือสินค้าขนาด 5,000 ตัน ชื่ออาลิโอธ (Alioth) ถูกยิงจมพร้อมด้วยชีวิตลูกเรือ 36 คนในวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1942 มีเพียง 8 คนเท่านั้นที่รอดชีวิต และเหยื่อลำที่สี่คือเรือแคลน แมคเคร์รี (Clan Macquarrie) เป็นเรือสินค้าขนาด 6,000 ตัน ถูกยิงด้วยตอร์ปิโดจนอับปางในวันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ. 1942 โดยที่มีลูกเรือเสียชีวิตเพียง 1 คนเท่านั้น


อาวุธต่อต้านเรือดำน้ำ “ระเบิดน้ำลึก” ขณะกำลังเตรียมพร้อมใช้งานบนดาดฟ้าเรือ ที่มาของภาพ

ปฏิบัติการครั้งที่ 8 เริ่มขึ้นในปลายปี ค.ศ. 1942 เป็นหน้าที่ของกัปตันเจียนฟรังโก้ กาซซานา เพรียรอจเจีย ช่วงเดือนพฤศจิกายน เรือดาวินชีออกล่าและทำลายเรือฝ่ายพันธมิตรในมหาสมุทรแอตแลนติกได้เป็นจำนวน 4 ลำ หนึ่งในนั้นมีเรือของอเมริการวมอยู่ด้วย โดยในวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1942 เรือดาวินชีสามารถจมเรือเอ็มไพร์ ซีล (Empire Zeal) เรือสินค้าขนาด 7,000 ตัน ถูกยิงด้วยตอร์ปิโดจนจม
ต่อมาวันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 1942 เป็นคราวของเรือสินค้าขนาด 6,000 ตัน สัญชาติกรีซ ชื่อเรือ
แอนเดรีย (Andreas) และในระหว่างวันที่ 10 ถึง 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1942 เรือดาวินชียังแผลงฤทธิ์จมเรือลำเลียงขนาด 7,000 ตัน ของสหรัฐอเมริกาที่ชื่อมาคัส วิทแมน (Marcus Whitman) และเรือสินค้าของเนเธอร์แลนด์ขนาด 5,000 ตัน ที่ชื่อ เฟียฮาเฟ่น (Veerhaven)

ย่างเข้าสู่ปี ค.ศ. 1943 สงครามทวีความรุนแรงมากขึ้นและขยายแนวรบออกไปทั่วโลก โดยเฉพาะในมหาสมุทรต่างๆ และท้องทะเลกลายเป็นสมรภูมิเดือดแทบทุกน่านน้ำ เรือดำน้ำเลโอนาร์โด ดา วินชี ยังคงทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาอย่างแข็งขัน พวกเขาและมิตรร่วมรบเยอรมัน รวมกันเป็นฝูงหมาป่าที่ออกล่าเหยื่อในทะเลตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของสงคราม แต่เมื่อกองทัพเรืออเมริกาเข้าร่วมสงครามอย่างเต็มตัว พวกเขาระดมทั้งกองทัพเรือและหน่วยยามฝั่ง ออกปฏิบัติการค้นหาและตามล่าเรือดำน้ำฝ่ายอักษะเช่นกัน เรือพิฆาตทั้งของอเมริกันและอังกฤษ ออกล่าเรือดำน้ำและคุ้มกันเรือสินค้าเรือลำเลียงต่างๆ รวมถึงการบิน
ลาดตระเวนค้นหาเรือดำน้ำ นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ฝ่ายพันธมิตรยังพัฒนาระบบโซนาร์ในการค้นหา
เรือดำน้ำและรวมถึงอาวุธที่ใช้ทำลายเรือดำน้ำอีกด้วย

ในการปฏิบัติการครั้งที่ 9 ของเรือดาวินชี ฉลามร้ายอิตาเลียนลำนี้ สามารถจมเรือได้ถึง 6 ลำ นับเป็นจำนวนที่มากที่สุดในแต่ละครั้งที่พวกเขาออกปฏิบัติการ โดยเรือลำแรกที่ถูกเรือดาวินชียิงจมคือเรือลำเลียงพลของกองทัพแดนนาดาขนาด 21,000 ตัน ชื่ออาร์เอ็มเอส เอ็มเพรส อ็อฟ แคนนาดา (RMS Empress of Canada) ในวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 1943 เรือลำนี้กำลังบรรทุกเชลยศึกอิตาเลียน ทหารโปแลนด์และ
ผู้ลี้ภัยชาวกรีกมุ่งหน้าข้ามมหาสมุทรไปสู่ท่าเรือในแอฟริกาใต้ มีผู้เสียชีวิต 392 คน ส่วนใหญ่เป็นเชลยศึกอิตาเลียนที่หนีออกจากเรือไม่ทัน จากจำนวนทั้งสิ้น 1,800 คนบนเรือ เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ที่การจมเรือครั้งนี้กลับทำให้เพื่อร่วมชาติของพวกเขาต้องมารับเคราะห์ไปด้วย


วาระสุดท้ายของเรือดำน้ำลำหนึ่งหลังจากถูกโจมตีและกำลังจะจม ขณะที่ลูกเรือกำลังสละเรือ ที่มาของภาพ

เรือลำที่สองคือเรือลัลเวิร์ธ ฮิล (Lulworth Hill) ในวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 1943 เรือสินค้าพลังงานไอน้ำขนาด 7,000 ตัน ของอังกฤษ ตอร์ปิโดจมเรือลำนี้และชีวิตลูกเรือเกือบทั้งหมด มีเพียง 14 คนเท่านั้นที่รอดมาได้ หลังจากนั้นเรือดาวินชีมุ่งลงใต้สู่แหลมกู๊ดโฮปในแอฟริกาใต้ และแล่นเข้าสู่มหาสมุทรอินเดีย ซึ่งที่นี่เองพวกเขาก็มาพบกับเรือลำที่สามที่กลายมาเป็นเหยื่อในปฏิบัติการครั้งนี้ คือเรือเซมบิลาน (Sembilan) สัญชาติเนเธอร์แลนด์ ขนาด 6,000 ตัน ตอร์ปิโดส่งเรือเซมบิลานจมลงสู่ก้นพื้นมหาสมุทรตรงบริเวณใกล้กับเกาะมอริเชียส 17 เมษายน ค.ศ. 1943 ไม่มีผู้ใดรอดชีวิต เรือลำที่สี่คือเรือสินค้าขนาด 8,000 ตัน ชื่อมานาร์ (Manar) ถูกตอร์ปิโดยิงจมใกล้กับเกาะมอริเชียสเช่นเดียวกันในวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1943 เรือดาวินชียังคงโจมตีเรือชาติพันธมิตรในมหาสมุทรอินเดียต่อไปและในระหว่างวันที่ 21-25 เมษายน ค.ศ. 1943 ก็มีเรือลำเลียงของกองทัพเรือสหรัฐ 1 ลำ ขนาด 7,000 ตัน และเรือบรรทุกน้ำมันของอังกฤษอีก 1 ลำ ขนาด 8,000 ตัน นี่เป็นชัยชนะอย่างงดงามและความภูมิใจของกองทัพเรืออิตาเลียน

แต่แล้ววาระสุดท้ายของเรือเลโอนาร์โด ดา วินชี ก็มาถึง ภายหลังจากปฏิบัติการในมหาสมุทรอินเดียครั้งนี้สำเร็จลงด้วยดี พวกเขาเบนเข็มมุ่งหน้ากลับฐานทัพเรือที่เมืองบอร์โดซ์ ประเทศฝรั่งเศส แต่ในระหว่างทางกลับบ้านนั้นเอง เรือรบหลวงแอคทีฟ (HMS Active) และเรือรบหลวงเนส (HMS Ness) ซึ่งเรือทั้งสองกำลังทำหน้าที่คุ้มกันขบวนเรือสินค้า ตรวจพบสัญญาณของเรือดำน้ำจากโซนาร์ค้นหา โชคที่เคยเข้าข้างเรือเลโอนาร์โด ดา วินชี มาโดยตลอด หมดลงแล้วในครั้งนี้ ระเบิดน้ำลึกถูกทิ้งลงสู่ระดับความลึกที่เรือดำน้ำลำนี้แล่นอยู่ มันระเบิดและเขย่าผืนน้ำพวงพุ่งขึ้นไปบนฟ้า ลูกแล้วลูกเล่าถูกทิ้งลงไปอย่างต่อเนื่อง

พวกเขาต้องการทำลายเรือดำน้ำข้าศึกลำนี้ให้จงได้และจะไม่ปล่อยให้มันหนีรอดไปได้ กว่า 2 ชั่วโมงของการไล่ล่าของราชนาวีอังกฤษ ก็ประสบผล เศษซากของเรือดำน้ำและคราบน้ำมันลอยขึ้นมา พลโซนาร์บนเรือรบทั้งสองลำฟังเสียงแตกของลำตัวเรือดำน้ำที่กำลังค่อยๆ จมดิ่งลงสู่มหาสมทุรอย่างช้าๆ พวกเขาตะโกนออกมาด้วยความดีใจ เรือดำน้ำข้าศึกลำนี้ถูกทำลาย

เรือเลโอนาร์โด ดา วินชี (RM Leonardo da Vinci) ถูกโจมตีด้วยระเบิดน้ำลึกจนอับปางลงในวันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ. 1943 ซึ่งเหลือระยะทางเพียง 700 ไมล์ก็จะถึงฐานทัพเรือที่เมืองบอร์โดซ์ ไม่มีลูกเรือรอดชีวิต พวกเขาสละชีวิตของตนเองไปพร้อมกับเรือดำน้ำลำนี้ สถิติการจมเรือข้าศึกของเรือเลโอนาร์โด
ดา วินชี ตลอดช่วงเวลาที่เข้าสู่สงคราม ทั้งหมดอยู่ที่ 17 ลำ นับเป็นยอดการจมเรือข้าศึกที่มากที่สุดในบรรดาเรือดำน้ำอิตาเลียนด้วยกันทั้งหมด


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website: https://www.revolvy.com/main/index.php?s=Italian+submarine+Leonardo+da+Vinci+(1939)
Website: http://merchantships2.tripod.com/charlie/veerhavendavinci.
html

Website: https://en.wikipedia.org/wiki/Italian_submarine_Leonardo_
da_Vinci_(1939)

Website: https://en.wikipedia.org/wiki/Marconi-class_submarine
Website: http://italianmonarchist.blogspot.com/2015/11/saga-of-submarine-leonardo-da-vinci.html