Oriental World

"จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน" มันไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป

คำว่า "จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน" หรือในภาษาจีนคือ จงไท่อี้เจียชิน (中泰一家亲) เป็นคำพูดติดปากของคนไทยมายาวนาน เสมือนหนึ่งคำยืนยันว่าคนไทยกับคนจีนมีความแนบแน่น ไม่บาดหมางจนถึงขั้นฆ่าแกงกัน ต่างมีวัฒนธรรมที่ส่งเสริมกัน กลมเกลียวอย่างแนบสนิท ต่างจากคนจีนในประเทศอื่นๆ ที่มักจะถูกคนท้องถิ่นรังเกียจเดียดฉันถึงขั้นฆ่าล้างชุมชนกันเลยก็มี

แต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป

ผมได้มีโอกาสอ่านข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับความขัดแย้งจีน-สยาม หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากวารสาร The China Critic ฉบับ 2 มกราคม 1936 ช่วงเวลานั้น ไทยกับจีนยังไม่ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเต็มที่ เพราะจีนติดพันสงครามญี่ปุ่น ส่วนไทยก็ไม่ได้ใส่ใจมากนักและยังเอียงไปทางญี่ปุ่นด้วยซ้ำ พร้อมๆ กับกวาดล้างกระแสจีนนิยมในประเทศ ซึ่งเวลาเราพูดถึงการกดขี่คนจีนในไทยเรามักจะนึกถึงหลวงพิบูลฯ เป็นหลัก

แต่นอกจากหลวงพิบูลฯ ในวารสารนี้ ยังออกชื่อคนใกล้ชิดหลวงประดิษฐ์ฯ กับพระยาพหลฯ ด้วยน้ำเสียงไม่พอใจอย่างมากเพราะทั้งคู่มีเชื้อจีนแท้ๆ แต่สนับสนุนนโยบายกีดกันคนจีน โดยเฉพาะ นายหลุย พนมยงค์ น้องชายหลวงประดิษฐ์ ที่ต่อต้านจีนรุนแรงมาก


ภาพ - เจ้าสัวจีนที่เป็นขุนนางสยามและผู้ทรงอิทธิพลในหมู่คนจีนในสยาม ด้านบนคือ พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (พุก โชติกพุกกณะ) แต่งกายแบบตะวันตกกับแต่งกายแบบขุนนางจีน ที่มาของภาพ : จากหนังสือ Twentieth century impressions of Siam

สำหรับท่านที่ยังไม่ทราบ หลวงประดิษฐ์ฯ (นายปรีดี) มีบิดาแซ่ตั้ง (เฉิน) ตัวท่านเองมีชื่อจีน 2 ชื่อ คือ
เฉินเจียเสียงกับเฉินจางเม่า (陳嘉祥、陳璋茂) บรรพชนฝ่ายบิดาเป็นชาวกวางตุ้ง อพยพมาจากอำเภอเฉิงไห่ อันเป็นถิ่นฐานของชาวแต้จิ๋ว ส่วนพระยาพหลฯ มีทวดแซ่ลิ้ม (หลิน) บิดาเป็นชาวแต้จิ๋ว

นอกจากนี้ยังมีผู้กล่าวว่าจอมพลป.พิบูลสงครามมีเชื้อสายจีน และมีแซ่จีน คือ แซ่อู๋ (โง้ว) ชื่อว่า เปี๋ย
เรียกเต็มๆ คือ อู๋เปี๋ย (吴别) บรรพชนฝ่ายบิดาอพยพมาจากมณฑลกวางตุ้ง จริงเท็จประการใดต้องตรวจสอบกันต่อไป

ตามที่ผู้เขียน (หลินซีชุน) อธิบาย ผมพบว่ากระแสต้านจีนในสยามมีความยอกย้อนมาก เพราะชนชั้นนำในสยามทั้งก่อนและหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองมีเชื้อจีนเป็นจำนวนมาก แต่แทนที่จะช่วยลดกระแสกลับทำให้การต่อต้านรุนแรงขึ้น

สรุปแล้ว ผู้เขียนนบอกว่า การกดขี่จีนในสยาม ไม่ใช่การเผชิญหน้าระหว่างไทยกับจีน แต่เป็นคนจีนที่ถูกทำให้เป็นไทยกับคนจีนที่ยังถือตัวเป็นจีนในไทย

สาเหตุที่คนจีนในสยามลืมตัวเองว่าเป็นจีนและกลายเป็นไทยยิ่งกว่าไทยก็เพราะ...


ภาพ - คนจีนผู้ทรงอิทธิพลในสยาม ด้านขวาล่างคือนายเซียวฮุดเส็ง สีบุญเรือง ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์จีนโนสยามวารศัพท์
โรงพิมพ์ตั้งอยู่ถนนฮ่องกงแบ๊งค์ ปากคลองผดุงกรุงเกษม พระนครหลวงกรุงเทพฯ
ที่มาของภาพ : จากหนังสือ Twentieth century impressions of Siam


1. สมัยก่อนเวลาคนจีนออกจากประเทศ จะกลับเข้าไปอีกไม่ได้ เพราะถือว่าทำผิดกฎหมาย ต้องปักหลักในต่างแดนไปจนตาย รัฐบาลจีนจะมองว่าพวกนี้เป็นพวกไม่พึงปรารถนา ต่างชาติจะฆ่าทิ้งก็ไม่แยแส เช่น
คราวสเปนสังหารหมู่คนจีนที่มะนิลา และวิลันดาฆ่าหมู่ที่ปัตตาเวีย จีนนอกตายเป็นหมื่น พวกสเปนกับวิลันดากลัวจีนจะเคืองถึงกับแต่งตั้งทูตไปชี้แจง แต่ราชสำนักต้าชิงบอกว่า ฆ่าไปเถิดเราไม่แคร์ พวกนี้ไม่ถือเป็นคนจีนอีกแล้ว ด้วยเหตุนี้พวกจีนนอกจึงไม่รักรัฐบาลตัวเอง อีกทั้งสยามยังดูแลค่อนข้างดี เพราะตอนนั้นขาดแรงงาน คนจีนจึงกลายเป็นไทยโดยง่าย แถมยังไต่เต้าเป็นขุนน้ำขุนนางได้อีก

2. ตามธรรมเนียมจีนไม่นับถือพวกที่ทิ้งแผ่นดินบ้านเกิด ละทิ้งสุสานบรรพชน ถือเป็นลูกหลานไม่ดี จีนนอกที่กลับบ้านเกิดพร้อมลูกที่เกิดนอกจีน มักได้รับการดูถูกเหยียดหยาม หากจะเข้าชื่อในสกุลต้องเสียสินไหมเป็นเงินหลายร้อยเหรียญ แต่ถึงจะเสียเงินแล้วคนก็ยังดูถูก มักหาหญิงจีนแต่งงานด้วยยาก หากจะมีก็ต้องจ่ายสินสอดถึง 2 เท่าจากปกติ เพราะถูกกระทำย่ำยี ลูกจีนนอกจึงเลือกที่จะไม่กลับแผ่นดินบรรพชน
และปักหลักในที่ต่างแดนที่ตัวเองเกิด


ภาพ - พระอนุวัฒน์ราชนิยม (ฮง เตชะวณิช) นายอากรและเจ้าสัวใหญ่สมัยรัชกาลที่ 6 กับครอบครัวและคฤหาสน์
ปัจจุบันคือสถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชย ที่มาของภาพ : จากหนังสือ Twentieth century impressions of Siam

 
3. ไม่ยึดโยงวัฒนธรรมพ่อ (จีน) และถูกวัฒนธรรมแม่ (ไทย) กลืน ก่อนรัชกาลที่ 6 สยามมีโรงเรียนจีนน้อยมาก ทำให้ขาดการอบรมวัฒนธรรมพ่ออย่างเป็นรูปแบบ เมื่อจีนอพยพแต่งกับหญิงไทย ก็มักถูกข่ม เพราะธรรมเนียมไทยผู้หญิงเป็นใหญ่ในบ้าน และมักยกมรดกให้ลูกสาว จึงมักไม่อยากแต่งเข้าบ้านสามี ถ้าสามีจีนมีครอบครัวที่จีนอยู่แล้ว ภรรยาไทยจะพยายามให้สามีลืมความเป็นจีน เพื่อที่จะไม่ต้องแบ่งทรัพย์กับครอบครัวที่นั่น บางรายถึงกับจ้างมือสังหารฆ่าสามีจีนเพื่อจะเก็บทรัพย์เป็นของตัวแต่ผู้เดียว นอกจากนี้
คนจีนนอกและลูกจีนสยาม จะพยายามลืมความเป็นจีน และรับความเป็นไทย เพื่อจะได้ไต่เต้าเป็นใหญ่เป็นโตได้ง่ายในราชสำนัก

นี่เป็นเหตุผลของยุคก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อสังคมการเมืองเปลี่ยนแปลง สยามเริ่มมีคนมาก แรงงานจีนล้น คนไทยไม่มีงานทำ การจำกัดคนจีนจึงเริ่มขึ้น และรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ หลังปี 2475 เพราะการกวาดล้างคนจีนมักพ่วงกับการกวาดล้างคอมมิวนิสต์ อีกทั้งคนจีนยังรวมตัวกันเป็นสมาคมที่เข้มแข็ง
แต่มิใช่เพื่อต่อต้านรัฐบาลสยาม เพราะเป็นการรวมเพื่อช่วยกู้ชาติจากการรุกรานของญี่ปุ่น


ภาพ - โรงสีริมแม้น้ำเจ้าพระยา พร้อมด้วยภาพเจ้าสัวจีนผู้เป็นเจ้าของและผู้จัดการโรงสี โรงสีแห่งนี้จากคนในบังคับฝรั่งเศส
เกิดมีเรื่องราวกับพลตระเวน (ตำรวจ) ชาวสยาม จนเกิดเป็นเรื่องราวใหญ่โตขึ้น
ที่มาของภาพ : จากหนังสือ Twentieth century impressions of Siam


หากรัฐบาลสยามมองว่าคนจีนเป็นภัยคุกคามทั้งการเมือง อีกทั้งไทยยังนิยมญี่ปุ่น มองญี่ปุ่นเป็นฮีโร่และแบบอย่าง ในทางเศรษฐกิจก็รู้สึกไม่มั่นคงเพราะจีนคุมทุกอย่าง จึงสั่งปิดโรงเรียน สั่งให้เพิ่มโควต้าคนไทยในกิจการที่จีนเป็นเจ้าของ พยายามรวบกิจการข้าวมาเป็นของรัฐ เพราะอุตสาหกรรมโรงสีอยู่ในมือคนจีน การกดดันชาวจีนในไทย ทำให้จีนในแผ่นดินใหญ่ ถึงกับต้องคว่ำบาตรสินค้าไทยคือ ข้าว ส่งผลให้การส่งออกข้าวลดลง

สรุปอีกครั้งตามความเข้าใจของผู้เขียน (หลี่ซีชุน) ก็คือ การกดขี่จีนในสยาม ไม่ใช่การเผชิญหน้าระหว่างไทยกับจีน แต่เป็นเรื่องของคนจีนที่ถูกทำให้เป็นไทยกับคนจีนที่ยังถือตัวเป็นจีนในไทย

ฟังแล้งงงไหมครับ?