Armies Weapons and Warfare

จอมพลวาลเธอร์ โมเดิล นักผจญเพลิงของฮิตเลอร์

ในบรรดานายทหารของกองทัพบกเยอรมัน เฟลด์มาร์แชล วาลเธอร์ โมเดิล (Feldmarschall Walter Model) หรือ จอมพลวาลเธอร์ โมเดิล คือนายพลของกองทัพบกเยอรมันที่ฮิตเลอร์ไว้วางใจมาก ซึ่งโดยปกติแล้ว ท่านผู้นำจะให้ความไว้เนื้อเชื่อใจบรรดานายพลจากกองกำลัง
เอสเอส (Waffen SS) มากกว่า เพราะเป็นกองกำลังที่ฮิตเลอร์สร้างขึ้นมาด้วยตนเอง ผลงานและความสามารถของนายพลคนนี้ เป็นที่ชื่นชอบของท่านผู้นำในการสนองตอบความต้องการของเขา และนี่คือเรื่องราวของจอมพลผู้มีฉายาว่า “นักผจญเพลิงของฮิตเลอร์”


จอมพลวาลเธอร์ โมเดิล ที่มาของภาพ

วาลเทอร์ โมเดิล เกิดเมื่อวันที่ 24 มกราคม ปี ค.ศ. 1891 ใกล้กับเมือง มักเดอบวร์ก (Magdeburg)
เขาเป็นบุตรชายของครูสอนดนตรี ครอบครัวของเขามีฐานะปานกลางและไม่ใช่ตระกูลทหาร แต่เขามีความใฝ่ฝันอยากเป็นทหารมาตั้งแต่เด็กกระทั่งในปี ค.ศ 1909 เขาสมัครเข้าเป็นนักเรียนทหารในครีกชคูล (Kriegsschule) ที่เมืองไนส์ซี (Neisse) หลังจากนั้นเขาสำเร็จการศึกษาและติดยศเป็นร้อยตรี
สังกัดกรมทหารราบ ฟอน อัลเฟนสลีเบินที่ 52 (52nd Infantry Regiment von Alvensleben)
ในปี ค.ศ. 1910

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 อุบัติขึ้น กรมทหารราบที่ 52 เป็นหน่วยขึ้นตรงของกองพลที่ 5 ซึ่งปฏิบัติการรบอยู่ในแนวรบด้านตะวันตก ร้อยตรีโมเดิลปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้บังคับการกรม ในเดือนพฤษภาคมปี ค.ศ. 1915 เขาได้รับบาดเจ็บจากการรบที่อาร์ราส (Arras) และในเดือนตุลาคมเขาได้รับเหรียญกางเขนเหล็กชั้นที่ 1 ผลงานของเขาได้รับความสนใจจากผู้บัญชาการกองพล นั่นจึงทำให้เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นนายทหารฝ่ายอำนวยการ เขายังแสดงความสามารถในการบังคับบัญชาในสนามรบ จนได้รับการเลื่อนยศเป็นร้อยเอก พร้อมทั้งได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ โฮเอินซอลเออนอร์ดเอิน (Hohenzollernorden) เขาเป็นนายทหารที่สามารถบริหารจัดการหน่วยทหารของตนเองได้เป็นอย่างดี และยังมีความสามารถในการวางแผนการรบภายใต้สถานการณ์เลวร้ายต่างๆ รวมทั้งยังสามารถพลิกกลับให้เยอรมันเป็นฝ่ายได้เปรียบอีกครั้ง

จอมพลโมเดิลและนายทหารร่วมกันวางแผนการรบสกัดกั้นการรุกของพันธมิตรที่ฮอลแลนด์ ที่มาของภาพ

ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติลง เขายังคงอยู่กับกองทัพเยอรมันยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ต่อไป ปี ค.ศ. 1929 เขาได้รับการเลื่อนยศเป็นพันตรี ในตอนนั้นพันตรีโมเดิลก็เป็นที่รู้จักกันดีในความสามารถของการเป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารในการตั้งรับที่เก่งคนหนึ่ง ในปี ค.ศ. 1934 เขาได้รับการเลื่อนยศเป็นพันเอก กระทั่งในปีต่อมา ก็ได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ภายในกองบัญชาการกองทัพบก พร้อมทั้งเลื่อนยศเป็นพลตรีในปี ค.ศ. 1938

เดือนกันยายนปี 1939 จนถึงเดือนพฤษภาคมปี 1940 นายพลโมเดิลปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเสนาธิการกองทัพน้อยและกองทัพ มีบทบาทสำคัญในการรุกรานโปแลนด์และฝรั่งเศส พอถึงปี ค.ศ. 1941 เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองพลยานเกราะที่ 3 (3rd Panzer Division) ในการบุกสหภาพโซเวียต เขานำกองพลยานเกราะของเขาตีฝ่าเมืองเบรสต์-ลิทอฟส์, โรกาทเชฟ, บาราโนวิซี และแม่น้ำเบอเรซิน่า นั่นจึงทำให้เขาได้รับเหรียญกล้าหาญชั้นอัศวิน ในวันที่ 9 กรกฎาคมปี ค.ศ. 1941 หลังจากที่กองทัพเยอรมันสามารถยึดเมืองสโมเลนส์และเคียฟได้แล้ว นายพลโมเดิลถูกย้ายไปบัญชาการกองทัพน้อยยานเกราะที่ 41 (41st Panzer Corps) ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1941 ซึ่งกองทัพน้อยยานเกราะนี้มีส่วนสำคัญอย่างมากและยุทธการไต้ฝุ่น อันเป็นแผนการเข้าตีกรุงมอสโก เพื่อยึดนครหลวงของสหภาพโซเวียตให้ได้
ทหารของโมเดิลเครื่อนกำลังเข้ามาจนถึงระยะทางเพียง 12 ไมล์ ก็จะถึงกรุงมอสโก ก่อนที่จะถูกกองกำลังป้องกันเมืองหลวงของโซเวียตรบต้านทานอย่างเหนียวแน่นและผลักดันให้พวกเขาต้องล่าถอยกลับไป


จอมพลโมเดิลตรวจเยี่ยมทหารของตนเองถึงในสนามเพลาะที่แนวหน้า ที่มาของภาพ

เดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1942 นายพลโมเดิลได้รับการเลื่อนยศเป็นพลโทและย้ายไปบัญชาการ กองทัพที่ 9 (9th Army) และได้รับเหรียญกล้าหาญชั้นอัศวินประดับใบโอ๊ค ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกเพราะการเลื่อนยศในครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 2 สัปดาห์หลังจากที่นายพลโมเดิลและอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เพิ่งจะโต้เถียงกันอย่างรุนแรงในระหว่างการประชุมหารือวางแผนการรบ และในครั้งนั้นโมเดิลโน้มน้าวให้ฮิตเลอร์ได้เข้าใจว่า
“นายพลที่อยู่ในสนามรบสามารถประเมินสถานการณ์ในแนวหน้าได้ดีกว่านายพลที่อยู่ในกรุงเบอร์ลิน ซึ่งประเมินสถานการณ์จากแผนที่” คำพูดนี้มันถึงกับทำให้ท่านผู้นำชื่นชมนายพลจากกองทัพบกคนนี้ขึ้นมาทันที สนับสนุนยุทธปัจจัยต่างๆ ตามที่เขาร้องขอ จากนั้นนายพลโมเดิลก็พิสูจน์ความสามารถของตนเองให้ฮิตเลอร์ได้ประจักษ์ เมื่อกองทัพแดงเคลื่อนกำลังบุกเข้าตีเมืออาร์ซีเคฟ (Rzhev) ระลอกแล้วระลอกเล่าด้วยจำนวนทหารที่มากกว่าเยอรมัน สามารถขับไล่การเข้าตีของพวกโซเวียตให้ล่าถอยกลับไป พร้อมทั้งสังหารและจับเชลยศึกได้จำนวนหลายหมื่นนาย

วันที่ 23 พฤษภาคมปี ค.ศ. 1942 นายพลโมเดิลได้รับบาดเจ็บจากการถูกลอบยิงจากพลซุ่มยิงโซเวียต กระสุนสังหารเจาะทะลุปอดด้านซ้ายของเขา อาการบาดเจ็บของท่านนายพลรุนแรงมาก เขาเสียเลือดมาก ทหารรีบนำส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลสนามทันที ถือว่ายังไม่ถึงคราวตายของเขา เขารอดชีวิตมาได้ราวปาฏิหาริย์


จอมพลโมเดิลขณะตรวจเยี่ยมกำลังพลในแนวหน้า ที่มาของภาพ

ในเดือนกรกฎาคม ปี .ค.ศ 1943 นายพลโมเดิลรับหน้าที่ในการบังคับบัญชาการรุกโต้ตอบของกองทัพเยอรมัน ตามแผนยุทธการซิทาเดิล (Operation Citadel) ซึ่งกองทัพของเขารับผิดชอบเส้นทางการรุกในพื้นที่บริเวณทางตอนเหนือ เขามีทหารจำนวน 34 กองพล มียานเกราะจำนวน 2,000 คัน และอากาศยานจำนวน 1,800 ลำ มันอาจจะดูแข็งแกร่งและคงเป็นกองทัพที่สามารถบุกตะลุยแนวรับของกองทัพแดงได้ไม่ยาก แต่ในกรรบครั้งนี้สหภาพโซเวียตระดมกำลังสำรองที่มีอยู่เตรียมพร้อมเอาไว้สำหรับรุกโต้ตอบ ซึ่งมีจำนวนมากกว่ากองทัพเยอรมันทั้งหมด

เมื่อการรบเปิดฉากขึ้น กองทัพเยอรมันทำการทะลุทะลวงแนวรับของฝ่ายสหภาพโซเวียตเป็นระยะทางไกล ทหารโซเวียตซึ่งวางกำลังตั้งรับ ล่าถอยอย่างเป็นระบบและหลอกล่อให้กองทัพเยอรมันไล่ตามมา พร้อมทั้งลวงให้เข้ามาอยู่ในพื้นที่สังหารของปืนใหญ่และจรวดหลายลำกล้อง ตามมาด้วยคลื่นการเข้าตีโต้ตอบของรถถังและทหารราบที่ยกพลบุกออกมาแบบไม่รู้จักหมด ทหารโซเวียตเคลื่อนพลโอบล้อม และบดขยี้หน่วยทหารเยอรมันลงทีละหน่วย มีบางหน่วยตกอยู่ในวงล้อม ซึ่งหน่วยทหารของกองทัพนายพลโมเดิลก็เช่นกัน เมื่อการรบมีแนวโน้มว่าฝ่ายเยอรมันกำลังจะปราชัยในศึกนี้ กองบัญชาการกองทัพเยอรมันออกคำสั่งให้ทหารเยอรมันในสมรภูมิถอนกำลังออกมา และกองทัพของนายพลโมเดิลก่อนที่จะล่าถอย เขาสั่งให้ทำลายเมืองและหมู่บ้านทุกแห่งที่ทหารเยอรมันเคลื่อนที่ผ่าน ถนน รางรถไฟ เสาไฟฟ้า รวมทั้งชาวบ้านที่ขัดขวางหรือต่อต้านถูกสังหารไปเป็นจำนวนมาก มันจึงทำให้ชื่อของนายพลโมเดิลถูกหมายหัวจากฝ่ายพันธมิตรว่าต้องจับกุมตัวมาขึ้นศาลอาชญากรสงครามให้ได้เมื่อสงครามยุติลง


โมเดิลและฮิตเลอร์ ที่มาของภาพ

ในเดือนมกราคมปี ค.ศ. 1944 เขาได้รับการเลื่อนยศเป็นพลเอก ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกลุ่มกองทัพเหนือ (Army Group North) เขายังคงอยู่ในแนวรบด้านตะวันออก กระทั่งวันที่ 31 พฤษภาคมในปีนั้น เข้าไปรับการเลื่อนยศเป็นจอมพล การบัญชาการรบตั้งรับของเขาหยุดคลื่นการโหมเข้าตีของกองทัพแดงเอาไว้ได้หลายครั้ง ความสามารถตรงนี้ส่งผลให้แนวรบของเยอรมันส่วนอื่นๆ ไม่ถูกพวกโซเวียตโอบล้อม ทำให้พวกโซเวียตต้องสูญเสียทหารไปเป็นจำนวนมากกับการตั้งรับของโมเดิล นั่นจึงทำให้ฮิตเลอร์ชื่นชมเขาอย่างมาก และมักจะส่งเขาไปบัญชาการในยุทธบริเวณที่ฝ่ายเยอรมันกำลังเสียเปรียบ หรือช่วยกองกำลังเยอรมันที่ถูกข้าศึกล้อม จึงทำให้เขาได้รับฉายาว่า “นักผจญเพลิงของฮิตเลอร์” อันหมายถึง การรับหน้าที่จัดการกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก หรือขจัดภัยคุกคามของข้าศึกจนสำเร็จลุล่วงให้แก่ท่านผู้นำ

นายพลโมเดิลเป็นที่รักและชิงชังของทหารใต้การบังคับบัญชา แตกต่างจากจอมพลเยอรมันคนอื่นๆ อย่างจอมพลรอมเมิลหรือแคสเซลลิ่ง ที่ทหารพากันศรัทธาอย่างหมดใจ สิ่งหนึ่งที่ทหารจะพบได้ก็คือ เขามักจะไปปรากฏตัวที่แนวหน้าสุดของการรบอยู่เสมอ ดังจะเห็นได้จากการที่เขาถูกพลซุ่มยิงของข้าศึกยิงจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ก็เพราะการที่เขาเดินทางไปตรวจเยี่ยมแนวรบในสนามรบด้วยตนเองเช่นนี้ และการที่เขามาดูสภาพจริงของสนามรบ นั่นทำให้เขาสามารถวางแผนและสั่งการผู้บังคับหน่วยได้ทันท่วงที ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในการรบที่เมืองอาร์ซีเคฟ (Rzhev) ซึ่งในศึกนี้เขาลงไปบัญชาการกองพันต่างๆ ด้วยตนเอง ท่ามกลางการรบอันสับสนนั้น นายพลโมเดิลหยิบปืนพกประจำกายยิงต่อสู้กับทหารราบข้าศึกที่ดาหน้าบุกเข้ามา เข้าลั่นไกยิงทหารข้าศึกในระยะประชิดล้มลงเสียชีวิตไปหลายนาย นั่นจึงทำให้ทหารเยอรมันพากันฮึกเหิมอย่างมากที่เห็นผู้บังคับบัญชาระดับสูงของตน สู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเขาถึงเพียงนี้

กระทั่งกลางเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1944 เขาถูกย้ายไปบัญชาการกลุ่มกองทัพบี (Army Group B) ที่กำลังเข้าตาจนและจวนเจียนจะถูกทำลายในสมรภูมินอร์มังดีแนวรบด้านตะวันตก ในขณะนั้นกองทัพอเมริกันและอังกฤษกำลังจะบดขยี้ทหารเยอรมันให้เหลือแต่ชื่อ ตั้งแต่วันดีเดย์เป็นต้นมาแนวรบด้านตะวันตกมีแต่ความปราชัยต่อเนื่องกันมาโดยตลอด ทหารเยอรมันหลายกองพลกำลังจะถูกละลาย และภาระในการบัญชาการรบของโมเดิลก็ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เขายังต้องทำหน้าที่ผู้บัญชาการแนวรบด้านตะวันตก (German Army Command in the West) ครอบคลุมดินแดนยึดครองของเยอรมันทั้งหมดทางด้านตะวันตก ฮิตเลอร์หวังเป็นอย่างยิ่งว่า มือปืนของเขาจะสามารถกอบกู้สถานการณ์ที่สิ้นหวังนี้ได้ แต่จอมพลโมเดิลตระหนักดีว่า ศึกนอร์มังดีนี้ กองทัพเยอรมันกำลังจะปราชัย เขาพูดกับคณะเสนาธิการของเขาว่า “ผมต้องมาบัญชาการกองทัพที่กำลังจะแพ้” แต่ท่านผู้นำยังคงยืนกรานให้รบต่อไป ทำให้จอมพลโมเดิลทำในสิ่งที่นายทหารเยอรมันหลายคนไม่กล้าทำ นั่นก็คือ การขัดคำสั่งท่านผู้นำ เขาสั่งให้ทหารถอยและนำกำลังที่เหลืออยู่ถอยกลับข้ามพรมแดนเยอรมันไป มันช่วยรักษาชีวิตทหารเยอรมันกว่า 2 แสนนายให้มีชีวิตรอดเพื่อรบในวันต่อไป

จอมพลโมเดิลกลับมาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกลุ่มกองทัพบี (Army Group B) และมอบการบัญชาการแนวรบด้านตะวันตกให้แก่จอมพลแกร์ด ฟอน รุนชเตท อีกครั้ง ในช่วงก่อนหน้าที่ยุทธการมาร์เก็ตการ์เดนส์ (Operation Market Garden) ของกองทัพพันธมิตรจะเริ่มขึ้น เขาสั่งเร่งฟื้นฟูกำลังทหารและเร่งรัดการบรรจุกำลังพลทดแทนเข้าประจำการในหน่วยทหารเยอรมัน เพราะเขาเชื่อว่ากองทัพพันธมิตรจะต้องเปิดการรุกอีกครั้ง ภายหลังปารีสตกอยู่ในมือของพันธมิตร ข้าศึกกำลังฮึกเหิมกับชัยชนะและคาดหวังว่าการพิชิตกองทัพเยอรมันนั้นคงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอีกต่อไป ซึ่งก็เป็นความจริง เมื่อทหารพันธมิตรบุกและรุกมาถึงกองบัญชาการของเขาที่เมืองอาร์นเฮม (Arnhem) ประเทศฮอลแลนด์ ศึกครั้งนี้จอมพลโมเดิลคาดการณ์แผนการรุกของพวกพันธมิตรได้อย่างแม่นยำ เขาคือคนที่สั่งให้กองทัพน้อยยานเกราะเอสเอสที่ 2
(II SS Panzer Corps) ซึ่งมีกองพลยานเกราะเอสเอสที่ 9 และ 10 รุกโต้ตอบการบุกของพลร่มพันธมิตร 
ขัดขวางไม่ให้กองกำลังทางบกของพันธมิตรรุกเข้ามาประสานกับพลร่มของฝ่ายตนเองได้ นั่นจึงเป็นการยัดเยียดความปราชัยอย่างใหญ่หลวงให้แก่ฝ่ายพันธมิตรในยุทธการครั้งนี้


หลุมศพของเขาในสุสานทหารเยอรมัน ที่มาของภาพ

เมื่อกองทัพเยอรมันเปิดฉากการรุกโต้ตอบที่ป่าอาเดนส์ช่วงปลายปี ค.ศ. 1944 แม้เขาเองจะไม่เห็นด้วยกับการรุกครั้งนี้ แต่ด้วยการบัญชาการทหารกว่า 30 กองพลที่เขามี เขาต้องทำในสิ่งที่ถูกสั่งและลงมือทำในสิ่งที่พอจะทำได้เท่านั้น จอมพลโมเดิลรู้ดีว่าแผนการรุกนี้มีความเสี่ยงอย่างมากที่กองทัพเยอรมันจะเสี่ยงต่อการรุกกลับจากทุกทิศทุกทางของฝ่ายพันธมิตร รวมทั้งกำลังทางอากาศที่แข็งแกร่งของข้าศึกที่ลิดรอนกำลังทหารของเขาลงไปเรื่อยๆ แต่เขาไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากต้องปฏิบัติตาม หลังจากนั้นกว่า 2 เดือนของยุทธการ ทหารกว่า 30 กองพลของเขาถูกละลายทั้งหน่วย ทหารเยอรมันถูกสังหารและตกเป็นเชลย ส่วนทหารที่เหลืออยู่ก็ล่าถอยกลับข้ามพรมแดนเยอรมันแทบจะสิ้นสภาพทำการรบ

ฝ่ายพันธมิตรรุกข้ามแม่น้ำไรน์ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1945 ทหารเยอรมันหลายหน่วยที่อ่อนล้าและสิ้นหวัง พากันยอมจำนนต่อกองกำลังพันธมิตร กองทัพของจอมพลโมเดิลถูกล้อมอยู่ในแคว้นรูฮร์ (Ruhr) เขาไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากปลิดชีพตนเอง เพราะรู้ดีว่าตัวของเขาต้องถูกนำตัวไปพิจารณาคดีหลังสงครามอย่างแน่นอน เขาใช้ปืนพกประจำการยิงเข้าที่ศีรษะในบริเวณป่า ปัจจุบันคือ เมืองราทินเงิ่น (Ratingen) ก่อนที่เยอรมันจะยอมแพ้ในอีก 2 สัปดาห์ต่อมา ทหารนำศพของเขาฝังเอาไว้ที่นั่นจนกระทั่งในปี ค.ศ. 1955 จึงมีการนำศพเขาไปฝังไว้ในสุสานทหารเยอรมันและทำพิธีฝังอีกครั้งอย่างสมเกียรติ


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- website : https://ww2db.com/person_bio.php?person_id=37
- website : http://spartacus-educational.com/GERmodel.htm
- website : http://www.dday-overlord.com/en/battle-of-normandy/biographies/germany/walter-model
- website : https://www.findagrave.com/memorial/11833/walter-model
- website : https://en.wikipedia.org/wiki/Walter_Model