Animal and Monster World

จากอสูรทะเลสู่หมึกยัดไส้: ความรู้จากสมัยกลาง

จำได้ว่าเคยเสนอบทความเรื่องสัตว์ประหลาดในตำนานต่าง ๆ ไปแล้ว 1-2 ครั้ง ในจำนวนนั้นมีพวก
สัตว์ทะเลทั้งที่เป็นสัตว์จริง ๆ แต่ถูกสร้างให้น่าเกลียดน่ากลัวมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์มากมาย รวมไปถึงสิ่งที่เป็นตำนานก็ไม่น้อย และที่ขาดไม่ได้ก็คือจินตนาการของกะลาสี นักเดินเรือหรือแม้แต่คนทำแผนที่ในเวลาต่อมาที่มักสร้างสัตว์ประหลาดในท้องทะเลนับไม่ถ้วนขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น สุนัขทะเล สิงโตทะเล (คนละตัวกับที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน) แม้แต่สุกรทะล (sea pig) ที่นักวิชาการในปัจจุบันเชื่อว่าเป็น “ปลิงทะเล” ขนาดใหญ่ที่อยู่ในเขตน้ำลึก ซึ่งจะว่าไปแล้วสิ่งที่นักท่องทะเลได้พบเห็นนั้นมักจะถูกนำมาเชื่อมโยงกับสัตว์บกที่เขารู้จักเป็นส่วนใหญ่ โดยเชื่อว่าเป็นสายพันธุ์หนึ่งหรือเป็นสัตว์ลูกผสมของสัตว์บกที่ลงไปอาศัยอยู่ในทะเล

บางครั้งสัตว์ประหลาดในทะเลก็ถูกสร้างขึ้นในรูปแบบของสัตว์ทะเลจริง ๆ แต่เพิ่มความเป็นอสุรกายขึ้นมาด้วยรูปร่างน่ารังเกียจและขนาดที่ใหญ่โต ดังกรณีของวาฬที่มักพบทำเป็นสัตว์ประหลาดมีลำตัวเหมือนปลา มีศีรษะที่ผสมกันระหว่างสุนัขจิ้งจอกกับนก มีเขี้ยว งา งวง และท่อพ่นน้ำออกมาได้ พร้อมอธิบายลักษณะว่าปกติพวกมันรักสงบ แต่ก็มักจะโจมตีเรือเมื่อผ่านไปใกล้ รวมทั้งยังกระโดดขึ้นเหนือผิวน้ำได้ด้วย

สัตว์บก (บน) และอสูรทะเล(ล่าง) โดยที่ “วาฬ”ซึ่งมีอักษร A กำกับไว้ ดูเปรียบเทียบกับภาพถัดไป ที่มาของภาพ


วาฬโจมตีเรือตามจินตนาการของนักเดินเรือในอดีต ที่มาของภาพ

ที่มาของคำอธิบายลักษณะรวมถึงพฤติกรรมของสิ่งที่คนโบราณเรียกว่า อสูรทะเล หรือ Sea Monster เหล่านี้ ส่วนใหญ่มาจากปากคำของกะลาสีลูกเรือหรือนักเดินเรือที่เห็นและจดจำ รวมทั้งสร้างจินตนาการมาบอกเล่าสู่กันฟัง หรือแม้แต่บอกแก่คนทำแผนที่เมื่อต้องวาดแผนที่สำหรับใช้ในการเดินเรือ ดังนั้น
เรื่องราวของเหล่าไซเรนที่ร้องเพลงด้วยเสียงอันไพเราะทำให้คนได้ฟังเพ้อคลั่งจนกระโดดน้ำตาย ไปจนถึงกุ้งขนาดมหึมาที่มีแขนขาเหมือนหมึกยักษ์ ตลอดจนงูทะเลและหนอนทะเลอีกมากมายเกิดขึ้นด้วยวิธีการเช่นนี้แทบทั้งสิ้น ดังนั้น แผนที่เดินเรือโบราณจึงเท่ากับเป็นการยืนยันการมีอยู่ของสัตว์ประหลาดเหล่านั้น
พร้อมทั้งเตือนภัยแก่นักเดินเรือถึงจุดที่เคยมีการพบสัตว์ร้ายที่อาจทำให้การเดินทางต้องยุติลงด้วย


กุ้งยักษ์ที่เอกสารโบราณเรียกว่าPolypus แปลว่า มีหลายเท้า ซึ่งอาจเป็นจินตนาการจากหมึกยักษ์ก็เป็นได้ ที่มาของภาพ 

พูดถึงเรื่องหมึกยักษ์ ผมมีเรื่องของสัตว์ทะเลตัวนี้มาฝากนิดหน่อยครับ

ตั้งแต่โบราณหมึกยักษ์เป็นสัตว์ทะเลที่ถูกมองว่าน่ากลัวและมีตำนานมากมายว่าหมึกยักษ์สามารถล่มเรือที่ลอยลำอยู่กลางทะเลได้ ส่วนในแง่การทำอาหาร หมึกยักษ์กลายเป็น “ปลาไร้ค่า” ที่ัใครใคร่ปรุงเป็นอาหารแบบใดก็ได้ตามใจปรารถนา


หมึกยักษ์: จากสัตว์ทะเลกลายเป็นอสูรทะเลนามว่า“คราเคนออกโตพุส” (Kraken Octopus) ที่มาของภาพ

ตำราอาหารสมัยกลางที่ยังหลงเหลือมาถึงปัจจุบัน บอกวิธีการปรุงอาหารจากเนื้อสัตว์หลายชนิดไม่ว่าจะเป็นไก่หรือสัตว์ปีกอื่น ๆ ปลาและสัตว์สี่เท้าต่าง ๆ ตั้งแต่นกยูงไปจนถึงเม่น พร้อมกรรมวิธีการปรุง
เครื่องเทศ-เครื่องปรุงรสและวิธีรับประทานอย่างละเอียด แต่กลับไม่พบการปรุง “หมึกยักษ์” หรือสัตว์ทะเลจำพวกเดียวกัน

เพราะมีการพบหมึกยักษ์ รวมไปถึงสัตว์ทะเลอื่น ๆ ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและตามเมืองท่าต่าง ๆ
ในสมัยกลาง อยู่บ่อยครั้งจนไม่รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่น่า “ตื่นตาตื่นใจ” หรือที่กล่าวไว้ในตำราอาหารสมัยกลางหลาย ๆ เล่มว่าเป็นของไร้ราคา ไม่ต้องซื้อต้องหา ได้มาก็แจกจ่ายกัน หรือทำกินตามที่อยากทำ ไม่มีตำรับตำราเขียนไว้สำหรับการปรุงหมึกโดยเฉพาะ เป็นของดาด ๆ พื้น ๆ เทียบได้กับพวกปลาซิวปลาสร้อยที่พบได้ตามลำน้ำทั่วไปของบ้านเรา แม้แต่ในตำราเรื่อง “ความสุขและสุขภาพดี” (on Right Pleasure and Good Healthหรือ De Honesta Voluptate Et Valetudine) ซึ่งเป็นตำราอาหารที่มีการตีพิมพ์เป็นเล่มแรกของโลก เขียนโดย บาร์โทโลมิโอ พลาตินา (Bartolomeo Platina) นักเขียนและผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารในกลางศตวรรษที่ 15 สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (เขียนขึ้นประมาณ ค.ศ. 1460 และตีพิมพ์ระหว่าง
ค.ศ. 1470-1475 ที่กรุงโรมและนครเวนิส) ก็กล่าวว่า

“ว่าด้วยหมึกยักษ์--มีหลายขา (ปัจจุบันเรียกว่า หนวด) เป็นที่มาของชื่อนี้ (Octopus ในภาษาละตินแปลว่า มี 8 เท้า หรือ 8 ขา) มันมีสิ่งที่ยื่นออกมาเหมือนมือและเท้า รวมทั้งมีหางเป็นง่ามแหลม 2 แง่ง มันชอบของกลิ่นแรงและชอบกินเนื้อหอยเป็นพิเศษ มันจะลากทุกอย่างเข้าไปในรังของมัน แล้วแยกเนื้อหอยออกจากเปลือกหอยได้ รวมทั้งมันยังจับปลาเล็ก ๆ ที่ว่ายเข้ามาใกล้เป็นอาหาร หากจะนำหมึกยักษ์มาปรุงก็ใช้
พริกไทยกับมหาหิงคุ์ ( asafetida)”

นอกจากนี้ตำราของแซงต์โซวี (Book of Sent Sovi) ซึ่งเป็นตำราอาหารจากแคว้นกาตาลุญญา
สมัยศตวรรษที่ 14 ก็กล่าวถึงวิธีปรุงหมึกไว้ว่า

“หากต้องการยัดไส้หมึกยักษ์หรือหมึกกล้วย นำมาล้างให้สะอาด ต้มแล้วตัดแขนขา (ปัจจุบันเรียกว่า หนวด) แล้วควักเครื่องในออกให้หมด สับแขนขากับพาสลีย์ มินต์ มาโจรัมและเครื่องเทศชั้นดีอื่น ๆ อาจสับปลาอื่นรวมลงไปอีกได้หากว่าหมึกไม่พอ ใส่เครื่องเทศดีที่สุดที่หามาได้ และต้องมั่นใจว่าหมึกนั้นสะอาดพอ ในไส้ที่สับไว้เติมลูกเกด กระเทียมสับและหอมเจียว แล้วเติมนมอัลมอนด์และน้ำซุปที่ต้มจากปลาลงแล้วผสมเข้ากับหมึก อาจเติมน้ำส้มสายชู เครื่องเทศและน้ำมันมะกอกได้อีก ยัดไส้ใส่ตัวหมึกแล้วนำไปอบหรือย่างบนเตาให้สุก”


หมึกกล้วยยัดไส้ราดซอสมะเขือเทศและกระเจี๊ยบแบบกรีก ที่มาของภาพ

สูตรที่ว่านี้จะเกี่ยวพันอะไรกับแกงจืดหมึกยัดไส้ หรือไม่ อันนี้ผมก็ไม่ทราบได้ แต่ที่แน่ ๆ ก่อนจะมาเป็นเมนูอาหารญี่ปุ่นราคาสูงที่คนไทยหลายคนชื่นชอบ หมึกยักษ์เคยเป็น “ของกาก ๆ” ที่ไม่มีค่า ไม่มีราคาสำหรับเมืองชายทะเลของยุโรปมานานแล้ว จะว่าไปแม้แต่ประเทศที่มีทรัพยากรทางทะเลอุดมสมบูรณ์อย่างญี่ปุ่น หมึกก็คงไม่ใช่สิ่งที่พิเศษหรูหราอะไรนัก แต่เพราะแรงการตลาดหรืออะไรก็ไม่ทราบทำให้อาหารนี้กลายเป็นเมนูราคาแพงที่พร้อมจะล้วงเงินออกจากกระเป๋าคุณได้อย่างง่ายดายด้วย “มือ” ที่มองไม่เห็นของ
“สัตว์กาก ๆ” ในอดีตเหล่านี้ นี่เอง 


หมึกยักษ์ในอาหารญี่ปุ่น ที่มาของภาพ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Duzer, C.V. (2014). Sean Monster on Medieval and Renaissance Maps. London : British Library. https://www.smithsonianmag.com/science-nature/the-enchanting-sea-monsters-on-medieval-maps-1805646/
http://www.medievalists.net/2016/05/the-medieval-way-of-cooking-octopus/