Oriental World

คนฆ่านกกระจอก นกกระจอกก็ฆ่าคน

ถ้าจะพูดถึงภาวะอดอยากที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ ประเทศแรกที่ควรนึกถึงคือ จีน ซึ่งเกิดภาวะอดอยากครั้งใหญ่หลายครั้ง เฉพาะในยุคใกล้คือหลังการปลดปล่อย คือเหตุการณ์ "ทุพภิกขภัยสามปี"
(ซานเหนียน ต้า จินฮวง / 三年大饥荒) เป็นผลมาจากนโยบายพัฒนาที่เร่งรัดเกินไป ต้องการเพิ่มผลผลิตเกษตรอย่างฉับพลัน พร้อมกับหวังจะเป็นชาติอุตสาหกรรมแบบชั่วข้ามคืน ผลก็คือ สมดุลของระบบนิเวศพังพินาศ รากฐานอุตสาหกรรมย่อยยับ ผู้คนล้มตายไปถึง 76 ล้านคน ในจำนวนนี้อดตายไปถึง 36 ล้านคน

ต้องเท้าความถึงมูลเหตุของหายนะเสียก่อน หลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์ได้ชัยชนะเหนือฝ่ายก๊กมินตั๋งในสงครามกลางเมืองจีน และสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้น ในปี 1949 หนึ่งในนโยบายแรกๆ ของรัฐบาลคือการจัดสรรที่ทำกิน การสร้างอาชีพอย่างเป็นธรรม เช่นการกำจัดชนชั้นเจ้าที่ดิน การปฏิรูปที่ดิน การยกเลิกเศรษฐกิจแบบนายทุน และการผลิตแบบรวมหมู่ เพื่อแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน


การส่งเจ้าหน้าที่ไปทำกสิกรรมในชนบท เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายก้าวกระโดดใหญ่ ที่หลอมรวมเอาทุกสาขาอาชีพมาร่วมในการผลิตทางการเกษตร เพื่อสร้างสังคมที่อุดมสมบูรณ์ ทุกชนชั้นเกี่ยวข้องกับการผลิตโดยตรง ตามอุดมการณ์คอมมิวนิตส์ ที่มาของภาพ

แต่เดิมนั้น เกษตรกรจีนมีสถานะเหมือนเป็นทาสติดที่ดินของพวกเศรษฐีหรือขุนนาง หากมีที่นาของตัวเองก็มักมีไม่มาก การผลิตจึงต่ำ หรือหากผลิตได้มากก็ต้องนำไปจ่ายค่าเช่าหรือเป็นส่วย ยิ่งปีไหนมีปัญหาสภาพอากาศยิ่งเกิดภาวะอดอยากล้มตายบ่อยๆ เหมาเจ๋อตงจึงผลักดันนโยบายริบที่ดินทั้งหมดเป็นของรัฐ
แล้วจัดสรรเกษตรกรและประชาชนทั่วไปให้ร่วมในกระบวนการผลิต เรียกว่า "คอมมูน" หรือ
เหริน หมิน กงเซ่อ (人民公社) ในขั้นแรกเป็นกลุ่ม 5–15 ครอบครัว จากในปี 1953 เพิ่มเป็น 20–40 ครอบครัว จากนั้นในปี 1956 เพิ่มมากถึง 100–300 ครอบครัว

มาถึงจุดนี้แล้วอย่าว่าแต่ที่ดินจะเป็นของรัฐเลย แม้แต่ทรัพย์สินส่วนบุคคลยังไม่มี (หรือมีแต่เก็บงำให้เงียบกริบที่สุด) ตามอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ และแล้วในปี 1958 ทุกครอบครัวในจีนก็ต้องเข้าร่วมกับคอมมูนใดคอมมูนหนึ่งอย่างเป็นทางการ ทำการผลิตร่วมกันไม่ว่าจะอยู่ในสาขาอาชีพไหนก็ตาม


รงอาหารในคอมมูน ในยุคเฟื่องฟู แม้จะต้องกินรวมกันทุกครอบครัว แต่ก็อิ่มหมีพีมันกันถ้วนหน้า ที่มาของภาพ

ตอนแรกที่ใช้นโยบายเกษตรก้าวหน้ากับชุมชนการผลิตรวมหมู่ ผลผลิตล้นหลามผู้คนเหลือกินเหลือใช้
นับเป็นการมอบความสุขสำราญให้ประชาชนอย่างล้นเหลือ จากที่เคยอดๆ อยากๆ มาตลอด ครึ่งศตวรรษของสงครามกลางเมือง เล่ากันว่า ช่วงที่รุ่งเรืองสุดๆ สมาชิกคอมมูนมีกินกันจนแทบจุกตาย แต่แล้วจู่ๆ
ก็ไม่มีอะไรเหลือให้กินสักอย่าง กระทั่งต้องกินเนื้อคนตายเพื่อยังชีพ เพราะนโยบายผิดพลาด2 เรื่อง คือ
การโยกภาคเกษตรไปสู่อุตสาหกรรมเร็วเกินไป และ "นโยบายปราบนกกระจอก"

นโยบายเร่งกระบวนการอุตสาหกรรม เป็นแนวคิดที่บ้าคลั่งสิ้นดี เหมาเจ๋อตงเห็นคนท้องอิ่มแล้ว ก็คิดว่าคงถึงเวลาจะผลักดันให้จีนเป็นชาติอุตสาหกรรมโดยเร็ว ถึงกับเร่งรัดให้คอมมูนเกษตรหันมาผลิตเหล็กกล้าเพื่อป้อนอุตสาหกรรม ปรากฏว่าประชาชนต้องเปลี่ยนนาข้าวหรือพื้นที่ชุมชนมาเป็นเตาหลอมเหล็กแบบมือสมัครเล่น ควานหาโลหะเท่าที่หาได้ เช่น เครื่องครัว ของใช้จิปาถะ หรือแม้แต่รูปเคารพทางศาสนา
มาหลอมเพื่อทำเหล็กกล้าสร้างผลงานให้ประธานเหมาได้ประจักษ์


ภาพเตาหลอมโลหะแบบบ้านๆ ทำกันเองในคอมมูน สุดท้ายพังไม่เป็นท่า ที่มาของภาพ

ปรากฏว่านโยบายนี้พังไม่เป็นท่า เพราะนอกจากเหล็กจะไร้คุณภาพแล้ว ประชาชนยังเสียเวลาไปกับเรื่องที่ไม่ถนัด ทำให้ผลผลิตด้านกสิกรรมแย่ลง ท้องที่เคยอิ่มก็เริ่มเบาโหวง แต่นี่ยังไม่เลวร้ายเท่ากับ
นโยบายถักมา นั่นคือ นโยบายปราบนกกระจอก

การณรงค์ปราบนกกระจอกเป็นความคิดของเหมาเจ๋อตงที่จะเพิ่มผลผลิตด้วยการกำจัดศัตรูของผลผลิตคือ นกกระจอกที่ชอบขโมยข้าวตามท้องนา เริ่มต้นโครงการปี 1958 ประชาชนทั่วประเทศร่วมกันไล่ล่า
นกกระจอกด้วยวิธีการสารพัด เช่น ช่วยกันตีเกราะเคาะกลองให้นกกลัวจนไม่กล้าเกาะคอน ทำอยู่อย่างนั้นจนมันบินไม่ไหว ต้องตกลงมาตาย กระทั่งนกกระจอกแทบสูญพันธุ์ไปจากจีน

แต่แล้วในอีก 2 ปีต่อมา เมื่อนกกระจอกแทบไม่เหลือ คนใหญ่คนโตเพิ่งจะตระหนักว่า นกกระจอกไม่ใช่ศัตรูพืชโดยตรง แต่เป็นผู้ช่วยกินแมลงศัตรูพืชต่างหาก แทนที่ผลผลิตจะเพิ่มขึ้น กลับลดลงฮวบฮาบ
เหมาเจ๋อตงสั่งให้หยุดโครงการนี้ แต่ก็สายเกินไป เพราะหลังจากนั้น ตั๊กแตนศัตรูพืชแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว
เข้าโจมตีท้องนาท้องไร่จนย่อยยับ กลายเป็นจุดเริ่มของ "ทุพภิกขภัยสามปี" ที่มีคนอดตายกว่า 36 ล้านคน ส่วนคนที่ไม่ตายก็ต้องกระเสือกกระสนทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้อดตาย แม้แต่ฆ่าคนเพื่อกินเนื้อคน แม่ฆ่าทารกเพื่อยังชีพตัวเองก็มี


โปสเตอร์รณรงค์ให้เยาวชนช่วยกันกำจัดนกกระจอก

อีกนโยบายที่เข้าข่ายเจตนาดี แต่ไม่ประสีประสา คือ คิมอิลซอง ผู้นำเกาหลีเหนือต้องการเพิ่มผลผลิตการเกษตร สั่งให้โค่นป่า ถางภูเขาจนเหี้ยน เพื่อทำที่เพาะปลูก แต่ปรากฏว่า พื้นที่ภูเขาไม่เหมาะกับการเกษตร นอกจากจะผลิตอาหารไม่ได้ ยังก่อให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ เพราะไม่มีป่าคอยดูดซับน้ำบนภูเขา ครั้นน้ำบ่าก็ทำลายไร่นาที่ราบอีก สุดท้ายแล้วไม่เหลืออะไรทั้งสิ้น ทั้งของใหม่ของเก่า ทั้งยังถูกตัดความช่วยเหลือด้านพลังงาน แถมประชาชนยังไปตัดไม้มาทำฟืนอีก จนไม่เหลือป่าอีกเลย

สิ่งที่เหลือคือ ระบบนิเวศที่หมดสภาพการใช้งาน ประชาชนอดตายกว่า 3 ล้านคน กระทั่งคนต้องฆ่าคนกินกันเองเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในจีน แม้แต่พ่อแม่ยังฆ่าทารกของตัวเองเพื่อยังชีพ เรื่องคนกินคนในจีนและเกาหลีเหนือ แม้จะน่าสยดสยอง แต่ก็น่าเวทนาเป็นที่สุด กระทั่งเร็วๆ นี้ ก็มีข่าวว่าในเกาหลีเหนือยังมีการเอาชีวิตรอดด้วยการกินเนื้อคนกันอยู่

ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ คือ ความหายนะจากการกำหนดนโยบายส่วนกลาง โดยคนที่มีอุดมการณ์สูงส่ง แต่ไม่มีความรู้ในเรื่องที่ตัวเองถนัด จนมีคำกล่าวว่า เหมาเจ๋อตงรอบรู้หลายศาสตร์ เพียงแต่ขาดความเข้าใจในด้านเศรษฐศาสตร์ และความผิดพลาดในช่วงนี้ ถึงกับทำให้เหมาต้องถูกโจมตีอย่างหนัก กระทั่งต้องหลบฉากไปพักใหญ่

จนกระทั่งกลับมาช่วงชิงความเป็นหนึ่งคืนอีกครั้งในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ที่สร้างความฉิบหายไม่แพ้ทุพภิกขภัยสามปี