Armies Weapons and Warfare

ผู้เฝ้ากำแพงแอตแลนติก

เมื่อการรบในช่วงสงคราโลกครั้งที่ 2 ดำเนินมาถึงปีที่ 5 ประเทศที่เป็นฝ่ายเริ่มสงครามในครั้งนี้อย่างเยอรมัน ได้รับชัยชนะและครอบครองดินแดนต่างๆทั้งในยุโรปตะวันออกและตะวันตก
แต่สงครามที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 5 ปี เผาผลาญทรัพยากรและพรากชีวิตชาวเยอรมันไปหลายล้านคน กองทัพเยอรมันประสบปัญหาขาดแคลนกำลังพล รวมทั้งอาวุธยุทธปัจจัยต่างๆ แต่ท่านผู้นำฮิตเลอร์ก็ยังคงยืนกรานจะรบต่อไป รวมถึงจะรักษาอาณาเขตที่เยอรมันพิชิตเอาไว้ได้จนถึงที่สุด



การยกพลขึ้นบกในวันดีเดย์ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1944 ที่มาของภาพ

กำแพงแอตแลนติก (The Atlantic Wall) คือปราการสำคัญที่ฮิตเลอร์สั่งให้สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1942 ผลงานทางวิศวกรรมที่ท่านผู้นำแห่งอาณาจักรไรช์ที่ 3 คาดหวังว่าจะเป็นกำแพงป้องกันไม่ให้พวกพันธมิตรซึ่งอังกฤษและอเมริกากลับมาแย่งยึดยุโรปที่เขาพิชิตคืนกลับไป มันถูกสร้างขึ้นและทอดยาวจากตอนเหนือของชายฝั่งนอร์เวย์ ไปจรดพรมแดนฝรั่งเศสและสเปนบริเวณเทือกเขาพีรีนีส ป้อมปราการคอนกรีต
ลวดหนาม และทุ่นระเบิดนานาชนิดนับล้านลูกถูกฝังเอาไว้บริเวณชายหาด แนวกำแพงและสิ่งกีดขวางรวมทั้งปืนใหญ่รักษาฝั่งยังคงดูน่าเกรงขามเสมอ ฮิตเลอร์หวังไว้ว่าจะหยุดผู้รุกรานไม่ว่าหน้าไหนก็ตามที่คิดจะบุกเข้ามา


เชลยศึกฝ่ายเยอรมันที่ถูกจับกุมได้ในวันที่ 15 มิถุนายน 1944 แสดงให้เห็นถึงพลเมืองของชนชาติต่างๆ ที่ต้องมาเป็นทหารเยอรมัน ทั้งชาวโปล, ยูโกสลาฟ, มองโกลเลียน, อิตาเลียน, รัสเซียน และเช็ก ที่มาของภาพ

เมื่อกำแพงมหึมานี้ถูกสร้างขึ้น แน่นอนว่ามันต้องมีทหารประจำการ แต่ในตอนนั้นกองทัพเยอรมันขาดแคลนกำลังทหารอย่างมาก แนวรบด้านตะวันออก ความปราชัยในแอฟริกาเหนือ และแนวรบอิตาลีที่กำลังผลัดกันรุกและรับอย่างดุเดือด บีบให้กองทัพเยอรมันต้องสถาปนาหน่วยทหารขึ้นมาใหม่ มีการเปิดรับสมัครชายชาวเยอรมันเข้ามาเป็นทหาร หรือแม้กระทั่งนำสมาชิกองค์กรยุวชนจัดกำลังเข้าเป็นกองพล ตัวอย่างเช่น กองพลยานเกราะเอสเอสที่ 12 ฮิตเลอร์ยูเกินด์ (12th SS Panzer Division Hitler jugend) ทั้งกองพลคือสมาชิกของยุวชนฮิตเลอร์ที่มีอายุเฉลี่ยเพียง 17-18 ปี เท่านั้น

แม้จะมีการระดมพลชายชาวเยอรมันเข้ามาเป็นทหาร แต่ก็ยังไม่เพียงพอและหนทางสุดท้ายที่กองทัพเยอรมันต้องทำ คือการรับสมัครพลเรือนในประเทศที่ตนเองยึดครองทั้งในฝรั่งเศส ฮอลแลนด์ เบลเยี่ยม เดนมาร์ก และประเทศต่างๆ ในยุโรปตะวันออก เช่น โปแลนด์ รัสเซีย ยูโกสลาเวีย เข้าร่วมเป็นกำลังพลของกองทัพเยอรมัน ซึ่งส่วนใหญ่กำลังพลที่มาจากยุโรปตะวันออกเป็นเชลยศึกหรือพลเรือนที่ทนการกดขี่ไม่ไหว และถูกบังคับให้เลือกว่าจะเป็นทหารให้กองทัพเยอรมัน หรือ ยอมทนอยู่เช่นนี้ต่อไป กองทัพเยอรมันบรรจุกำลังพลที่มาจากยุโรปตะวันออกเอาไว้ในกองพันต่างๆ จนได้รับการขนานนามว่า กองพันตะวันออก หรือ โอสท์-บาไทลโลน (Ost-Bataillone) เรียกทหารเหล่านี้ว่า โอสท์ลีโยเนิน (Ostlegionen) ทหารอาสาตะวันออกและพวกเขาทั้งหมดต้องมาทำหน้าที่เฝ้ากำแพงแอตแลนติกของ
ฮิตเลอร์ ซึ่งกำลังจะเผชิญหน้ากับการบุกครั้งยิ่งใหญ่จากกองทัพพันธมิตร


ทหารอาสาชาวเติร์กกิสสถาน ขณะเล่นหมากรุกกับเพื่อนๆ ที่มาของภาพ

ทหารอาสาตะวันออกเหล่านี้ได้รับการฝึกและแต่งเครื่องแบบเช่นเดียวกับทหารเยอรมัน ทหารหลายนายที่เลือกเข้ามาเป็นทหารในหน่วยนี้ พวกเขาคิดอย่างเดียวว่า สภาพความเป็นอยู่ในกองพันทหารของเยอรมันยังดีกว่าสภาพในค่ายเชลยศึกที่พวกเขาต้องเผชิญ ดังนั้น การเลือกที่จะมาเป็นทหารให้พวกเยอรมันก็ยังเป็นทางเลือกที่ดีในการมีชีวิตรอดต่อไป และดีอย่างยิ่งที่พวกเขาไม่ได้ถูกฝึกให้ไปรบกับชาติของตนเอง พวกเขาไม่ได้จงรักภักดีหรือมีความผูกพันใดๆ กับแผ่นดินเยอรมันแม้แต่น้อย ด้วยสถานะของตนในกองทัพเยอรมันที่เป็นเพียง “กำลังพลชั้น3”

กำลังพลอาสาสมัครตะวันออกถูกบรรจุเอาไว้ในกองพลต่างๆ ซึ่งถูกสถาปนาขึ้นมาในบริเวณทางตอนเหนือของฝรั่งเศส พวกเขาถูกจัดกำลังเอาไว้เพื่อเฝ้าระวังกำแพงแอตแลนติก และลาดตระเวนพื้นที่บริเวณแนวกำแพงให้ปลอดภัยจากการแทรกซึมหรือก่อวินาศกรรมจากพวกคอมมานโดพันธมิตร รวมทั้งยังมีหน้าที่ค้นหาและสังหารกองกำลังใต้ดินฝรั่งเศสในพื้นที่อีกด้วย หลายกองพลที่ถูกสถาปนาเป็นกองพลทหารราบ แต่กองกพลทหารราบเหล่านี้ ไม่ได้จัดกำลังตามมาตรฐานกองพลทหารราบเยอรมันยุคปี ค.ศ. 1944 เท่าไรนัก พวกเขาขาดแคลนยานเกราะ ยานพาหนะต่างๆ การสัญจรไปมาของพวกเขายังต้องพึงพิงรถม้าลาก หรือนำอาวุธที่ยึดได้ของกองทัพฝรั่งเศสและของกองทัพอังกฤษมาใช้งาน


ทหารอาสาชาวทาร์ทาขณะกำลังฝึกการใช้ปืน ค. ที่มาของภาพ

นอกจากนี้ พวกเขายังมีสถานะเป็นเพียง กองทหารรักษาการณ์ ทำหน้าที่ประจำป้อมปราการเท่านั้น ตัวอย่างเช่น กองพลทหารราบรักษาการณ์ที่ 716 (716th Static Infantry Division) หรือ กองพลทหารราบรักษาการณ์ที่ 709 (709th Static Infantry Division) ทั้งสองกองพลเป็นเพียงยามบนฝั่งเท่านั้น เพราะทั้งกองพลแทบไม่มีศักยภาพในการเคลื่อนที่ พวกเขาเป็นกองพลทหารราบที่ติดตรึงอยู่กับแนวกำแพงแอตแลนติกนี้ มีหน้าที่ต้องรักษาที่มั่นเอาไว้ตามคำสั่ง กองทัพเยอรมันพยายามจะฝึกฝนกำลังพลเหล่านี้ให้พร้อมเผชิญหน้ากับข้าศึก พวกเขาฝึกใช้ยุทธวิธีตามแบบฉบับของเยอรมัน และตามแบบแผนการฝึกมาตรฐานของทหารราบเยอรมัน

แต่นอกเหนือจากการฝึกแล้ว พวกเขายังมีอีกหนึ่งหน้าที่ที่ต้องทำนั่นก็คือ การเสริมสร้างและปรับปรุงแนวป้องกันบริเวณแนวกำแพงแอตแลนติกที่พวกเขารับผิดชอบ ทหารต้องช่วยกันทำเครื่องกีดขวาง พวกเขาต้องนำเหล็กและไม้ มาดัดแปลงให้เป็นเครื่องกีดขวางเรือลำเลียงพลที่แล่นเข้ามาที่ชายหาด พวกเขาฝังทุ่นระเบิดนานาชนิดไปทั่วบริเวณชายหาด จัดวางเครื่องกีดขวางที่มีเป็นแนวยาวนับสิบไมล์ และวางตำแหน่งของรังปืนกล กำหนดแนวยิงประสานจากปืนกลและอาวุธวิถีโค้ง รวมทั้งตำแหน่งที่ตั้งที่เหมาะสมของปืนใหญ่ในการยิงสนับสนุน มันยิ่งทำให้พวกเขาแทบไม่มีเวลาพักกันเลย

ป้อมปืนขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในบริเวณกำแพงแอตแลนติก ที่มาของภาพ

เมื่อฝ่ายพันธมิตรยกพลขึ้นบกในวันดีเดย์ วันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1944 กองกำลังพันธมิตรหน่วยแรกที่เหยียบลงแผ่นดินฝรั่งเศสคือทหารพลร่ม กองพลทหารพลร่มที่ 82 และ 101 ของอเมริกัน และกองพลทหารพลร่มที่ 6 ของอังกฤษ กระโดดร่มลงหลังแนวกำแพงแอตแลนติก พวกเขาเริ่มเคลื่อนพลเข้าขัดขวางการส่งกำลังไปที่ชายหาด ทำลายภัยคุกคามใดๆ จากฝ่ายเยอรมันที่อาจส่งผลต่อการยกพลขึ้นบก นั่นจึงเป็นครั้งแรกที่เหล่าทหารอาสาสมัครตะวันออกเหล่านี้ได้รบกับทหารข้าศึกเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ตัดสินใจมาเป็นทหารเยอรมัน ดังเช่นการเข้าตีฐานปืนใหญ่ของกองร้อยอี กรมทหารพลร่มที่ 506 กองพลทหารพลร่มที่ 101 ของอเมริกัน การวางแผนและประสานการเข้าตี ทำให้พลร่มอเมริกันสามารถทำลายปืนใหญ่เยอรมันจำนวน 4 กระบอกและสังหารทหารที่ประจำการอยู่ในฐานปืนเสียชีวิตกว่า 20 นาย ซึ่งทหารเยอรมันหน่วยนี้ แท้จริงแล้วพวกเขาคือกำลังทหารอาสาสมัครชาวจอร์เจีย (บ้านเกิดเดียวกันกับ
โจเซฟ สตาลิน) จากกองพันจอร์เจียที่ 795 อันเป็นหน่วยขึ้นตรงของกองพลทหารราบที่ 709

หยาง เคียงจอง ชาวเกาหลี ที่ถูกกองทัพญี่ปุ่นเกณฑ์เข้าร่วมรบ ก่อนจะถูกกองทัพแดงจับกุมตัวและถูกจับกุมอีกครั้ง
จากกองทัพเยอรมัน ลงเอยด้วยการเป็นทหารอาสาตะวันออกของกองทัพเยอรมัน ที่มาของภาพ


เมื่อต้องมาเผชิญกับการรุกทั้งทางบกและทางอากาศพร้อมๆ กันเช่นนี้ พวกเขาพยายามอย่างยิ่งที่จะรบต้านทานต่อไปอย่างสุดความสามารถ แต่ขวัญกำลังใจของพวกเขาที่มี ซึ่งค่อนข้างต่ำอยู่แล้วก็ยิ่งทำให้พวกเขาล่าถอยและผละออกจากการรบ ไปยอมจำนนต่อกองกำลังพันธมิตรที่บุกเข้ามา ด้วยสถานะของตนในกองทัพเยอรมันที่เป็นเพียง “กำลังพลชั้น 3” ที่จำต้องเข้าร่วมรบในศึกนี้ และมันยังเป็นการดีในการรักษาชีวิตของตนเอง เพราะการตกเป็นเชลยนั้นหมายความว่า สงครามสำหรับพวกเขาจบลงแล้ว ชีวิตที่เหลืออยู่จากนี้ คือการไปอยู่ในค่ายเชลยศึก และใช้ชีวิตอยู่ในนั้นจนสงครามยุติ แต่หากยังทำการรบภายใต้การบัญชาการของกองทัพเยอรมันต่อไป สงครามของเยอรมันก็คือสงครามของพวกเขา พวกเขาจะต้องรบต่อไปจนกว่าเยอรมันจะชนะหรือแพ้

ภาพจากมินิซีรี่ส์ แบนด์ อ็อฟ บราเธอร์ ฉากที่กองร้อยอีซี่จู่โจมฐานปืนใหญ่ของกองพันจอร์เจียที่ 795 ในวันดีเดย์ ที่มาของภาพ

ผู้บังคับบัญชาเยอรมันพยายามห้ามปรามทหารอาสาสมัครเหล่านี้ และบังคับให้พวกเขารบต่อไป แต่พวกเขาก็กระด้างกระเดื่องต่อการบังคับบัญชาของ ผบ.หน่วย มีทหารบางหน่วยถึงขนาดสังหารผู้บังคับหน่วยของตนเอง และไปยอมจำนนต่อทหารพันธมิตร นั่นจึงทำให้การตั้งรับที่
แนวกำแพงแอตแลนติกบริเวณชายหาดนอร์มังดีถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว ภายใน 48 ชั่วโมงของการบุก มีทหารเยอรมันยอมจำนนกว่า 4,000 นาย ซึ่งกำลังพลกว่าครึ่งหนึ่งเป็นทหาร
อาสาสมัครตะวันออก


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website : https://www.history.com/topics/world-war-ii/d-day
Website : https://www.army.mil/d-day/
Website : https://en.wikipedia.org/wiki/Non-Germans_in_the_German_armed_forces_during_World_War_II
Website : https://en.wikipedia.org/wiki/Wehrmacht_foreign_
volunteers_and_conscripts

Website : https://en.wikipedia.org/wiki/Ostlegionen