Oriental World

อนุสรณ์บุเรงนองเพื่อข่มโยดะยา

"โยเดีย" ที่พม่าใช้เรียกเมืองไทยหรือคนไทย ที่จริงแล้วต้องออกเสียงว่า "โยดะยา" เพี้ยนมาจากคำว่า
โยธยา หรือ โยธิยา เป็นคำเรียกกลางๆ ไม่ได้มีนัยของการดูถูกอย่างที่เข้าใจกันแต่อย่างใด ดังจะเห็นได้จากเอกสารโบราณของพม่า และล้านนาก็เรียกเมืองไทยมาแบบนี้แต่ไหนแต่ไร

เอาเข้าจริงแล้ว เวลาพม่าจะเรียกกรุงศรีอยุธยา เขาจะเรียกว่า "ทวารวดี" ไม่ใช่โยดะยา เพื่อสะท้อนว่า
กรุงศรีอยุธยาสืบทอดมาจากอาณาจักรทวารวดี ซึ่งชื่อเต็มๆ ของกรุงศรีอยุธยาและชื่อเดิมของกรุงรัตนโกสินทร์ ก็คือ "กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา" เป็นทั้งชื่อกรุง (เมืองหลวง) และชื่อประเทศ จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเปลี่ยนชื่อประเทศในเอกสารราชการเป็นคำว่า "สยาม"


อนุสาวรีย์บุเรงนองที่ด้านนอกพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ภาพโดย Phyo WP ที่มาของภาพ 

แม้ว่าโยดะยาจะไม่ใช่คำเรียกในเชิงดูหมิ่นมาแต่เดิม แต่ในช่วงทศวรรษที่ 80 - 90 รัฐบาลทหารพม่า
ชูนโยบายชาตินิยมอย่างเข้มข้น โดยสารัตถะของความเป็นชาตินิยมเอียงๆ ในทางคลั่งชาติ มักวาดภาพ
ตัวเองให้เป็นพระเอก สร้างเพื่อนบ้านให้เป็นผู้ร้าย ปลุกผีบุคคลในประวัติศาสตร์มาเป็นวีรชน โดยเฉพาะคนที่มีชื่อเสียงเกริกไกร ยิ่งเป็นคนที่ปราบเพื่อนบ้านในอดีตได้ยิ่งดี

ในช่วงนี้เองที่โยดะยาเริ่มกลายเป็นคำดูถูกไทยในแบบเรียนพม่า แต่คนพม่าโดยทั่วไปไม่ได้ดูถูกคนไทยด้วยคำนี้ ขณะเดียวกันกองทัพพม่าก็ขุดวีรชนโบราณขึ้นมาปลุกใจคนในบ้านและข่มเพื่อนบ้าน

สังเกตนะครับเมืองชายแดนไทย-พม่า มักจะมีอนุสาวรีย์ของพระเจ้าบุเรงนองตั้งอยู่ ที่ท่าขี้เหล็ก-แม่สายก็มี ที่เกาะสอง-ระนองก็มี (รูปนี้ทำท่าชักพระแสงกันเลยทีเดียว) ส่วนที่เมียวดี-แม่สอด ผมไม่เห็น มีแต่ตลาด
บุเรงนอง ซึ่งทัวร์ไทยชอบไปซื้อของกันเท่านั้น

ตอนที่พม่าตั้งรูปพระเจ้าบุเรงนองที่ชายแดนใหม่ๆ ประมาณ 10 กว่าปีก่อน ยังจำได้ว่าไทยไม่พอใจเท่าไหร่ เพราะเชื่อว่าพม่ามีเจตนาไม่เป็นมิตร จึงตั้งรูปกษัตริย์ที่รุกรานอยุธยาจนเสียกรุงไว้เผชิญหน้ากับบ้านเรา แถมช่วงนั้นสัมพันธภาพไทย-พม่าก็ไม่ดีนัก ทั้งเรื่องนโยบายต่างประเทศของบางรัฐบาล เรื่องยาเสพติด และเรื่องชนกลุ่มน้อย พม่าโจมตีเรามากในช่วง 10 กว่าปีก่อน


แผนผังเมืองพะโคหงสาวดี เมื่อปี 1568หรือร่วมสมัยพระเจ้าบุเรงนอง ปรากฏในพงศาวดารพม่าชื่อ มะหา ยาซาวิน ติท
(Maha Yazawin Thit) ที่มาของภาพ


มอง อ่อง มโย่ (Maung Aung Myoe) ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารของพม่าบอกกล่าวไว้ในบทความเรื่อง Legacy or overHang: Historical Memory in Myanmar–Thai Relations ไว้อีกอย่าง

ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลทหารพม่าตั้งรูปบุเรงนองไว้ตามชายแดน ไม่ใช่เพื่อข่มไทย แต่เพราะตอนนั้นเริ่มเปลี่ยนนโยบาย จากเดิมที่นิยมสร้างรูปนายพลอองซานบิดาแห่งเอกราชของพม่า แต่เพราะเริ่มกังวลกับอิทธิพลของอองซาน ซูจี (ลูกสาวนายพลอองซาน) ที่เพิ่มมากขึ้น ก็เลยเห็นว่าควรจะเลิกสร้างรูปพ่อของซูจี แล้วหันมาสร้างรูปวีรกษัตริย์โบราณแทน

ที่ตั้งพระรูปบุเรงนองไว้ที่ชายแดน เพราะทหารพม่ารู้ว่าคนไทยชอบบุเรงนอง หรืออย่างน้อยเห็นว่าเป็นปฏิปักษ์น้อยที่สุด พม่าบางคนรู้สึกแปลกใจและดีใจที่คนไทยชอบบุเรงนอง (เพราะอิทธิพลของนวนิยายเรื่องผู้ชนะสิบทิศ)

ถ้าพม่าคิดจะข่มไทยจริง คงจะสร้างอนุสาวรีย์ของพระเจ้าอลองพญา หรือไม่ก็อนุสาวรีย์พระเจ้า
มังระผู้ทำให้อยุธยาเสียกรุงครั้งที่สองอย่างวอดวาย


อนุสาวรีย์ของพระเจ้าบุเรงนอง ที่โรงเรียนนายร้อยทหาร ในเมืองเปียงอูละวิน ภาพโดย Hybernator ที่มาของภาพ 

ความจริงเมื่อประมาณ 10 หรือ 20 กว่าปีก่อน พม่าเปลี่ยนชื่อแหลมวิกตอเรียพอยต์ ที่เกาะสองมาเป็นชื่อ "แหลมอองไจยะ" ซึ่งเป็นพระนามเดิมของพระเจ้าอลองพญา แต่ทางการท้องถิ่นของไทยทักท้วง พม่าจึงยอมเปลี่ยนมาเป็นแหลมบุเรงนองแทน พร้อมตั้งอนุสาวรีย์ทรงชักพระแสงเสร็จสรรพ ที่เป็นเช่นนี้ คงเพราะพม่าไม่มองไทยเป็นศัตรู แต่ก็มองไทยว่าไว้ใจไม่ได้

ตอนที่ทหารพม่ามองไทยเป็นศัตรู มักยกประวัติศาสตร์ขึ้นมาโวยวายว่าไทยไว้ใจไม่ได้ มีนิสัยกลิ้งกลอก เช่นเมื่อช่วงที่ไทย-พม่าฮึ่มๆ ใส่กัน ดอกเตอร์มะ ถิ่น วิน (Ma Tin Win) เคยระดมเขียนบทความทางประวัติศาสตร์โจมตีไทย ยกตัวอย่างว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเป็นตัวอย่างที่ไว้ใจไม่ได้ เพราะคราวสงครามช้างเผือกทรงถูกจับเป็นตัวประกันไปหงสาวดี แล้วทรงผนวช จากนั้นทูลขอพระเจ้าบุเรงนองว่าจะมาแสวงบุญที่อโยธยา พระเจ้าหงสาวดีก็ปล่อยกลับมา แต่แล้วก็ทรงลาผนวชและต่อต้านหงสาวดีอย่างแข็งขันอีก

ผิดกับออกพระจักรี (พระยาจักรี) ที่ตกเป็นตัวประกันเหมือนกัน ต่อมายังอาสาพระเจ้าบุเรงนองเป็นไส้ศึกเข้าตีกรุงศรี ความดีความชอบครั้งนั้นพระเจ้าบุเรงนองจึงอวยยศให้เป็นเจ้าเมืองพิษณุโลก แต่ออกพระจักรีไม่รับพระกรุณา บอกว่าขอเป็นข้ารองพระบาทกลับไปรับใช้ที่กรุงหงสาวดีต่อไป พระเจ้ากรุงหงสาฯ
จึงอวยยศให้เป็นจ้าเมืองตะโกง (ย่างกุ้ง) บรรดาศักดิ์พญาเจต


นอกจากพระเจ้าบุเรงนองแล้ว พระเจ้าอลองพญา ยังเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่รัฐบาลทหารพม่ายกขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ชาตินิยม และสร้างอนุสรณ์ของพระองค์ไว้ตามจุดสำคัญ เช่นที่ด้านนอกพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ที่มาของภาพ

ออกพระจักรีจึงเป็นตัวแทนของโยดะยาที่คบได้ ไม่กลิ้งกลอก ภักดีต่อนายพม่า แต่คนไทยคงไม่ชอบเราถือหลักฐานคนละเล่ม บอกว่าพญาเจตหรือออกญาจักรีถูกประหารในที่สุด (พม่าบอกว่าเป็นพญาเจตคนละคนกัน) หรือแม้แต่ในภาพยนตร์ก็ให้ภาพว่า ออกพระจักรีได้ความชอบแล้วก็ถูกพระเจ้าบุเรงนองประหาร เพราะทรยศต่อนายไทย

นี่คือวิธีคิดของรัฐบาลทหารพม่าในยามที่เขม่นกับไทย มักใช้ประเด็นโยดะยา หรือประวัติศาสตร์ช่วงขัดแย้งมาโจมตี แต่เชื่อว่าภายใต้รัฐบาลพลเรือนคงไม่เกิดปรากฏการณ์ตีความประวัติศาสตร์แบบสุดโต่งอย่างนี้ เพราะอย่างน้อย เขาไม่คิดว่าโยดะยาเป็นคำดูถูก และไม่ฮาร์ดคอร์ในเรื่องชาตินิยมเท่ากับทหาร

ปล. ในช่วงที่รัฐบาลทหารพม่ายังเฟื่องฟู บรรดาผู้นำในกองทัพและรัฐบาลต่างเชื่อถือในเรื่องไสยศาสตร์กันจริงๆ จัง เล่ากันว่ารัฐบาลทหารพม่ามักใช้บริการพวกพ่อหมอในการตัดไม้ข่มนามเวลาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยมาเยือนพม่า หรือบางครั้งผู้นำระดับสูงจะนุ่งผ้าซิ่นของผู้หญิงเพื่อแก้เคล็ดก็มี ความเชื่อเรื่องพวกนี้ไปไกลถึงขนาดมีเรื่องเล่ากันในหมู่พุทธศาสนิกชนที่ไปแสวงบุญผ่านพม่าว่า ทางการพม่าไม่ยอมให้ขนย้ายพระพุทธรูปแบบไทยผ่านจากพม่าออกไปยังสิบสองปันนาของจีน เพราะกลัวว่าไทยจะขนพระพุทธรูแบบไทยมาทำคุณไสยใส่พม่า

เอากับเขาสิ...