World Clvilization

เครื่องสำอางดึกดำบรรพ์ในอียิปต์โบราณ

หนึ่งในศิลปะที่เก่าแก่ที่สุดตั้งแต่ครั้งโบราณกาลก็คือศิลปะที่เกี่ยวข้องกับความสวยความงาม นักโบราณคดีค้นพบหลักฐานเกี่ยวกับน้ำมันหอมและเครื่องสำอางชนิดต่างๆ มาตั้งแต่เมื่อเกือบหนึ่งหมื่นปีมาแล้ว นอกจากนั้นอารยธรรมแรกเริ่มที่สุดของโลกโบราณ ก็มีความหลงใหลในเรื่องสวยๆ งามๆ เช่นกัน และหนึ่งในนั้นก็คืออารยธรรมไอยคุปต์นั่นเอง


รูปสลักของราโฮเทป (ซ้าย) และโนเฟรต (ขวา) แสดงให้เห็นว่าทั้งบุรุษและสตรีชาวไอยคุปต์ล้วนแต่งองค์ทรงเครื่อง ทาตาและแต่งหน้ากันทั้งคู่ ที่มาของภาพ

ถ้าลองดูจากศิลปะของชาวอียิปต์โบราณที่ปรากฏภาพอยู่บนผนังทั้งวิหารและสุสานแล้วก็จะพบว่า พวกเขานิยมแต่งหน้าแต่งตาแสดงถึงความรักสวยรักงามของพวกเขาเอาไว้อย่างเด่นชัด และไม่ใช่เพียงแค่เฉพาะสตรีเท่านั้นนะที่แต่งหน้าทาปาก เพราะถ้าลองมองดูดีๆ แล้วก็จะพบว่าบุรุษเพศก็มีการทาขอบตาเสริมความหล่อกับเขาด้วยเหมือนกัน นั่นก็หมายความว่าศิลปะด้านความสวยความงาม (และความหล่อ)
ของชาวไอยคุปต์นั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในแวดวงของสาวๆ อย่างแน่นอน

อีกหนึ่งสาเหตุนอกจากการใช้เครื่องสำอางเพื่อประทินโฉมแล้ว ชาวไอยคุปต์ยังเชื่อว่าเครื่องสำอางนั้นสามารถช่วยในการบำบัดรักษาโรคได้อีกด้วย ซึ่งเครื่องสำอางที่พบในดินแดนแห่งลุ่มแม่น้ำไนล์ก็มักจะทำจากหินแร่ต่างๆ ในธรรมชาติ ซึ่งบางครั้งก็อาจจะมองดูส่อแววอันตรายในสายตาของชนรุ่นใหม่อยู่บ้างเพราะมีการใช้ “ตะกั่ว” มาแต่งหน้าทาผิวกับเขาด้วยเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วเมื่อเทียบกับปัจจุบันก็เชื่อได้เลยว่า เครื่องสำอางในอดีตไม่มีเรื่องของสารเคมีหรือสารสังเคราะห์ต่างๆ มาเจือปนด้วยอย่างแน่นอน


กระจกในอียิปต์โบราณทำจากโลหะทองแดง ในอดีตมันจะถูกขัดจนขึ้นเงาสะท้อนแสงแวววาว ที่มาของภาพ

เครื่องสำอางของชาวไอยคุปต์มีอยู่มากมายหลายชนิด (แต่ก็ยังเทียบกับจำนวนของเครื่องสำอางในปัจจุบันไม่ติดหรอกนะ) ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาก็จะใช้น้ำมันและไขมันซึ่งสกัดจากพืชและสัตว์นานาชนิด (เช่นไขมันจากห่านและน้ำมันมะรุม) นอกจากนั้นยังมีการใช้ครีมขี้ผึ้งในการประทินผิวเพื่อป้องกันแสงแดดที่คอย
แผดเผาประหนึ่งครีมกันแดดในสมัยนี้อีกด้วย ส่วนใบหน้านั้นเรียกได้ว่าชาวไอยคุปต์ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากเลยทีเดียว ถ้าจะให้จินตนาการก็คงจะคล้ายๆ กับคุณผู้หญิงในปัจจุบันนั่นล่ะที่มีอุปกรณ์สำหรับเสริมความงามบนใบหน้าโดยเฉพาะมากมายกว่า 10 ชิ้น ชาวไอยคุปต์ก็เช่นกัน พวกเขามีการรองพื้นด้วยสารสีขาวซึ่งทำจากคาร์บอเนตของตะกั่ว (Cerussite) ทาขอบตาด้วยสีดำและสีเขียว โดยที่ในยุคแรกหรือช่วงราชอาณาจักรเก่า (Old Kingdom) นั้นพวกเขามักจะนิยมใช้แร่สีเขียวจากมาลาไคท์ (Malachite) ซึ่งเป็นสินแร่ทองแดงมาทาขอบตา ก่อนที่จะเปลี่ยนไปนิยมใช้สีดำจากโคล (Kohl) และถ่านคาร์บอน (Carbon) ในภายหลัง พวกเขาจะค่อยๆ ใช้แท่งไม้ประหนึ่งอายไลเนอร์ทาโคลหรือผงทาขอบตาสีดำนี้ลงไปบนหนังตาทั้งด้านบนและด้านล่าง ปาดตั้งแต่มุมขอบตาด้านในออกไปยังด้านข้าง ทาคิ้วให้เข้มด้วยสีดำ เพราะพวกเขาเชื่อว่าการทาขอบตานั้นมีพลังทางเวทมนตร์ในการเยียวยารักษาแฝงอยู่ ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นไปได้ว่าการทาขอบตาดังที่ชาวไอยคุปต์เคยกระทำกันนั้นจะสามารถช่วยลดการติดเชื้อรอบดวงตา อันเนื่องมาจากแสงแดดหรือฝุ่นได้อีกด้วย


ภาพสลักจากสมัยราชอาณาจักรกลางแสดงภาพสตรีชาวไอยคุปต์กำลังแต่งหน้า ที่มาของภาพ

นอกจากดวงตาแล้ว ชาวไอยคุปต์ยังทำการผสมดินเทศสีแดง (Red Ochre) เข้ากับน้ำเพื่อทาปากประหนึ่งลิปสติก และอาจจะยังใช้ปัดแก้มให้ดูเป็นสีชมพูระเรื่ออีกด้วย นอกจากนั้นพวกเขายังมีการทาเล็บด้วย
สีเหลืองและส้มอย่างสวยงามโดยใช้ผลิตภัณฑ์จากต้นเฮนนา (Henna) ด้วยเช่นกัน

สิ่งที่น่าสนใจก็คือความสำคัญของการแต่งหน้าเสริมสวยนี้ไม่ได้มีอยู่แค่เพียงใน “โลกนี้” เท่านั้นหรอกนะ เพราะมันเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับ “โลกหน้า” ด้วย ดังที่นักอียิปต์วิทยาค้นพบขวดโหลบรรจุเครื่องสำอางมากมายในสุสานของชาวไอยคุปต์ อีกทั้งยังค้นพบจานสีหรือจานผสมเครื่องสำอาง (Cosmetic Palette) มาตั้งแต่ยุคนาคาดา (Naqada) เมื่อกว่า 4,000 ปีก่อนคริสตกาล สาเหตุที่ชาวไอยคุปต์ต้องฝังบรรดาเครื่องสำอางเหล่านี้ลงไปในสุสานด้วยนั้นก็เป็นเพราะว่าในคัมภีร์มรณะ (Book of the Dead) บทที่ 125 จากสมัยราชอาณาจักรใหม่ (New Kingdom) ได้กล่าวเอาไว้ว่า “ผู้วายชนม์จักกล่าววาจาเมื่อเขามีความบริสุทธิ์ สะอาดสะอ้าน แต่งองค์ทรงเครื่องด้วยอาภรณ์สดใหม่ สวมรองเท้าแตะสีขาว ทาตกแต่งขอบตาพร้อมเจิมด้วยน้ำมันจากยางไม้หอม” นั่นหมายความว่าถ้าผู้วายชนม์คนใดปล่อยปละละเลยที่จะดูแลตัวเองและเครื่องแต่งกายก่อนที่จะลงไปพบกับเทพโอซิริสในโลกหลังความตาย พระองค์ก็อาจจะไม่ยินยอมให้เขาผู้นั้นได้ใช้ชีวิตนิรันดร์ในโลกหน้าก็เป็นได้ ดังนั้นชาวไอยคุปต์จึงตัดปัญหาด้วยการฝังเครื่องสำอางพร้อมอุปกรณ์ต่างๆ ลงไปในสุสานด้วยเสียเลย เพื่อที่จะได้แต่งหน้าแต่งตาให้สวยให้หล่อกันก่อนที่จะเดินทางไปยังห้องตัดสินขององค์เทพโอซิริส พระองค์จะได้ประทับใจตั้งแต่แรกเห็นนั่นเอง


ช้อนตักเครื่องสำอางของชาวไอยคุปต์ในสมัยราชวงศ์ที่ 18 สลักจากหินอลาบาสเตอร์เป็นภาพสตรีกำลังว่ายน้ำตามหลังตัวละมั่ง
ที่มาของภาพ


เรียกได้ว่าความเชื่อเรื่องโลกหน้าและการแต่งองค์ทรงเครื่องไปยังโลกหลังความตายของชาวไอยคุปต์นี้ถือเป็นประโยชน์แบบ วิน-วิน เลยก็ว่าได้ เพราะคนที่ได้ประโยชน์ไม่ได้มีเพียงแค่ชาวไอยคุปต์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงนักอียิปต์วิทยาในปัจจุบันอีกด้วย นั่นก็เพราะว่าการตรวจสอบบรรดาโถเครื่องสำอางรูปทรงงดงามหลากหลายชิ้นจากสุสานของชาวไอยคุปต์นี่เองที่ทำให้เราได้รับรู้ว่าพวกเขาทำการสกัดเครื่องประทินโฉมต่างๆ กันอย่างไร โดยใช้วัตถุดิบใดบ้าง ซึ่งนอกจากถ้วยโถโอชามที่ใช้บรรจุเครื่องสำอางในอดีตแล้ว
นักอียิปต์วิทยายังค้นพบ “สูตร” ผสมเครื่องสำอางต่างๆ ในปาปิรัสทางการแพทย์ของชาวไอยคุปต์อีกด้วย เช่น “ยาระงับกลิ่นกาย” ที่เขียนเอาไว้ว่าให้ “ถูก้อนของผลต้นคาร์รับ (Carob) เข้ากับผิวหนัง”
นอกจากนั้นนักอียิปต์วิทยายังค้นพบครีมสำหรับทำความสะอาดผิว (Cleansing Cream) จากสุสานของสตรีชาวไอยคุปต์ในยุคราชอาณาจักรใหม่ที่ผลิตจากน้ำมันและปูนขาวอีกด้วยเช่นกัน

สูตรเด็ดอีกสูตรหนึ่งในปาปิรัสทางการแพทย์ก็คือสูตรเครื่องสำอางที่ช่วย “ลดรอยเหี่ยวย่น!!!” สูตรที่ว่านี้ระบุว่าให้ใช้ “ยางเหนียวของยางไม้หอม (Frankincense) 1 หน่วย, ขี้ผึ้ง 1 หน่วย, น้ำมันมะรุมสด 1 หน่วยและหญ้าแห้วหมู 1 หน่วย บดให้เข้ากันอย่างบรรจงแล้วตามลงไปด้วยน้ำหมักจากเนื้อเยื่อพืช” แล้วให้
“ใช้เป็นประจำทุกวัน” เท่านี้ก็เชื่อกันว่าจะสามารถลดรอยเหี่ยวย่นได้แล้ว

แต่สูตรเครื่องสำอางทั้งหลายที่ได้สาธยายไปข้างต้นเป็นเพียงแค่การตีความมาจากกระดาษปาปิรัสเท่านั้น ยังไม่มีการยืนยันว่ามันใช้ได้ผลจริงๆ หรือแปลความมาอย่างถูกต้องแค่ไหน ดังนั้นคำเตือนก็คือ
“อย่าทดลองใช้สูตรใดๆ ในปาปิรัส” เด็ดขาด! เพราะบางทีมันอาจจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดีก็เป็นได้


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
หนังสือ: An Ancient Egyptian Herbal โดย Lise Manniche
หนังสือ: The Encyclopedia of Ancient Egypt โดย Helen Strudwick หนังสือ: The Usborne Internet-Linked Encyclopedia of Ancient Egypt โดย Gill Harvey and Struan Reid
Website: http://www.reshafim.org.il/ad/egypt/timelines/topics/
cosmetics.htm

Website: http://www.touregypt.net/egypt-info/magazine-mag09012000-mag4.htm