World Clvilization

ล่องน้ำไนล์ เส้นเลือดสายสำคัญของชาวไอยคุปต์

อารยธรรมแรกเริ่มที่สุดของโลกทั้ง 4 แห่ง ล้วนแล้วแต่เป็นอารยธรรมลุ่มแม่น้ำ ไม่ว่าจะเป็นอียิปต์ที่มีแม่น้ำไนล์ เมโสโปเตเมียที่มีไทกริสและยูเฟรติส อารยธรรมแถบอินเดียและปากีสถานมีแม่น้ำสินธุ และจีนโบราณมีแม่น้ำแยงซี นั่นก็เป็นเพราะว่า “น้ำจืด” คือปัจจัยสำคัญในการสร้างอารยธรรมของมนุษยชาติ

แม่น้ำไนล์ คือเส้นเลือดใหญ่สายสำคัญของชาวไอยคุปต์แต่ครั้งโบราณมาจนถึงปัจจุบัน ที่มาของภาพ

สำหรับชาวไอยคุปต์ แหล่งน้ำจืดสำคัญของพวกเขาก็คือ “แม่น้ำไนล์” ด้วยสภาพภูมิประเทศแบบทะเลทราย ดังนั้นอียิปต์โบราณจึงไม่ค่อยพึ่งพา “ฝน” และไม่มีพิธีกรรมหรือเทพเจ้าที่เกี่ยวข้องกับฝนโดยตรงมากนัก การไม่พึ่งพาฝนสะท้อนออกมาในสถาปัตยกรรมเกี่ยวกับบ้านเรือนของชาวไอยคุปต์ ด้วยว่าบ้านของพวกเขามักจะสร้างให้มีหลังคาแบนราบ ไม่ใช่หลังคาทรงจั่วดังที่เห็นกันชินตาในเมืองไทย นั่นก็เป็นเพราะว่าบ้านของพวกเขาไม่ต้องเสี่ยงกับฝนตกหนัก น้ำท่วมขังจนหลังคาถล่ม หมายความว่า “ฝน” ไม่ใช่แหล่งน้ำหลักของชาวไอยคุปต์ เพราะอารยธรรมนี้รุ่งเรืองอยู่ได้ด้วยน้ำจากแม่น้ำไนล์ที่ไหลบ่ามาท่วมเป็นประจำทุกๆ ปีนั่นเอง

นักอียิปต์วิทยาทราบดีว่าต้นกำเนิดที่แท้จริงของแม่น้ำไนล์นั้นมาจากทะเลสาบวิกตอเรีย (Lake Victoria) ทางตอนกลางของทวีปแอฟริกาตะวันออก บริเวณประเทศแทนซาเนีย อูกานดาและเคนยา ไหลขึ้นเหนือผ่านประเทศซูดานหรือดินแดนที่เรารู้จักกันในนามนูเบีย (Nubia) แล้วจึงไหลผ่าประเทศอียิปต์ออกเป็นสองฟากฝั่ง ก่อนที่จะไหลลงไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางตอนเหนือ แม่น้ำไนล์เป็นแม่น้ำที่ยาวเป็นอันดับต้นๆ ของโลกด้วยความยาวกว่า 6,650 กิโลเมตร ส่วนหลักๆ ของแม่น้ำไนล์ที่ไหลผ่ากลางประเทศอียิปต์นั้นแบ่งออกได้เป็นสองช่วง ดินแดนอียิปต์บนทางตอนใต้จะเรียกว่าเป็นช่วงหุบเขาไนล์ (Nile Valley) และดินแดนอียิปต์ล่างทางตอนเหนือก็จะเรียกว่าเดลต้า (Delta) เพราะว่าแม่น้ำไนล์ได้แผ่ขยายกิ่งก้านสาขาออกไปเป็นรูปพัดคล้ายคลึงกับอักษรกรีกเดลต้าที่เป็นรูปสามเหลี่ยม (∆) นั่นเอง


ไนโลมิเตอร์บนเกาะเอเลเฟนทีน ทอดลงไปยังแม่น้ำไนล์ นักบวชจะจดบันทึกระดับน้ำเอาไว้เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบและทำนาย
การไหลของแม่น้ำไนล์ในแต่ละปี ที่มาของภาพ


ความยาวของแม่น้ำไนล์ในช่วงของหุบเขาไนล์นั้นมีความยาวประมาณ 1,060 กิโลเมตร ส่วนในบริเวณที่เป็นรูปพัดนั้นกินอาณาเขตกว้างขวางถึงกว่า 22,000 ตารางกิโลเมตรเลยทีเดียว เป็นที่น่าสนใจว่าในอดีตส่วนที่แผ่ขยายออกไปเป็นเดลต้านั้น อาจจะเคยมีกิ่งก้านสาขาของแม่น้ำไนล์มากมายถึง 7 สาขาด้วยกัน
แต่ด้วยผลของการทับถมกันของตะกอนดินที่สูงขึ้น ส่งผลให้สาขาของแม่น้ำไนล์ในแถบเดลต้าที่พัดพาน้ำจากทะเลสาบวิคตอเรียออกไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียนลดลงเหลือเพียงแค่ 2 สาขาเท่านั้น ซึ่งก็คือ
สาขาดามิเอตตา (Damietta) และสาขาโรเซตตา (Rosetta) ที่ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน

ทุกปีประมาณกลางเดือนกรกฎาคม แม่น้ำไนล์จะไหลหลากท่วมเต็มสองฟากฝั่ง พัดพาดินสีดำอันอุดมสมบูรณ์มาให้กับชาวอียิปต์ เพื่อให้พวกเขาได้เพาะปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆ แต่ในช่วงที่น้ำท่วมเช่นนี้ ชาวไอยคุปต์ก็ไม่สามารถที่จะทำนาปลูกข้าวได้ ช่วงนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาหันไปรับใช้องค์ฟาโรห์ในการก่อสร้างวิหารและพีระมิด เมื่อน้ำที่ไหลหลากมาขนานใหญ่ในช่วงเดือนกรกฎาคมเริ่มล่าถอยกลับไปในช่วงประมาณเดือนตุลาคม ชาวไอยคุปต์ก็เริ่มเข้าสู่ฤดูเพาะปลูก พวกเขาก็เริ่มหว่านเมล็ดพันธุ์ธัญญาหารและถั่วชนิดต่างๆ ทั้งถั่วเลนทิว (Lentils) ถั่วฟาวา (Fava beans) ข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ที่ชาวไอยคุปต์ใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตขนมปังและเบียร์ซึ่งถือเป็นอาหารหลักของพวกเขา


เมื่อชาวไอยคุปต์เดินทางลงใต้ พวกเขาจะกางใบเรือเพื่อให้ลมเหนือช่วยขับเคลื่อนเรือไปตามแม่น้ำ ที่มาของภาพ

นอกจากนั้นในแม่น้ำไนล์เองก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วยปลานานาพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นปลาหมอเทศ (Tilapia)
ปลาดุก (Catfish) และปลากะพงแม่น้ำไนล์ (Nile Perch) ที่มีขนาดใหญ่ด้วยความยาวร่วม 2 เมตร หนักกว่า 200 กิโลกรัม แต่เป็นที่น่าเสียดายที่นักบวชแห่งไอยคุปต์นั้นอาจจะไม่ได้รับอนุญาตให้รับประทานปลา
ที่เรารู้ก็เพราะว่าเฮโรโดตัส (Herodotus) นักประวัติศาสตร์คนเก่งได้บันทึกเอาไว้ว่า “นักบวชไม่ได้รับอนุญาตให้ลิ้มลองรสชาติของปลา” เนื่องจากชาวไอยคุปต์เชื่อว่า ปลานั้นไม่สะอาดนั่นเอง


ชาวไอยคุปต์เชื่อว่าเทพเจ้าคนุมที่มีเศียรเป็นแกะ (ซ้าย) คือเทพเจ้าผู้ควบคุมการไหลของแม่น้ำไนล์ ที่มาของภาพ

การไหลบ่าของแม่น้ำไนล์ในช่วงเดือนกรกฎาคมก็ใช่ว่าจะคงที่เสมอไป น้ำที่ท่วมอย่างผิดปกติไม่ว่าจะมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ย่อมส่งผลเสียต่อชาวไอยคุปต์ทั้งสิ้น น้ำที่ท่วมมากเกินไปจะสร้างความเสียหายให้กับอาคารริมฝั่งแม่น้ำไนล์ ส่วนน้ำที่ท่วมน้อยเกินไปก็จะทำให้การเพาะปลูกไม่ได้ผลผลิตตามที่ต้องการ
ชาวไอยคุปต์จึงริเริ่มประดิษฐ์สิ่งที่เรียกว่า “ไนโลมิเตอร์” (Nilometer) ขึ้นมาเพื่อวัดระดับของแม่น้ำไนล์ และเพื่อประเมินความเสี่ยงของการไหลท่วมของแม่น้ำว่ามากเกินไปหรือน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเมื่อเห็นท่าไม่ดีก็จะได้จัดพิธีบูชาเทพเจ้าแห่งแม่น้ำไนล์ เพื่อให้แม่น้ำกลับมาไหลอุดมสมบูรณ์ตามเดิม (ซึ่งก็ไม่ได้ผลเสมอไป เพราะไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง) ชาวไอยคุปต์ไม่ทราบว่าแท้ที่จริงแล้วแม่น้ำไนล์ไหลหลากมาจากที่ใด พวกเขามีความเชื่อว่าเทพคนุม (Khnum) เป็นผู้ควบคุมการไหลของแม่น้ำไนล์อยู่ที่เกาะเอเลเฟนทีน (Elephantine) บริเวณแก่งน้ำตกที่หนึ่ง (1st Cataract) ทางตอนใต้บริเวณนครอัสวาน (Aswan) พวกเขาจึงสร้างวิหารบูชาเทพคนุมเอาไว้บนเกาะแห่งนี้ด้วย เพื่อสร้างความมั่นใจว่าแม่น้ำไนล์จะไหลหลากเป็นปกติทุกปี


ภาพวาดจำลองจากภาพบนผนังวิหารของชาวอียิปต์โบราณแสดงให้เห็นว่าชาวไอยคุปต์ขนย้ายเสาโอเบลิสก์ขนาดใหญ่ทางเรือ
ล่องไปตามแม่น้ำไนล์ ที่มาของภาพ


อีกหนึ่งความสำคัญของแม่น้ำไนล์ก็คือก็มันเปรียบเสมือน “ไฮเวย์” ของชาวไอยคุปต์นั่นเอง! เส้นทางสัญจรสำคัญของชาวไอยคุปต์นอกจากจะเดินเท้าและใช้ลาในการขนส่งสินค้าทางบกแล้ว แม่น้ำไนล์ยังเป็นทางด่วนสายสำคัญของพวกเขาด้วย แม่น้ำไนล์จะไหลจากทิศใต้ขึ้นไปยังทิศเหนือ ดังนั้นการล่องเรือจากทางใต้ขึ้นเหนือจึงเป็นการเดินทางล่องไปตามกระแสน้ำ ส่วนการเดินทางลงใต้คือการเดินทางทวนกระแสน้ำ แต่โชคดีที่ลมเหนือพัดลงไปทางทิศใต้ ชาวไอยคุปต์ที่ล่องเรือลงใต้จึงกางใบรับลมเพื่อให้เรือเดินทางทวนกระแสน้ำลงไปทางใต้ได้สะดวก ดังนั้นเรือถือเป็นพาหนะสำคัญของชาวไอยคุปต์ นอกจากใช้เดินทางแล้ว เรือยังใช้เป็นพาหนะสำหรับขนส่ง ทั้งหินที่ใช้ในการสร้างพีระมิดหรือเสาโอเบลิสก์ (Obelisk)
ต้นมหึมาที่ต้องตัดจากเหมืองหินในเมืองอัสวานก็ใช้เรือในการขนส่งขึ้นไปทางเหนือเช่นกัน


ถึงแม้ว่าเขื่อนสูงอัสวานจะสร้างคุณประโยชน์ด้านไฟฟ้าให้กับประเทศอียิปต์ แต่ก็ส่งผลกระทบต่อวงการโบราณคดีไม่น้อยเช่นกัน
ที่มาของภาพ


จะเห็นได้ว่าแม่น้ำไนล์มีความสำคัญกับชาวไอยคุปต์เป็นอย่างมาก น่าเสียดายเมื่อที่เขื่อนสูง อัสวาน (Aswan High Dam) สร้างเสร็จสมบูรณ์ในช่วงปี ค.ศ. 1968 วัฏจักรการไหลของแม่น้ำไนล์ก็ถูกทำลายลงไป แลกมาด้วยพลังงานไฟฟ้าราวหมื่นล้านกิโลวัตต์ต่อปี และการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำในทะเลสาบนัสเซอร์จนต้องเร่งขนย้ายวิหารกว่าสิบแห่งไปยังที่ปลอดภัย ถึงแม้ว่าการสร้างเขื่อนอัสวานจะได้คุณประโยชน์มาไม่น้อย แต่หลักฐานทางโบราณคดีที่ต้องสูญเสียไปจากการสร้างเขื่อนก็ประเมินเป็นมูลค่าไม่ได้เช่นกัน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website: https://www.ancient.eu/nile
Website: http://www.touregypt.net/egypt-info/magazine-mag05012001-magf4a.htm
Website: http://www.touregypt.net/featurestories/nile.htm
Website: http://www.historymuseum.ca/cmc/exhibitions/civil/egypt/
egcgeo3e.shtml

Website: http://www.ancient-egypt-online.com/river-nile-facts.html