Armies Weapons and Warfare

เมื่อมนุษยธรรมจากข้าศึก เป็นสิ่งที่รับไม่ได้ (จบ)

กัปตันเฮาเทนสไตน์พยามส่งสัญญาณวิทยุออกไป แต่ไม่มีกองกำลังฝ่ายพันธมิตรใดๆ ตอบกลับมาเลย
แม้ไม่มีสัญญาณใดๆ ตอบกลับมาแต่กัปตันเฮาเทนสไตน์และลูกเรืออู 156 ก็ให้การดูแลผู้รอดชีวิตต่อไป เรือดำน้ำของกองทัพเรือเยอรมันที่ถูกออกแบบมาให้ล่าสังหารเรือของข้าศึก มาบัดนี้สภาพของมันไม่ต่างจากเกาะลอยน้ำได้ เพราะทั้งเรือยางและเรือช่วยชีวิตจากเรือลาโคเนียล้อมรอบเรือและผูกติดกันเป็นแพเพื่อจะมีพื้นที่ให้กับผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ


กัปตันเฮาเทนสไตน์ (ใส่หมวกสีขาว) ท่ามกลางลูกเรืออู 156 ที่มาของภาพ

เวลาผ่านเลยมาถึงวันที่ 15 กันยายน 2 วันหลังการอับปางของเรือลาโคเนีย กัปตันเฮาเทนสไตน์ก็ยังส่งข้อความออกไป สัญญาณนี้ได้รับการตอบรับจากเรือสิ้นค้าของฝ่ายอังกฤษลำหนึ่งที่ชื่อ Empire Haven
ซึ่งได้รับสัญญาณนี้ และกำลังเร่งฝีจักรมาเพื่อช่วยเหลือ กัปตันเฮาเทนสไตน์แห่งเรืออู 156 เสนอให้พื้นที่อับปางของเรือลาโคเนียเป็นเขตหยุดยิง

11.30 น. ของวันที่ 15 กันยายน เรือดำน้ำเยอรมันคือเรือ อู 506 และเรืออู 507 เดินทางมาถึงและสมทบกับเรือ อู 156 ที่ลอยลำอยู่ เรือ อู 506 และเรืออู 507 ต่างนำน้ำและอาหารมาช่วยผู้รอดชีวิตที่อิดโรยและหิวโหยจากเรือลาโคเนีย ในเวลาต่อมาเรือดำน้ำอิตาลีนั่นก็คือเรือ เคปเปลินี ก็เดินทางมาถึงอีกหนึ่งลำ
รวมแล้วมีเรือดำน้ำทั้ง 4 ลำ ร่วมกันช่วยผู้รอดชีวิตอย่างสุดความสามารถ กัปตันเฮาเทนสไตน์ประชุมกับกัปตันเรืออีก 3 ลำ ทุกคนต่างลงความเห็นว่า พวกเขาควรนำเรือไปให้ใกล้ชายฝั่งแอฟริกาที่อยู่ใกล้ที่สุด และให้เรือของกองทัพเรือวิซีฝรั่งเศสนำพาลูกเรือส่งขึ้นฝั่ง

เครื่องบินแบบบี-24 ที่มาของภาพ

เรือดำน้ำทั้ง 4 ลำแล่นเรือบนผิวน้ำ ลากเรือช่วยชีวิตและเรือยางมาด้วย 11.25 น. ของวันที่ 16 กันยายน เรือดำน้ำทั้ง 4 ลำก็พบกับเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ บี-24 ของอเมริกันที่บินลาดตระเวนมาจากฐานทัพอากาศบนเกาะเอสเซนชั่น กัปตันเฮาเทนสไตน์และเรือดำน้ำลำอื่นๆ ต่างพยายามโบกสะบัดธงกาชาดให้เครื่อง บี-24 ของอเมริกันได้เห็น เช่นเดียวกันกับผู้รอดชีวิตต่างพยามโบกไม้โบกมือเป็นสัญญาณให้บี-24 ได้เห็นเช่นกัน กัปตันเฮาเทนสไตน์ส่งสัญญาณวิทยุออกไปโดยหวังว่าเครื่องบินลำนี้จะรับสัญญาณได้ โดยเขานำทหารอังกฤษที่เป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเรือลาโคเนีย มาพูดวิทยุด้วยตนเอง

“นี่คือเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศอังกฤษจากบนเรือดำน้ำเยอรมัน มีผู้รอดชีวิตจากเรือลาโคเนีย พลเรือนหญิงและเด็กอยู่บนเรือดำน้ำลำนี้”

บนเครื่องบี-24 ร้อยโทเจมส์ ฮาเด้น รับสัญญาณวิทยุนี้ แต่ก็ไม่ได้ตอบกลับไปแต่อย่างใด เขาแจ้งเรื่องนี้แก่นายทหารที่เข้าเวรในวันนั้นคือ ร้อยเอกโรเบิร์ต ริดชาร์ดสัน บนฐานทัพอากาศที่เกาะเอสเซนชั่น ร้อยเอกโรเบิร์ต ริดชาร์ดสัน กลับคิดว่าพวกเยอรมันแอบอ้างธงกาชาดเพื่อประโยชน์ทางทหารเป็นแน่ เขาออกคำสั่งให้เครื่อง บี-24 “จมเรือดำน้ำ” ทันที


เรือดำน้ำเยอรมันกำลังถูกโจมตีทางอากาศ ที่มาของภาพ

บี-24 บินวนกลับมาอีกครั้ง คราวนี้กลับมาทิ้งระเบิดใส่เรือดำน้ำที่อยู่เบื้องล่างเมื่อเวลา 12.32 น.
ระเบิดลูกนั้นตกลงใส่เรือช่วยชีวิตและแพช่วยชีวิตจากเรือลาโคเนีย ส่งผลให้ 12 ชีวิต เสียชีวิตทันทีจากระเบิดลูกนี้ สะเก็ดระเบิดส่งผลให้เรือดำน้ำเสียหายเล็กน้อย กัปตันเฮาเทนสไตน์ตกตะลึงไปชั่วขณะ เขาไม่คิดว่าทั้งสัญญาณวิทยุ ธงกาชาด รวมทั้ง ผู้หญิงและเด็กที่อยู่บนดาดฟ้า น่าจะเป็นสิ่งที่ไม่ว่าฝ่ายใดๆ ก็ตามในสงครามควรละเว้น แต่ลูกระเบิดลูกนี้ทำให้เขาเปลี่ยนความคิดไปทันที

ในเสี้ยววินาทีนั้นกัปตันเฮาเทนสไตน์ต้องตัดสินใจว่า เขาจะต้องทำอย่างไรกับสถานการณ์แห่งความเป็นความตายนี้ ผู้รอดชีวิตจากเรือ RMS Laconia กับชีวิตลูกเรือดำน้ำ เพื่อนทหารหาญของเขาและรวมทั้งชีวิตของเขาเองแขวนอยู่บนการตัดสินใจของกัปตันเรืออู 156 เครื่องบินบี-24 กำลังจะตีวงเลี้ยวกลับมาอีกครั้งแล้ว เฮาเทนสไตน์ไม่มีทางเลือกอื่นใดอีกแล้วนอกจากต้องทำเช่นนี้ เขาสั่งให้ลูกน้องปลดเรือยางและเรือช่วยชีวิตที่ผูกติดเรือดำน้ำอยู่ออกไปจากเรืออู 156 เขาปลดธงกาชาดออกจากเรือ แล้วให้ลูกน้องนำไปมอบกับลูกเรือลาโคเนีย เพื่อที่พวกเขาจะได้ใช้ประโยชน์จากสัญลักษณ์สากลให้ได้มากที่สุด เรืออู 156
“ดำฉุกเฉิน" ส่งผลให้นับร้อยผู้รอดชีวิตจากเรือลาโคเนีย ต้องเผชิญชะตากรรมอย่างเดียวดายกลางมหาสมุทร เมื่อศัตรูที่พยายามช่วยชีวิตต้องจากพวกเขาไป


ผู้รอดชีวิตจากเรือลาโคเนียเบียดเสียดกันอยู่บนดาดฟ้าเรือดำน้ำเยอรมัน ที่มาของภาพ

บนเครื่องบี-24 ร้อยโทเจมส์ ฮาเด้น บินวนกลับมาที่ตำแหน่งของเรืออูอีกครั้งแต่เขาก็พบว่า เรือดำน้ำที่เขาเห็นเมื่อสักครู่ได้ดำน้ำลงไปใต้น้ำหมดแล้ว สิ่งที่เขาเห็นบนท้องทะเลตอนนี้ก็คือ เรือยางและเรือช่วยชีวิตกับผู้คนบางส่วนที่กำลังลอยคออยู่ในน้ำ พวกเขาโบกมือและแสดงธงกาชาด ร้อยโทเจมส์ ฮาเด้น วิทยุแจ้งให้เรือฝ่ายพันธมิตรที่อยู่ใกล้ที่สุดให้รีบเดินทางมาช่วยผู้คนเหล่านี้ ร้อยโทเจมส์ ฮาเด้นและลูกเรือบนเครื่องบิน บี-24 คิดไปเองว่า เขาน่าจะจมเรือดำน้ำลำที่เขาทิ้งระเบิดใส่เมื่อสักครู่นี้ได้ เพราะมีเศษซากที่ลอยอยู่เหนือน้ำ แต่เศษซากเหล่านั้นแท้จริงแล้วมันคือซากของเรือช่วยชีวิต

กัปตันเฮาเทนสไตน์ยังคงต้องการอยู่ในพื้นที่นี้ต่อไป เขานำเรือดำลงมาเพื่อให้อยู่ในระยะที่ปลอดภัยจากระเบิดน้ำลึก กบดานเพื่อรอจนกว่าเครื่องบี-24 จะบินออกไปจากพื้นที่ ภายหลังจากการโจมตีแบบไม่ทัน
ตั้งตัวผ่านไป เรืออู 507 เรืออู 506 และเรือเคปลินี ทั้งสามลำยังพยามนำพาผู้รอดชีวิตไปต่อ ในเช้าวันต่อมาเรือเคปลินีช่วยผู้รอดชีวิตที่โดยสารมากับเรือ อู 156 เอาไว้ได้ และเมื่อเวลา 11.30 น. เรือดำน้ำก็ได้รับข่าวจากฐานทัพเรือเยอรมันที่เมืองบอโดซ ฝรั่งเศสว่า

บอโดซถึงเคปลินี: “ได้รายงานการโจมตีไปยังเรือดำน้ำลำอื่นๆ แล้ว ให้เตรียมพร้อมดำน้ำเพื่อโจมตีข้าศึก ปล่อยเรือช่วยชีวิตเอาไว้ ยกเว้นผู้หญิง เด็กและเชลยอิตาลี จากนั้นให้มุ่งหน้าไปที่เขตกริดที่ 56 - 0971 เพื่อส่งมอบผู้รอดชีวิตแก่เรือฝรั่งเศส ระมัดระวังเครื่องบินและเรือรบข้าศึกด้วย”


นายพลเรือคาร์ล เดอนิท (แถวที่สองสูทดำ) ขณะกำลังสนทนากับแฮร์มัน เกอริ่ง ถัดมามีรูดอล์ฟ เฮส (นั่งกอดอก) ระหว่างการพิจารณาคดี ที่นูเรมเบิร์ก ที่มาของภาพ

แม้จะมีคำสั่งมาให้ทิ้งผู้รอดชีวิตจากเรือลาโคเนีย บางส่วนเอาไว้ แต่เรือดำน้ำทั้ง 3 ลำกลับเพิกเฉยต่อคำสั่งที่ได้รับ พวกเขาตัดสินใจแล้วว่า จะไม่ทิ้งใครให้ต้องลอยอยู่ในน้ำแบบนี้ เรืออู 507 ลากเรือช่วยชีวิตที่มี
ผู้รอดชีวิตจากเรือ RMS Laconia จำนวน 491 คน เรืออู 506 มีผู้รอดชีวิตจากเรือลาโคเนีย
จำนวน 151 คน และพวกเขายังคงมุ่งหน้าไปต่อให้ถึงจุดนัดพบกับเรือของวิซีฝรั่งเศส

ฝูงบิน บี-24 ถูกส่งมาจากเกาะเอสเซนชั่นเพื่อค้นหาและทำลายเรือดำน้ำข้าศึก เครื่องบินบี-24
จำนวน 5 ลำออกลาดตระเวนตั้งแต่เช้าจนค่ำ และแล้วเครื่อง บี-24 ลำหนึ่งก็ตรวจพบเรือดำน้ำอู 506
ที่มีผู้รอดชีวิตจากเรือลาโคเนียจำนวน 151 คน อยู่บนดาดฟ้าเรือ ซึ่งในจำนวนนั้นมีผู้หญิงและเด็กจำนวน 9 คนรวมอยู่ด้วย ระเบิดลูกแรกถูกทิ้งลงสู่เรืออู 506 แต่มันพลาดเป้าไปอย่างฉิวเฉียด กัปตันเวอเดอมาร์แห่งเรืออู 506 ตัดสินใจดำลงทันที แต่การดำของเรือต้องค่อยๆ ดำลงช้าๆ เพื่อให้ผู้รอดชีวิตที่อยู่บนดาดฟ้ามีโอกาสลอยตัวอยู่ในน้ำได้ทัน

17 กันยายน สถานีวิทยุทหารของอังกฤษที่เมืองฟรีทาวน์ดักจับสัญญาณวิทยุข้าศึกได้และส่งข่าวนี้ไปให้ฐานทัพบนเกาะเอสเซนชั่น มันคือรายงานข่าวที่บอกว่า กำลังมีเรือรบของกองทัพเรือวิซีฝรั่งเศสจำนวน
3 ลำจากดักการ์มุ่งหน้ามา ร้อยเอกริชาร์ดสันคาดการณ์ว่า เรือพวกนี้กำลังมุ่งหน้ามาเพื่อโจมตีฐานทัพบนเกาะแอสเซนชั่น ด้วยเหตุนี้ปฏิบัติการค้นหาและทำลายเรือดำน้ำจึงต้องยุติลง เปลี่ยนเป็นเตรียมพร้อมรับการโจมตีแทน เรือลาดตระเวนกูลาของกองทัพเรือวิซีฝรั่งเศสสามารถช่วยชีวิตผู้รอดชีวิตบางส่วนเอาไว้ได้ 52 คน ทั้งหมดเป็นทหารอังกฤษ ก่อนจะถึงจุดนัดพบ 60 ไมล์ เรือลาดตระเวนกูลาก็พบกับเรือ
สลุปอานามิท และเรือฝรั่งเศสทั้ง 2 ลำก็มาพบกับเรืออู 507 และ เรืออู 506 เมื่อเวลา 14.00 น. ของวันที่ 17 กันยายน

ทั้งหมดส่งมอบผู้รอดชีวิตจากเรือลาโคเนียขึ้นเรือ เรือทั้งหมดยังช่วยเหลือผู้รอดชีวิตที่กระจัดกระจายออกไปจากความสับสนของการโจมตีจากเครื่องบินข้าศึก พวกเขาช่วยกลับมาได้จำนวนหนึ่ง รวมกันแล้วมีเชลยศึกอิตาลี 373 คน ผู้คุมเชลยชาวโปแลนด์ 70 คน ทหารอังกฤษ 579 คน และผู้หญิงกับเด็กจำนวน 48 คน เรือลาดตระเวนกูลาเดินทางกลับมายังเมืองดักการ์ในอีก 4 วันต่อมา พวกเขาเติมเชื้อเพลิงและเสบียงอาหารก่อนเดินทางต่อไปยังเมืองคาซาบลังก้า และไปถึงในวันที่ 25 กันยายน

เหตุการณ์ของเรือลาโคเนียยังเป็นที่ถกเถียงกันอีกนานแม้สงครามจะยุติไปแล้ว และการโจมตีเรือลำนี้
ยังถูกนำไปใช้เป็นข้อกล่าวหาต่อนายพลเรือคาร์ล ดอนิท ผู้บัญชาการกองเรือดำน้ำเยอรมัน ในข้อหาก่ออาชญากรรมสงคราม แต่ทว่ากลับมีนายพลเรือของอเมริกันคนหนึ่งที่เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับการเคารพนับถือมากที่สุดในกองทัพเรือสหรัฐฯ นายพลเรือเชสเตอร์ นิมิทซ์ออกหน้าปกป้องนายพลเรือดอนิทโดยให้เหตุผลว่า “กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ดำเนินแผนการรบเหมือนกับที่กองทัพเรือเยอรมันทำเช่นเดียวกัน คือการทำสงครามทางทะเลแบบไม่จำกัดขอบเขต” แม้จะมีหลักฐานและพยานรวมทั้งผู้รอดชีวิตจากเรือลาโคเนียมาช่วยยืนยันถึงการปฏิบัติการของเรือดำน้ำเยอรมันในครั้งนั้น แต่เขายังถูกตัดสินจำคุก 11 ปี บรรดาลูกเรืออู และเหล่าทหารเรือเยอรมันทุกคนแสดงความไม่พอใจกับคำตัดสิน แต่อย่างน้อยนายพลเรืออันเป็นที่รักยิ่งของพวกเขาก็ยังไม่ถูกแขวนคอ


นายพลเรือคาร์ล เดอนิท ในทะเบียนรายชื่ออาชญากรสงครามที่ถูกคุมขัง ที่มาของภาพ

ขณะที่ร้อยเอกโรเบิร์ต ริดชาร์ดสัน ผู้ที่สั่งการให้ทิ้งระเบิดใส่เรือดำน้ำเยอรมันที่กำลังช่วยเหลือพลเรือน แม้ว่าคำสั่งของเขาจะเข้าข่ายการกระทำที่เป็นอาชญากรรมสงคราม และละเมิดต่อหลักสากลในเรื่องของกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศ แต่เขากลับไม่ถูกตั้งข้อหาใดๆ เลยแม้แต่อย่างเดียว เขากลับให้เหตุผลถึงการออกคำสั่งให้ทิ้งระเบิดใส่เรือดำน้ำเยอรมันในครั้งนี้ว่า

1. เขาเข้าใจว่า ศึกสงครามมีกฎในการรบ และ กฎของสงครามในเวลานั้นไม่อนุญาตให้มีเรือรบสามารถติดธงกาชาด (Red Cross) บนเรือได้

2. เขากังวลว่าเรือดำน้ำเยอรมันจะโจมตีเรือบรรทุกสินค้าของฝ่ายสัมพันธมิตร 2 ลำที่กำลังเบนเข็มมุ่งหน้าสู่เขตพื้นที่ของฝ่ายอังกฤษ

3. เขาสันนิษฐานว่าเรือดำน้ำเยอรมันกำลังช่วยเหลือเฉพาะเชลยศึกอิตาเลียนเท่านั้น

4. เขาเชื่อว่าเรือดำน้ำอาจตรวจพบสนามบินลับและถังน้ำมันเชื้อเพลิงบนเกาะเอสเซนชั่น และเรือดำน้ำเยอรมันสามารถใช้ปืนใหญ่ประจำเรือยิงถล่มเข้ามาจนสร้างความเสียหาย นั่นส่งผลต่อขบวนกองเรือลำเลียงที่จะเดินทางไปสนับสนุนกองกำลังพันธมิตรทั้งในอียิปต์และโซเวียตที่ต้องแวะเติมน้ำมันที่เกาะแห่งนี้

ขณะเดียวกันชะตากรรมของเรืออู 156 ของเฮาเทนสไตน์กลับต้องมาพบจุดจบที่น่าเศร้า ระหว่างที่เรืออู 156 ออกปฏิบัติการในช่วงต้นเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม ค.ศ. 1943 เครื่องบินลาดตระเวนและปราบเรือดำน้ำแบบพีบีวาย คาตาลิน่า (PBY Catalina) ซึ่งมีร้อยโทอี ดรายเด็น เป็นกัปตันและลูกเรือ ตรวจพบเรือดำน้ำลำนี้ลอยลำอยู่บริเวณทิศตะวันออกของเกาะบาเบโดสในมหาสมุทรแอตแลนติก เขาจึงนำเครื่องบินเข้าโจมตีเรืออู 156 การโจมตีครั้งนี้สามารถจมเรือและสังหารชีวิตลูกเรือรวมทั้งกัปตันเฮาเทนสไตน์
มีเพียง 11 ชีวิตบนเรืออู 156 เท่านั้นที่รอดจากการโจมตีลอยคออยู่ในทะเล เครื่องบินของร้อยโทอี ดรายเด็น บินวนเหนือกลุ่มลูกเรือเยอรมันทั้ง 11 ชีวิต พวกเขาทิ้งเรือชูชีพ อาหาร และน้ำลงไปให้ พร้อมกับวิทยุแจ้งให้เรือยูเอสเอสบาร์นี่ (USS Barney) แล่นเข้ามาช่วยผู้รอดชีวิต

10 เดือนต่อมา ครอบครัวของกัปตันเฮาเทนสไตน์ได้รับแจ้งข่าวร้ายถึงการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของเขา พิธีศพของเขาถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติที่บ้านเกิดในเมือง เพลาเอิน (Plauen) โดยมีนายกเทศมนตรีและประชาชนในเมืองมาร่วมไว้อาลัย


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website : http://www.uboataces.com/battle-laconia.shtml
Website : https://www.theguardian.com/tv-and-radio/2011/jan/02/alan-bleasdale-uboat-sinking-laconia
Website : https://www.warhistoryonline.com/instant-articles/laconia-incident-friendly-fire-changed-pow-treatment-rest-war.html
Website : http://dubm.de/en/the-laconia-incident/
Website : http://wernerhartenstein.tripod.com/U156Laconia.htm