Oriental World

หาบเร่หมั่นโถว บุกวังหลวง

紫禁城 พระราชวังต้องห้าม ชื่อก็บอกชัดว่าเป็นเขตหวงห้ามที่สามัญชนมิอาจกรายใกล้ เพราะมีการคุ้มกันแน่นหนา ชนิดที่ว่า สามก้าวเจอด่าน ห้าก้าวเจอตรวจ

แต่ใครจะคาดคิด เคยมีเด็กหนุ่มหาบหมั่นโถวเข้าไปขายได้ถึงในวังหลวง

วันหนึ่งในเดือนกันยายน ค.ศ. 1851 ตรงกับปีที่ 1 ในรัชสมัยเสียนเฟิงฮ่องเต้


บุกวังหลวง ขายหมั่นโถว ที่มาของภาพ 

หวังคู่เอ๋อร์ 王库儿 ขณะกำลังหาบหมั่นโถวตะโกนขายอยู่ใกล้ๆ กับประตูตงหัวเหมิน พระราชวังต้องห้าม เขาพบเห็นสิ่งหนึ่งหล่นอยู่ที่พื้น เป็นป้ายห้อยเอว 腰牌 ป้ายหนึ่ง หวังคู่เอ๋อร์เป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยไม่ถึง
16 ปีดี เขาไม่รู้หนังสือ จึงไม่รู้ว่าข้อความในป้ายเขียนว่าอะไร แต่รู้ว่าสวยแปลกตา จึงนำมาห้อยที่เอว
แต่ป้ายห้อยเอวนี้ ที่แท้เป็นเหมือนบัตรผ่านเข้า-ออกวังหลวงนั่นเอง

ต่อมา มีผู้ที่รู้หนังสือมาซื้อหมั่นโถวกับเขา เห็นเข้าจึงเตือนเขาว่า

“ป้ายห้อยเอวแบบนี้ ไม่ใช่สามัญชนจะมีใช้ได้ เจ้าควรรีบนำไปส่งคืนเจ้าหน้าที่ หาไม่อาจมีความผิด”
หวังคู่เอ๋อร์ได้ฟังก็กลัวความผิด บ่ายวันนั้น เขาทิ้งหาบหมั่นโถวเอาไว้ แล้วรีบเดินไปที่ประตูตงหัวเหมิน
เพื่อนำป้ายห้อยเอวไปคืน พอหยิบป้ายออกมายื่นให้นายทหารที่เฝ้าประตู นายทหารเห็นป้ายในมือ
หวังคู่เอ๋อร์ก็โบกมือไล่ให้หวังคู่เอ๋อร์เดินเข้าวังไป หวังคู่เอ๋อร์เงอะๆ งะๆ ไม่กล้าพูดมาก เดินเข้าสู่วังหลวงตามที่เขาบอก

เด็กหนุ่มขายหมั่นโถวอย่างหวังคู่เอ๋อร์ แค่บ้านมหาเศรษฐียังไม่มีโอกาสจะได้เห็น ใครเลยจะคาดคิดว่าจะมีวาสนาได้เข้ามาถึง “บ้าน” ของฮ่องเต้


ลักษณะของป้ายห้อยเอวที่ใช้เข้า-ออกวังหลวง ที่มาของภาพ 

ภายในวัง ไม่มีใครสนใจหวังคู่เอ๋อร์ที่เดินเปะปะไปมาอยู่ในเวลานั้น เขาเดินชมโลกที่แปลกใหม่อยู่ราวชั่วโมงหนึ่ง แล้วจึงออกจากวังไป

มีครั้งแรก ก็ต้องมีครั้งที่สอง สาม หวังคู่เอ๋อร์เริ่มชินกับวังหลวงแล้ว ทุกครั้ง เขาจะเดินเข้าไปตัวเปล่า
แต่คราวนี้ หวังคู่เอ๋อร์ก็เกิดความคิดพิศดาร ที่คนธรรมดาคงไม่กล้าคิด

“ถ้าหาบหมั่นโถวเข้ามาขายในวัง จะเป็นอย่างไรนะ”

เช้าวันต่อมา หวังคู่เอ๋อร์ก็หาบหมั่นโถวเข้าวัง ไม่คาดคิด มันช่างง่ายดาย ไม่มีใครห้าม ไม่มีใครถามไถ่
มิหนำซ้ำ ยังมีนางกำนัล ขันที มาซื้อหมั่นโถวของหวังคู่เอ๋อร์ คนในวังหลวง คุ้นชินกับอาหารชาววัง มาเจอหมั่นโถวชาวบ้าน รสชาติแปลกใหม่ ก็ติดอกติดใจ ไม่ช้าไม่นาน คนในวังหลวงก็รู้จักมักคุ้นกับ
“เจ้าหมั่นโถว 馒头哥” เจ้านี้

หวังคู่เอ๋อร์แม้ไม่รู้หนังสือ แต่มนุษยสัมพันธ์ดี คบหาขันทีเป็นสหายอยู่หลายคน บ้างเล่าว่า ขันทีห้องเครื่องต้นที่ประกอบเครื่องเสวยยังเคยให้หวังคู่เอ๋อร์มาช่วยงานเสียด้วยซ้ำ

บ้างว่า บรรดาขุนนางที่ต้องมาคอยเข้าเฝ้าแต่เช้ามืด ก็ได้อาศัยหมั่นโถวของหวังคู่เอ๋อร์รองท้อง ใครๆ
ก็รู้จักหาบเร่หมั่นโถวเจ้านี้ แต่ไม่มีใครคิดถามที่มาที่ไป ต่างคิดกันไปเองว่าเป็นดำริของวังหลวงให้เจ้าหมั่นโถวมาบริการขายให้กับคนในวัง

ความลับไม่มีในโลก ที่มาของหาบเร่หมั่นโถวหวังคู่เอ๋อร์ก็เช่นกัน วันที่ 23 เดือนมีนาคม ค.ศ. 1853
เรื่องของหวังคู่เอ๋อร์ก็ถูกตรวจสอบ


เรื่องนี้เล่ากันหลายสำนวน บ้างว่า ญาติผู้พี่ของหวังคู่เอ๋อร์นาม จางกุ้ยหลิน 张贵林 ขอยืมป้ายห้อยเอวไปใช้บ้าง ที่สุดมีพิรุธถูกตรวจสอบ

บ้างว่าข่าวเจ้าหมั่นโถวเข้าถึงพระกรรณเสียนเฟิงฮ่องเต้ จึงทรงให้มีการตรวจสอบ

ไม่ว่าจะอย่างไร เป็นหวังคู่เอ๋อร์ถูกตรวจสอบแล้ว แล้วก็พบความจริงว่า เจ้าของป้ายห้อยเอวที่แท้จริง
คือนายทหารนามหยวนซื่อต้ง 袁士栋 ที่ไปเมามายจนป้ายห้อยเอวหล่นหาย แต่เพราะเกรงกลัวความผิด
เลยปกปิดไม่แจ้งกับผู้บังคับบัญชา แต่อาศัยติดสินบนให้คนทำป้ายให้ใหม่ โดยไม่รู้เลยว่า ป้ายเก่าของตัวจะถูกหวังคู่เอ๋อร์นำมาใช้ทำการค้าเช่นนี้


พ่อค้าหมั่นโถวในอดีต ที่มาของภาพ 

หวังคู่เอ๋อร์แม้มีโทษล่วงล้ำวังหลวง แต่ไม่มีประสงค์ร้าย หวังเพียงทำการค้า เขาจึงถูกตัดสินลงโทษโบย 100 ไม้แล้วปล่อยตัวไป (ว่ากันว่า เป็นฮองเฮาฉื่ออันมีพระเมตตาให้ลงโทษสถานเบา เป็นฉื่ออันที่ภายหลังจะบริหารราชการหลังม่านคู่กับพระนางซูสีไทเฮา)

หลังจากนั้น เรื่องราวของหวังคู่เอ๋อร์ก็หายไปจากความทรงจำของผู้คน แต่มีบางคำบอกเล่ากล่าวว่า
ตลอดสองปีที่หวังคู่เอ๋อร์ขายหมั่นโถวอยู่ในเมืองหลวง เขาสะสมเงินทองไว้มิใช่น้อย อาศัยเงินก้อนนั้นซื้อที่เปิดร้านขายหมั่นโถวอยู่ในปักกิ่งนั่นเอง

นี่คือเรื่องราวของ หาบเร่หมั่นโถว ที่สมควรได้ชื่อว่า

ท่านอ๋องหมั่นโถว 馒头大王 โดยแท้จริง