Armies Weapons and Warfare

ลักษณะการใช้กลยุทธ์ตามตำราพิชัยสงครามของซุนวู ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แผนการรบทั้งของฝ่ายพันธมิตรและฝ่ายอักษะ ถูกวางแผนขึ้นมาเพื่อเอาชัยชนะอีกฝ่าย ทุกๆ แผนที่ต่างฝ่ายต่างนำมาใช้มันอัดแน่นไปด้วยการลวง การอาศัยประโยชน์จากจุดอ่อนและจุดแข็งที่มีของแต่ละฝ่าย ความกล้าได้กล้าเสียของผู้นำ และเล่ห์เหลี่ยมต่างๆ ที่ต้องถูกดึงออกมาใช้กันอย่างถึงที่สุด ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่นักการทหารชาวจีน เมื่อกว่า 400 ปี ก่อนคริสตกาล เจ้าของตำราการรบอันเป็นสุดยอดของตำราในการทำสงคราม นามของอัจฉริยะแห่งการทำสงครามคนนี้คือ ซุนวู (孙武) หรือในภาษาจีนกลางออกเสียงว่า ซุนจื่อ ( 孙子) เจ้าของตำราพิชัยสงครามซุนจื่อ หรือ ซุนจื่อปิงฝ่า
(孙子兵法)

ภาพวาดซุนวู หรือ ซุนจื่อ นักการทหารของจีนผู้เขียนตำราพิชัยสงครามอันโด่งดัง ที่มาของภาพ

ตำราพิชัยสงครามซุนจื่อ มีอิทธิพลและเป็นแม่แบบให้กับการทำสงครามในยุคต่อมา เมื่อมีการนำตำราเล่มนี้ไปแปลเป็นภาษาฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1772 โดย ฌอง โจเซฟ มารี เอมิว ก่อนจะถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย เอเวอราด เฟอกูสัน แคลทรอป ในปี ค.ศ. 1905 โดยใช้ชื่อว่า “The Book of War” ต่อมาภายหลังหนังสือเล่มนี้ถูกเรียบเรียงเป็นภาษาอังกฤษอย่างสมบูรณ์อีกครั้งโดย ไลโอเนล ไจล ในปี ค.ศ. 1910 นั่นจึงทำให้หนังสือเล่มนี้แพร่หลายออกไปทั่วโลก หลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ปะทุขึ้นในปี ค.ศ. 1939 กองทัพพันธมิตรและอักษะ เปิดฉากทำสงครามกันทั่วโลก แม่ทัพนายกองของแต่ละฝ่าย นำประสบการณ์และความสามารถด้านการทหารออกมาใช้ นี่เป็นตัวอย่างในการรบช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีการปฏิบัติการหรือใช้กลยุทธ์แบบเดียวกับใน 36 กลยุทธ์ของซุนจื่อ มีตัวอย่างดังต่อไปนี้


ตำราพิชัยสงครามที่ถูกแปลออกเป็นภาษาอังกฤษ ที่มาของภาพ

กลยุทธ์ "ปิดประตูจับโจร" หมายถึงเมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่มีความอ่อนแอ และมีจำนวนเพียงน้อยนิด ควรโอบล้อมแล้วบุกทำลายให้หมด ตัวอย่างเช่น

นอร์มังดี ฝรั่งเศส เดือนสิงหาคม 1944 การรบในวงล้อมฟาเลส (Falaise Pocket) เริ่มขึ้น เมื่อกองทัพที่ 7 ของเยอรมันทั้งกองทัพ ถูกข้าศึกผลักดันให้ล่าถอยมาตั้งแต่วันดีเดย์ ในตอนนี้ทหารกองพลต่างๆ ของกองทัพที่ 7 กำลังจะถูกล้อม และชะตากรรมของพวกเขาขึ้นอยู่กับแนวรับของเยอรมันในเมืองชอมบัว (Chambois) และ เมืองทรันท์ (Trun) หากเปรียบเปรยแล้วมันก็คือ “ปากถุงที่กำลังจะถูกปิด” เมืองชอมบัวอยู่ทางใต้และเมืองทรันท์อยู่ทางเหนือ เมืองทั้งสองแห่งนี้มีระยะทางห่างกันเพียง 30 กิโลเมตรเท่านั้น การที่กองทัพเยอรมันจะทำการรุกฝ่าออกไปได้ พวกเขาจำเป็นต้องตรึงแนวรับที่เมืองทั้งสองแห่งเอาไว้ให้ได้นานที่สุด โดยมีกองพลยานเกราะของเยอรมันในสังกัดของกองทัพน้อยยานเกราะเอสเอสที่ 2 จะต้องทำหน้าที่ “เปิดปากถุง”


เจ้าหน้าที่ของอังกฤษขณะกำลังดักฟังการสนทนาของนักบินเยอรมัน ที่มาของภาพ

ขณะเดียวกันฝ่ายพันธมิตรเองก็ต้องยึดเมืองทั้งสองแห่งนี้ให้ได้เพื่อ “ปิดปากถุง” และเข้าทำลายข้าศึกในวงล้อมให้สิ้นซาก กองกำลังพันธมิตรทั้งอเมริกัน อังกฤษ แคนนาดา โปแลนด์ และฝรั่งเศสเสรี รวมพลกันบดขยี้กองทัพเยอรมันในวงล้อมฟาเลสแห่งนี้ เมื่อการรบยุติลง พลเอกดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวเออร์
ผู้บัญชาการสูงสุดกองกำลังพันธมิตรกล่าวว่า “เป็นที่แน่ชัดเลยว่า วงล้อมฟาเลสคือยุทธภูมิที่เป็นทุ่งสังหารอย่างแท้จริงกว่าการรบในยุคใดๆ ก็ตาม เวลากว่า 48 ชั่วโมงภายหลังจากปิดวงล้อม ผมได้มีโอกาสเดินเข้าไปในสนามรบ และมองเห็นด้วยสายตาของตัวเองแล้วว่า มันคือนรกบนดิน แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเดินไปในระยะ 100 หลา โดยไม่ได้ไปเหยียบลงบนซากศพที่ระเกะระกะอยู่ในสนามรบ”

กลยุทธ์ "จูงแพะติดมือ" หมายถึงการใช้ประโยชน์จากความประมาทของข้าศึก หรือไม่ปล่อยให้โอกาสแห่งชัยชนะหลุดมือไป แม้มันจะเป็นชัยชนะเพียงเล็กน้อยก็ตาม ตัวอย่างเช่น


นาวาตรีเบิร์นด์ คลุ๊ก ที่มาของภาพ

วันที่ 28 เมษายน ปี ค.ศ. 1944 เรือ S-Boot จำนวน 9 ลำ ภายใต้การบัญชาการของนาวาตรีเบิร์นด์ คลุ๊ก เล็ดลอดเข้ามาโจมตีกองเรือยกพลขึ้นบกของอเมริกัน ซึ่งกำลังฝึกซ้อมการยกพลขึ้นบกเพื่อเตรียมความพร้อมในยุทธการโอเวอร์ลอร์ด อันเป็นแผนยุทธการสำคัญของวันดีเดย์ ในอีก 2 เดือนต่อมา บริเวณอ่าวแลมในประเทศอังกฤษ มันเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ของการโจมตี เรือแอลเอสที (LST) 2 ลำก็จมลงทันที และอีก 1 ลำเสียหายอย่างหนัก พร้อมคร่าชีวิตทหารอเมริกันจำนวน 749 นาย ที่ยังไปไม่ถึงสนามรบ ทหารอีกกว่า 200 นายต้องบาดเจ็บ การสูญเสียครั้งนี้มากกว่าที่หาดยูท่าห์ในวัน D-Day เสียอีก (ทหารอเมริกันเสียชีวิตที่หาดยูท่าห์ ในการยกพลขึ้นบกวัน D-Day จำนวน 197 นาย) ขณะที่ฝ่ายเยอรมันไม่มีทหารบาดเจ็บหรือเสียชีวิตในการโจมตีครั้งนี้เลยแม้แต่นายเดียว

กลยุทธ์ "ส่งเสียงบูรพาตีฝ่าประจิม" การหลอกล่อให้ข้าศึก หลงทิศทางในการบุกโจมตีของฝ่ายเรา
โดยแสแสร้งทำทีจะบุกเข้ามาทางหนึ่ง แต่การบุกจริงกลับบุกมาอีกทิศทางหนึ่ง ตัวอย่างเช่น


นายพลแพตตั้น ขณะออกตรวจแนวรบ ที่มาของภาพ

นายพลแพตตั้นต้องทำหน้าที่เป็น ผู้บัญชาการกลุ่มกองทัพอเมริกันที่ 1 (U.S. 1st Army Group) ซึ่งกลุ่มกองทัพทั้งหมดนี้คือ กองทัพหลอกๆ ที่ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงกองกำลังที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อลวงพวกเยอรมันที่อีกฝั่งหนึ่งของทางช่องแคบอังกฤษ นั่นคือพาส เดอ คาเล อันเป็นจุดที่แคบที่สุดและอยู่ใกล้แผ่นดินใหญ่ของยุโรปมากที่สุด รวมทั้งยังเป็นจุดที่เหล่าบรรดาจอมพลและเสนาธิการในกองทัพเยอรมันปักใจเชื่อมาตลอดว่า มันคือจุดที่พวกพันธมิตรหมายมั่นจะยกพลขึ้นบก ชื่อเสียงของนายพลแพตตั้นเลื่องลือในหมู่มิตรและครั่นคร้ามต่อศัตรูเป็นอย่างยิ่ง ผลงานของเขาทั้งในแอฟริกาและซิซิลี ทำให้กองบัญชาการกองทัพเยอรมันต้องคอยติดตามข่าวการปรากฏตัวของนายพลจอมมุทะลุคนนี้ ไม่ว่าเขาจะไปปรากฏตัวอยู่ ณ ที่แห่งใด มุมใดของโลกก็ตาม ก็เป็นสิ่งสำคัญที่หน่วยข่าวกรองเยอรมันจะต้องล่วงรู้ให้จงได้


รถถังเป่าลมถูกสร้างขึ้นมาเพื่อลวงฝ่ายเยอรมัน ที่มาของภาพ

การปรากฏตัวของแพตตั้นและกองทัพหลอกๆ ของเขา อย่างกลุ่ม กองทัพอเมริกันที่ 1 ก็ยิ่งสร้างความน่าเชื่อถือว่าการบุกจะต้องเริ่มที่นี่ รวมทั้งการสร้างกองทัพปีศาจ (Ghost Army) ซึ่งเป็นการจัดฉากของบรรดาอากาศยานและยานพาหนะเป่าลม รวมทั้งค่ายทหารร้างที่ไร้กำลังประจำการอยู่บริเวณตอนใต้ของอังกฤษ เพื่อลวงพวกเยอรมันให้เชื่อว่า กองทัพพันธมิตรกำลังรวมพลกันอยู่ ณ ที่ตรงนี้ นั่นจึงทำให้ฝ่ายเยอรมันคงกองกำลังยานเกราะหลัก และกำลังทหารชั้นดีเอาไว้ที่อีกฝั่งของช่องแคบอังกฤษ เพื่อเผชิญกับกองทัพของแพตตั้นที่พวกเขาเชื่อว่ากำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า เมื่อถึงวันดีเดย์ D-Day วันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1944 กว่าที่ฝ่ายเยอรมันจะรู้ว่า กองทัพที่พวกเขาเฝ้าจับตาดูอยู่นั้นเป็นกองทัพหลอกๆ และการเข้าตีที่แท้จริงของฝ่ายพันธมิตรคือนอร์มังดี ไม่ใช่ พาส เดอ คาเล ทหารพันธมิตรจำนวนนับแสนนายก็ขึ้นบกและสถาปนาหัวหาดได้ก่อนจะรุกตีฝ่าแนวรับเยอรมันออกไปหลังจากนั้น


ฌอง โจเซฟ มารี เอมิว ผู้นำตำราพิชัยสงครามซุนจื่อไปยังยุโรป ที่มาของภาพ

กลยุทธ์ "สลับแขกเป็นเจ้าบ้าน" หมายถึง เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เปิดช่องสบโอกาสให้สอดแทรก
ควรสอดแทรกเพื่อกุมจุดสำคัญ หรือหัวใจของอีกฝ่ายไว้ ตัวอย่างเช่น

ยุทธการโคโรน่า หรือ Operation Corona เป็นอีกหนึ่งยุทธการลวงกองทัพอากาศเยอรมัน ซึ่งจัดฉากการลวงครั้งนี้อย่างเจ็บแสบโดยกองทัพอากาศอังกฤษ ภารกิจของการลวงในครั้งนี้มีขึ้นเพื่อ ขัดขวางอุปสรรคและภัยคุกคามจากเครื่องบินขับไล่ในเวลากลางคืนของเยอรมัน ทำการบินสกัดกั้นฝูงบินทิ้งระเบิดอังกฤษในภารกิจทิ้งระเบิดเวลากลางคืน ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ฝ่ายอังกฤษสูญเสียเครื่องบินทิ้งระเบิดและนักบินไปเป็นจำนวนมาก จากยุทธวิธีบินเข้ามาโจมตีอย่างไม่รู้ตัว โดยเครื่องบินขับไล่เวลากลางคืนของเยอรมัน
ฝ่ายเยอรมันมักจะนำเครื่องบินของตนเอง บินเข้ามาอยู่ใต้ท้องเครื่องบินทิ้งระเบิดอังกฤษ ก่อนจะใช้ปืนใหญ่อากาศที่ติดตั้งบนเครื่องบินตนเอง ยิงเข้าบริเวณเครื่องยนต์หรือยิงขึ้นมาใส่บริเวณห้องนักบิน มันทำให้นักบินอังกฤษต้องสังเวยชีวิตและถูกเยอรมันจับเป็นเชลยจากยุทธวิธีนี้ มันเป็นการยากที่ฝูงบินทิ้งระเบิดอังกฤษจะรู้ตัวว่ามีเครื่องบินขับไล่ข้าศึกบินเข้ามาใต้ท้องเครื่องบินตัวเอง กว่าจะรู้ได้ พวกเขาก็ถูกยิงจนพรุนไปทั้งลำเสียแล้ว


เรือจำลอง Schnellboot (ชเนลบู๊ท) หรือ S-Boot ฉลามร้ายของฝ่ายเยอรมนี ที่มาของภาพ

ดังนั้น กองทัพอากาศอังกฤษจึงต้องคิดหาวิธีการ เพื่อขจัดอุปสรรคสำคัญของการทิ้งระเบิดในเวลากลางคืน โดยพวกเขาลงมือทำการลวงด้วยวิธีอย่างง่ายๆ นั่นก็คือ “การลวงนักบินขับไล่ในเวลากลางคืนของเยอรมันด้วยการปลอมตัวเป็นหอบังคับการบินของฝ่ายเยอรมัน” สั่งการให้เครื่องบินขับไล่เยอรมันบินไปใน
ทิศทางอื่นๆ หรือออกคำสั่งให้บินกลับฐาน มันเป็นการสร้างเรื่องโกหกข้าศึกที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่ว่ามันเกิดขึ้นแล้ว กองทัพอากาศอังกฤษนำเหล่าบรรดาชาวเยอรมันเชื้อสายยิว ซึ่งหลบหนีการจองล้างจองผลาญของพรรคนาซีมาอยู่ที่ประเทศอังกฤษในช่วงก่อนและระหว่างสงคราม โดยชาวเยอรมันเชื้อสายยิวเหล่านี้เป็นคนเยอรมันแท้ๆ ที่มีสำเนียงการพูดแบบชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์ มันไม่ใช่ภาษาเยอรมันสำเนียงอังกฤษ แตกต่างจากการพยายามดัดเสียงสำเนียงให้ดูคล้ายคนเยอรมัน

พวกเขาแอบใช้สัญญาณวิทยุนี้ ปลอมตัวเข้ามาเป็นหอบังคับการบิน สั่งการเครื่องบินขับไล่ในเวลากลางคืนของเยอรมัน ให้บินกลับฐานหรือสั่งการให้เครื่องบินขับไล่เวลากลางคืน บินไปยังทิศทางอื่นๆ ที่ไม่ใช่เส้นทางบินของฝูงบินทิ้งระเบิดอังกฤษ เหล่านักบินรบเยอรมันก็ไม่ได้สงสัยหรือแปลกใจแม้แต่น้อย
ว่าหอบังคับการบินที่พวกเขากำลังสนทนาอยู่นั้น หาใช่หอบังคับการบินของกองทัพเยอรมัน แต่เป็นการแฝงกายเข้ามาลวงพวกเยอรมันโดยฝีมือของอังกฤษ

กลยุทธ์ "จักจั่นลอกคราบ" เป็นกลยุทธ์ที่มีความหมายถึงการรักษาไว้ซึ่งการจัดแนวรบในรูปแบบเดิม ให้แลดูสง่าและน่าเกรงขาม เป็นการหลอกล่อไม่ให้ศัตรูเกิดความสงสัย ไม่กล้าผลีผลามนำกำลังทหารบุกเข้าโจมตี

ประวัติศาสตร์บันทึกเอาไว้ว่า พลโทเบอร์นาร์ด มอนท์โกเมอรี่ ผู้บัญชาการกองทัพอังกฤษและเครือจักรภพในยุทธภูมิแอฟริกาเหนือ คือผู้ที่ยัดเยียดความปราชัยให้แก่แม่ทัพผู้ได้รับสมญานามว่า “จิ้งจอกทะเลทราย” อย่างจอมพลเออร์วิน รอมเมล ของเยอรมัน แต่น้อยคนนักที่จะล่วงรู้ว่าชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่ผลักดันกระแสของสงครามในแอฟริกาเหนือให้เปลี่ยนไป มีชายคนหนึ่งมีส่วนร่วมในส่วนสำคัญของการศึกครั้งนี้ เขาคนนี้ไม่ใช่เสนาธิการทหารที่ชาญฉลาด หรือยอดทหารกล้าของกองพัน แต่ชายผู้นี้เป็นเพียงแค่ “นักมายากล”!


แจสเปอร์ เมสเกลาย ยอดนักมายากลผู้มีชื่อเสียงของอังกฤษ ที่มาของภาพ

แจสเปอร์ เมสเกลาย เขาคือนักมายากลที่มีชื่อเสียงของอังกฤษในช่วงทศวรรษที่ 1930 ความสามารถอันล้นเหลือในการสะกดคนดูให้หลงเชื่อในมายาการแสดงกลอันหลากหลายของเขาเป็นที่ตื่นตาตื่นใจของ
ชาวอังกฤษ นายพลเซอร์อาชิบาล เวเวล ผู้บัญชาการกองทัพอังกฤษและเครือจักรภพในแอฟริกาเหนือ เรียกตัวเขาเข้ามาเพื่อสร้างหน่วยพิเศษหน่วยหนึ่งขึ้นมา หน่วยพิเศษนี้ไม่ใช่การรวมการเฉพาะกิจของยอดทหาร
แต่มันคือการรวมตัวกันของ สถาปนิก ศิลปินด้านการสร้างรูปดั้งเดิม ช่างไม้ นักเคมี วิศวกรไฟฟ้า ช่างไฟฟ้า ช่างสี และนักสร้างฉากละคร ดูจากรายชื่อแล้วถ้าไม่บอกว่าพวกเขากำลังจะออกไปช่วยชาติทำสงครามก็คงจะฟังดูไม่น่าเชื่อเท่ากับออกไปสร้างวิหาร หรือตบแต่งโบสถ์ แต่พวกเขาเหล่านี้คือหน่วย “กองกำลัง เอ หรือ A Force” แต่ทหารเรียกพวกเขาว่า “แก๊งมายากล หรือ Magic Gang” ภารกิจของแก๊งมายากล คือการสร้างภาพลวงตา หรือการลวงในรูปแบบต่างๆ พวกเขาสามารถสร้างรถจี๊ปธรรมดาๆ คันหนึ่งให้แลดูเหมือนรถถังที่น่าเกรงขามด้วยไม้อัดและผ้าใบ หรือการทำให้รถถังทั้งคันกลายเป็นรถบรรทุกทหารที่ไร้พิษสง


ภาพถ่ายท่าเรือเมืองอเล็กซานเดรียปลอมที่ถูกทำขึ้นมาเพื่อลวงเครื่องบินทิ้งระเบิดเยอรมัน ที่มาของภาพ

อีกหนึ่งภารกิจครั้งสำคัญที่ แจสเปอร์ เมสเกลาย และแก๊งมายากลของเขาได้สร้างการลวงข้าศึกครั้งสำคัญนั่นก็คือ การทำให้ท่าเรือเมืองอเล็กซานเดรียที่ในประเทศอียิปต์หายไปทั้งเมือง!!! ซึ่งท่าเรือแห่งนี้คือหัวใจที่สูบฉีดเสบียง เชื้อเพลิง ยุทโธปกรณ์ กระสุนไปยังกองทัพอังกฤษและเครือจักรภพทั้งหมดในแอฟริกาเหนือ กองทัพอังกฤษจึงต้องรักษาท่าเรือแห่งนี้ให้ปลอดภัยจากการโจมตีทางอากาศของพวกเยอรมัน

แจสเปอร์ เมสเกลาย และแก๊งมายากล ร่วมกันสร้างท่าเรือเมืองอเล็กซานเดรียปลอมขึ้นมาที่ริมทะเลสาบดังกล่าว พวกเขาใส่รายละเอียดทุกอย่างที่ท่าเรือควรจะมี ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน อาคารต่างๆ เรือสินค้า
ตู้สินค้า ปืนต่อสู้อากาศยาน และยานยนต์ต่างๆ ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นของปลอม สาเหตุที่ แจสเปอร์
เมสเกลาย เลือกพื้นที่ตรงนี้เพราะเขารู้ว่า พวกเยอรมันรู้พิษสงของฝูงบินขับไล่อังกฤษดี พวกเขาจึงอาศัยความมืดบินเข้ามาทิ้งระเบิดในเวลากลางคืน ด้วยความสูงในระดับ 8,000 ฟิต การมองผ่านกล้องเล็งทิ้งระเบิดบนเครื่องบินในเวลากลางคืน เป็นเรื่องที่ยากมากที่พลทิ้งระเบิดและนักบินเยอรมันจะดูออกว่ามันเป็นท่าเรือของจริงหรือไม่ ด้วยความอุตสาหะและทุ่มเทส่งผลให้ท่าเรือของฝ่ายอังกฤษปลอดภัย ขณะที่พวกเยอรมันยังหลงระเริงคิดว่าตนเองทำลายเรือสินค้าและยุทธปัจจัยของฝ่ายอังกฤษลงได้แล้ว


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
1. https://suntzusaid.com/
2. https://en.wikipedia.org/wiki/The_Art_of_War
3. http://www.facebook.com/notes/ดรสมนึก-หงษ์ยิ้ม/หลัก-36-กลยุทธ์ตำราพิชัยสงคราม-ประยุกต์ใช้ได้กับทุกงาน/462710500407405/
4. https://en.wikipedia.org/wiki/The_Art_of_War
5. https://www.history.com/topics/the-art-of-war