Oriental World

มหาวงศ์กับการปกป้องพุทธศาสนาในลังกา (1)

ปัจจุบันนี้ พุทธศาสนาไม่ได้เป็นศาสนาหลักของประชากรส่วนใหญ่ของชาวเอเชียใต้แต่อย่างใด ทั้งๆ ที่มีจุดกำเนิดมาจากดินแดนทางภูมิศาสตร์นี้ พุทธศาสนากลับไปเจริญรุ่งเรืองตามดินแดนอื่นๆ ในเอเชียแทน ดังนั้น เวลาผู้คนมองปรากฏการณ์จากปลายทางไปยังต้นกำเนิด เช่น พิธีกรรมและวิถีปฏิบัติทางศาสนาของชาวพุทธ ทำให้เกิด “ภาพซ้อน” อันมีลักษณะคลับคล้ายคลับคลา จะว่าเหมือนก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว
ครั้นจะว่าไม่เหมือน ก็พูดไม่ได้เต็มปาก ภาพซ้อนเช่นนี้เป็นลักษณะโดยทั่วไปของการเดินทางความคิดจากต้นขั้วแห่งหนึ่งไปยังปลายทางอีกแห่งหนึ่ง เนื่องจากคงจะไม่มีวิถีปฏิบัติใดๆ ที่ไม่ปรับตัวไปตามสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นนั้นๆ


มหาวงศ์ ฉบับแปลภาษาอังกฤษ ที่มาของภาพ

นอกจากพื้นที่ทางกายภาพแล้ว ลักษณะ “ภาพซ้อน” เช่นนี้มีมิติของเรื่องเวลาอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน หมายความว่า พิธีกรรมและวิถีปฏิบัติของชาวพุทธสองร้อยปีที่แล้วและในปัจจุบันก็ไม่เหมือนกัน บางอย่างเหมือน บางอย่างเปลี่ยน บางอย่างคิดค้นใหม่ บางอย่างเลือนมลายหายไปสิ้น ทั้งนี้เป็นเพราะความเปลี่ยนแปลงของกาลเวลาและความเป็นอนิจจังของสรรพสิ่ง

กล่าวกันเฉพาะพุทธศาสนาเถรวาท ดินแดนที่ยังเป็นพุทธศาสนานิกายนี้ในเอเชียใต้อยู่อย่างประเทศ
ศรีลังกา ก็มีลักษณะที่แสดงให้เห็นภาพซ้อนอันควรนำมาเล่าสู่กันฟังอยู่


รูปปั้นพระเจ้าทุฎฐคามิณีในวัด ที่มาของภาพ

พระพุทธเจ้าในมหาวงศ์
ในวิถีของพุทธศาสนาเถรวาทนั้น แน่นอนว่าย่อมจะต้องยึดพระไตรปิฎกบาลีเป็นหลัก แต่ยังมีหนังสือชั้นอรรถกถา ฎีกา ฯลฯ (หมายความว่าเป็นชั้นรองๆ ลงไปจากพระไตรปิฎก) ที่มีอิทธิพลต่อประเทศพุทธเถรวาทแต่ละแห่งไม่เหมือนกันอยู่ด้วย

ในประเทศศรีลังกามีคัมภีร์ มหาวงศ์ ที่ถูกหยิบยกมาเป็น “เรื่องเล่า” หลักสำหรับผู้ที่ถือศาสนาพุทธ มหาวงศ์ เป็นคัมภีร์พุทธศาสนาที่ถูกรจนาขึ้นราวศตวรรษที่ 5 โดยพระมหานามะ รจนาขึ้นในลักษณะคาถา หรือใช้ฉันทลักษณ์บรรยายเหตุการณ์ต่างๆ อันหลากหลาย

ผู้สังเกตการณ์บางท่านเห็นว่า มหาวงศ์ เป็นคัมภีร์ที่ถูกยกมาตีความเพื่อสนับสนุนทางการเมืองมากที่สุดฉบับหนึ่งในประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาเถรวาททั้งมวล โดยเฉพาะในช่วงศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา


รูปปั้นพระเจ้าทุฎฐคามิณี ณ เจดีย์รุวันเวลิ อนุราธปุระ ที่มาของภาพ

ในขณะที่หากเราพิจารณาการระบุถึงพระพุทธเจ้าพระไตรปิฎกแล้ว เราจะพบว่าพระองค์จะถูกพรรณนาในฐานะผู้วางรากฐานวิถีของพุทธศาสนาเถรวาททั้งมวลด้วยความเมตตากรุณา ในขณะเดียวกันเราจะเห็น “ภาพซ้อน” ใน มหาวงศ์ ซึ่งระบุถึงพระพุทธเจ้าใช้พลังในการพิชิตเหล่าศัตรูและมารร้าย เพื่อสถาปนาให้เกาะลังกาเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของพุทธศาสนา

มหาวงศ์ ระบุว่า หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว พระองค์ต้องการเผยแพร่พุทธศาสนา จึงเสด็จไปยังเกาะลังกา โดยพระองค์ทรงรู้ว่าที่
เกาะลังกานั้นเป็นที่อยู่อาศัยของพวกยักษ์ จึงทำการปราบยักษ์ที่อาศัยอยู่ที่นั่นให้ราบคาบด้วยวิธีการบันดาลฝน พายุ ความมืดและอุปัทวะทั้งมวลแก่เหล่ายักษ์ จนเหล่ายักษ์ทั้งหลายยอมสยบแก่พระองค์

หลังจากที่ทรงปราบยักษ์ได้แล้วก็ทรงให้พระเกศาธาตุเอาไว้ ต่อมาก็ได้มีการอัญเชิญพระรากขวัญ
(กระดูกไหปลาร้า) มาประดิษฐานยังเกาะลังกา

พระเจ้าทุฎฐคามณีกับการปกป้องพุทธศาสนา
เนื้อหาสำคัญอีกส่วนหนึ่งของ มหาวงศ์ คือการระบุถึงหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ในการปกป้องพระพุทธศาสนา และเพื่อทำหน้าที่ดังกล่าวกษัตริย์จำต้องก่อสงคราม โดยเฉพาะในคัมภีร์มีการระบุถึงพระเจ้า
ทุฎฐคามิณี ในการนำทำสงครามกับกษัตริย์เอฬาระซึ่งเป็นชาวทมิฬจนได้รับชัยชนะ

ในบทที่ 25 บรรทัดที่ 98-111 ของคัมภีร์ มหาวงศ์ มีฉากที่พรรณนาว่าการทำสงครามครั้งใหญ่ครั้งนี้สร้างความสูญเสียเป็นอันมาก กองทัพของพระเจ้าทุฎฐคามิณีได้สังหารกองทัพทมิฬไปเป็นจำนวนล้านๆ พระองค์ทรงรู้สึกหนักใจเป็นอันมาก แล้วเสด็จไปประทับอยู่ที่ท้องพระโรง ทรงแสดงอาการหนักใจท่ามกลางเหล่าเสนาบดีและนางรำทั้งหลายที่กำลังแสดงถวาย ท่ามกลางกลิ่นหอมหวลของเครื่องหอมและที่ประทับอันสุขสบาย ทั้งหมดนี้ก็ไม่สามารถทำให้ทรงหยุดอาการนี้ได้ ทรงเข้านอนแต่ก็นอนไม่หลับ


รูปปั้นพระเจ้าเอฬาระ ณ เชนไน ที่มาของภาพ

ฉากพรรณนาต่อไปว่า มีพระอรหันต์ที่รู้ถึงความหนักใจของพระองค์ จึงได้ส่งพระอรหันต์แปดรูปมาเพื่อทำให้พระองค์ผ่อนคลายใจลง หลังจากที่นิมนต์พระอรหันต์เข้าในพระราชวังแล้ว ก็ตรัสว่าที่หนักใจเช่นนั้นเพราะพระองค์นำทัพสังหารชีวิตไปหลายล้านชีวิต

พระอรหันต์ตอบพระองค์ว่า การกระทำของพระองค์นั้นถือได้เป็นเพียงการสังหารคนไปหนึ่งคนครึ่งเท่านั้น เพราะเหล่าผู้ที่พระเจ้าทุฎฐคามิณีสังหารไปถือว่าเป็นพวกที่ไม่ได้อยู่ในพุทธศาสนาและไม่ต่างอะไรจากสัตว์ การกระทำของพระองค์ย่อมจะนำความรุ่งเรืองมาสู่พุทธศาสนา และพระองค์ควรจะลดความหนักใจเสีย
เมื่อพระเจ้าทุฎฐคามิณีได้ฟังดังนั้นแล้วก็คลายความหนักใจลงทันที


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- Mahavamsa or The Great Chronicle of Ceylon (Wilhelm Geiger trans., 2014)