Oriental World

มนูธรรมศาสตร์และการเมือง

คัมภีร์โบราณอันสำคัญที่สุดของคติฮินดูคัมภีร์หนึ่งคือ มานวธรรมศาสตร์ หรือมีชื่ออื่นๆ อาทิ มนุสัมฤติ หรือ มนูธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นชื่อที่คุ้นเคยกันมากกว่าในภาษาไทย


มนูสัมฤติ หรือมนูธรรมศาสตร์

ความสนใจในการค้นคว้าหาคัมภีร์โบราณของอินเดียอันที่จริงแล้ว อาจจะต้องเท้าความไปถึงยุคสมัย
อาณานิคมองกฤษเหนืออินเดียตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา โดยผู้ปกครองและนักบูรพาคดีศึกษา
ชาวยุโรปต่างก็ให้ความสนใจ เสาะแสวงหาคัมภีร์ เป็นขุมของความรู้อารยธรรมของอนุทวีป มีความเห็นกันว่าเป็นรากเหง้าต้นตอของอารยธรรมอันมีความซับซ้อนของมนุษยชาติต่อมา

ชาวบูรพาคดีศึกษาจะหยิบหนังสือโบราณต่างๆ มาแปลเป็นภาษายุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศส อังกฤษ และเยอรมัน โดยหนังสือคัมภีร์โบราณต่างๆ เช่น ศกุณตลา มิลินทปัญหา มหาภารตะ อรรถศาสตร์ เป็นต้น ต่างเริ่มเป็นที่รู้จักของแวดวงบูรพาคดีศึกษาของชาติยุโรป (และสหรัฐอเมริกาบางส่วนในเวลาต่อมา)



วิลเลียม โจนส์ บุคคลสำคัญที่บุกเบิกเรื่องความรู้ของอินเดียโบราณ ที่นักชาตินิยมมักหลีกเลี่ยงไม่เอ่ยถึง ที่มาของภาพ

ในปี ค.ศ. 1794 เซอร์วิลเลียม โจนส์ (Sir William Jones) ผู้พิพากษาศาลสูงสุดของเบงกอล ผู้ซึ่งเป็นปัญญาชนร่วมบุกเบิกการศึกษาอินเดียโบราณคนหนึ่ง (รวมถึงร่วมก่อตั้งสมาคมเอเชียติกแห่งเบงกอลด้วย) ก็ได้แปลมนูธรรมศาสตร์เอาไว้เป็นภาษาอังกฤษ และต้นฉบับของเซอร์วิลเลียม โจนส์ก็จะเป็นประตูที่ทำให้ปัญญาชนจากที่อื่นๆ ทั่วโลกรู้จักกับหนังสือเล่มนี้ในเวลานานต่อมา

มนูธรรมศาสตร์: ที่มา
มีความเห็นกันว่าหนังสือเล่มนี้ถูกแต่งขึ้นช่วงประมาณ ค.ศ. 100 – 500 เป็นช่วงที่ศาสนาฮินดูเจริญ และเป็นช่วงที่ระบบวรรณะลงหลักปักฐานมั่นคงแล้ว ตั้งแต่ระบบความสัมพันธ์ทางการผลิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างสำคัญ อย่างน้อยตั้งแต่ปลายสมัยพระเวทเป็นต้นมา

มนูธรรมศาสตร์เป็นหนังสือประเภทสัมฤติ กล่าวคือ เป็นการ “ประชุม” อันหลากหลายของข้อเขียนที่ปราชญ์ หรืออรรถาจารย์ท่านได้สร้างเอาไว้ ในแง่นี้จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นหนังสือชั้นอรรถกถา จะต่างจากศรุติ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องราวที่ได้ฟังมาจากเทพเจ้าโดยตรง

ความเห็นที่ว่ามนูธรรมศาสตร์มีบทบาทอย่างยิ่งในเรื่องความสัมพันธ์ทางวรรณะนั้น เป็นเพราะเหตุว่ามีความเห็นที่ยังไม่ลงตัวว่า ผู้ที่แต่งนั้นมีจุดประสงค์เช่นใด ในทางด้านหนึ่งพิจารณาเนื้อหาของมนูธรรมศาสตร์แล้วเห็นว่าพระมนู ถือว่าเป็นผู้ปกครองคนแรกของมนุษย์เป็นผู้แต่ง มนูธรรมศาสตร์จึงน่าจะเป็นของวรรณะกษัตริย์ ทั้งเมื่อดูจากเนื้อหาในอัธยายะที่ 7 ก็จะพบการอธิบายเรื่องการปฏิบัติตนของ
พระราชาและการปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะเดียวกับมหาภารตะ

แต่ในอีกด้านหนึ่งมีความเห็นว่ามนูธรรมศาสตร์น่าจะถูกแต่งโดยวรรณะพราหมณ์ ซึ่งเข้าไปรับราชการอยู่ในเดคคาน และเนื้อหาของหนังสือก็สอดคล้องไปในแนวทางนี้ เพราะมีการยกย่องวรรณะพราหมณ์อย่างมาก รวมถึงสนับสนุนการกำหนดช่วงชั้นสูงต่ำทางวรรณะอย่างชัดเจน

มนูธรรมศาสตร์จึงมีการเมืองในลักษณะการยกย่องเชิดชูพราหมณ์ เพื่อคานอำนาจกับวรรณะกษัตริย์
เน้นย้ำช่วงชั้นสูงต่ำมากกว่าเรื่องความเท่าเทียม



ที่ทำการสมาคมเอเชีย เมืองกัลกัตตา ที่มาของภาพ

มนูธรรมศาสตร์: การเมือง
มนูธรรมศาสตร์เห็นว่าบุคคลต่างๆ มีหน้าที่ที่ถูกกำหนดมาเรียบร้อยแล้วตามโครงสร้างของสังคม
การประเมินว่าบุคคลมีจริยธรรมสูงต่ำอย่างไร จึงพิจารณาจากว่าบุคคลผู้นั้นทำตามหน้าที่ที่ถูกกำหนดในโครงสร้างอย่างสมบูรณ์เท่าใดนั่นเอง

วรรณะพราหมณ์มีหน้าที่สอนให้การศึกษานำในการทำพิธีกรรม วรรณะกษัตริย์ป้องกันประชาชน
บริจาคทาน วรรณะไวศยะทำการปศุสัตว์ ค้าขาย ออกเงินกู้และทำการกสิกรรม ส่วนวรรณศูทรคือ รับใช้สามวรรณะข้างต้นให้อย่างเต็มใจ

วรรณะพราหมณ์ไม่มีรายได้เป็นของตนเองอย่างมากมายหากเปรียบเทียบกับวรรณะกษัตริย์และไวศยะ พวกตนจึงต้องรับทานจากประชาชนเป็นค่าตอบแทนในการทำพิธีกรรม นอกจากนี้ยังรับส่วนแบ่งจากกษัตริย์ ส่วนวรรณะกษัตริย์มีรายได้จากภาษี รวมถึงทรัพย์จากการยึดจากเชลยและนักโทษ ส่วนไวศยะมีรายได้จากการค้าขาย ผลิต เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ส่วนเหล่าศูทรไม่มีสิทธิ์มีทรัพย์สินเป็นของตน และสามารถถูกยึดทรัพย์ได้เสมอหากพราหมณ์หรือกษัตริย์เห็นสมควร



มนูธรรมศาสตร์ในแบบการ์ตูน ที่มาของภาพ

การคานอำนาจของพราหมณ์ต่อกษัตริย์
เมื่อพิจารณาดูในรายละเอียด เราจะพบได้ว่ามนูธรรมศาสตร์พยายามอย่างยิ่งที่พราหมณ์จะสถาปนาอำนาจทางวรรณะของตน เพื่อคานอำนาจของวรรณะกษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงให้เห็นว่าพราหมณ์มีความจำเป็นของการดำรงอยู่ของธรรมะ และมีหน้าที่ในการรักษาธรรมะ หรือกฎทั้งปวงของสรรพสิ่งนั่นเอง นอกจากนี้พราหมณ์เป็นพวกเดียวที่อธิบายคัมภีร์พระเวท โดยไม่ว่าวรรณะกษัตริย์จะมีอำนาจทางทรัพย์สิน กำลัง หรือผู้คนเช่นใด ก็จะไม่สามารถเทียบกับพราหมณ์ได้ เพราะไม่สามารถเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าได้
มนูธรรมศาสตร์อาจแสดงให้เห็นว่าเป็นหมุดหมายในการสถาปนาอำนาจของวรรณะตน

ในแง่นี้จึงไม่สามารถหวังให้ผู้แต่งธรรมศาสตร์เขียนเพื่อให้อำนาจแก่พวกวรรณะศูทรได้


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- ปรีชา ช้างขวัญยืน, ระบบปรัชญาการเมืองในมานวธรรมศาสตร์ (2529).