Oriental World

ชาวอารยันในอินเดียโบราณกับกำเนิดวรรณะ

“คนอื่น”
หากพินิจประวัติศาสตร์โลกดูแล้ว ท่ามกลางข้อมูลอันน่าเร้าใจและน่าพิศวง เราจะเห็นจุดเปลี่ยนมากมายไปหมด จากยุคนั้นไปยุคนี้ จากผู้ปกครองคนนั้นไปเป็นผู้ปกครองคนนี้ ผู้ชนะผู้แพ้สงคราม ฯลฯ

มีหลายต่อหลายครั้งการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ในประวัติศาสตร์โลกนั้นมาจาก “คนอื่น” ลองนึกถึงตัวอย่างเช่นประวัติศาสตร์การล่าอาณานิคมของชาวยุโรปในดินแดนอันห่างไกล การล่าอาณานิคมทำให้สินค้าและเทคโนโลยี (รวมทั้งโรคระบาด) จากยุโรปผู้ซึ่งเป็น “คนอื่น” เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของดินแดนอันห่างไกลเหล่านั้นไปอย่างมโหฬาร หากดูในประวัติศาสตร์ไทยยุคต้นรัตนโกสินทร์เรื่อยมา ชาวจีนอพยพจากทางจีนตอนใต้ ซึ่งก็เคยเป็นคนอื่น ได้ถือว่าเป็นกลจักรสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของสยามเติบโตประสานเข้าไปกับตลาดโลกได้อย่างรวดเร็ว

คนอื่นจึงมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ๆ หลายต่อหลายครั้ง ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ


อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ ช่วง 1900 ถึง 1300ก่อนคริสตกาลก่อนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่จากกลุ่มคนบนหลังม้า ที่มาของภาพ

ชาวอารยัน
หากกล่าวถึงประวัติศาสตร์อินเดียโบราณ อาจไม่มีคนอื่นไหนจะสำคัญต่อการเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ได้เท่ากับชาวอารยันอีกแล้ว

ชาวอารยันเป็นชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียน รุกรานเข้าไปในแถบลุ่มแม่น้ำสินธุ บริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียตั้งแต่ 1,750 ปีก่อนคริสตกาลเป็นอย่างน้อย แต่จุดเปลี่ยนแปลงที่ชาวอารยันได้กระทำหลักๆ
เกิดขึ้น 1,000 ปีก่อนคริสตกาลลงมา โดยพวกเขาขยายการรุกรานจากแคว้นปัญจาปไปทางตะวันออก

เหตุที่กล่าวว่าเป็นจุดเปลี่ยนแปลงหลัก เพราะว่าชาวอารยันมีเทคโนโลยีทางการทหารที่เหนือกว่าใคร
พวกเขาใช้ม้า ทั้งทหารม้าและรถศึกเทียมม้ารวมทั้งมีอาวุธที่เป็นเนื้อโลหะทั้งหมดนี้ทำให้ชาวอารยันมีกองทัพที่แข็งแกร่งและสามารถเดินทัพได้รวดเร็ว พวกเขาเป็นพวกเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ ต่างจากกลุ่มชนที่เพาะปลูกทำการเกษตรซึ่งจะต้องอยู่เป็นหลักแหล่ง ข้อได้เปรียบเหล่านี้ทำให้ชาวอารยันขึ้นเป็นชนชั้นปกครอง

ชาวอารยันมีวิธีคล้องช้างและควายเป็นของตน ยิ่งพวกเขาขยายอำนาจมาทางตะวันออกมากเข้าๆ เราก็จะเห็นวัวอยู่ในกองทัพของพวกเขามากขึ้นเท่านั้น แน่นอนว่านอกจากจะเป็นพาหนะแล้ว วัวยังเป็นอาหารของชนผู้เร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ด้วย

เมื่อชาวอารยันเดินทางไปยึดที่ใดได้ พวกเขาก็เรียนรู้เทคนิคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปั้นหม้อ ทอผ้า
งานช่างไม้ ฯลฯ จากชาวพื้นเมืองในแถบอายธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุนี้

เหล็กเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ชาวอารยันสถาปนาอำนาจขึ้นมาได้ ที่มาของภาพ

จุดเปลี่ยนเรื่องการจัดองค์กรทางสังคม
จุดที่สำคัญที่ชาวอารยันได้ริเริ่มก็คือ เมื่อพวกเขามีอาหารเพียงพอ ก็เริ่มนำอาหารนั้นไปแลกเปลี่ยนกับสินค้า และสินค้าที่ว่านี้ย่อมหมายรวมถึงแรงงานคนด้วย นี่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการจัดองค์กรทางสังคมของอินเดียโบราณ เพราะทำให้คนเริ่มถูกบังคับใช้แรงงานส่วนเกิน กล่าวคือแรงงานของคนถูกใช้ไปกับสิ่งที่เขาไม่ได้รับกลับคืนมา และทำให้วัฒนธรรมพื้นเมืองต่างๆ ของลุ่มแม่น้ำสินธุถูกชาวอารยันผสมผสานเข้าไปได้ โดยเฉพาะภาษาของพวกเขา


คัมภีร์ฤคเวท ซึ่งเป็นหลักฐานที่ทำให้เห็นเรื่องการจัดช่วงชั้นทางสังคมในอินเดียโบราณ ที่มาของภาพ

กำเนิดวรรณะ
วรรณะเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ว่าอันที่จริงแล้วมีลักษณะเช่นใด เมื่อชาวอารยันเปลี่ยนแปลงการจัดองค์กรทางสังคมที่ว่านี้แล้ว ได้เกิดการก่อตัวทางชนชั้นของผู้รับใช้ขึ้นคือทาส (สันสกฤต: dasa/दास)

ทาสในฐานะวรรณะไม่มีอำนาจตัดสินใจใดๆ และพวกเขาห้ามมีอาวุธอีกด้วย นอกจากจะแสดงให้เห็นว่าพวกเขาจะได้ไม่เป็นภัยต่อใคร ยังแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่มีสิทธิ์เหนือชีวิตของตนเองอีกด้วย เหล่าทาสห้ามมีทรัพย์สินใดๆ ทาสคนหนึ่งๆ จะเป็นสมบัติของนายชาวอารยันเช่นเดียวกับวัวตัวหนึ่ง ในคัมภีร์ฤคเวทเองก็มีปราฏว่าทาสและวัวนั้นมีค่าพอๆ กัน

ในช่วงแรกๆ นั้น ทาสยังถือว่าเป็นแรงงานกลาง แต่ต่อมาๆ ก็ค่อยๆ มีการจำกัดให้ทาสทำงานกับ
กลุ่มเจ้านายอารยันย่อยๆ สักกลุ่มหนึ่ง นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ความคิดเรื่องกรรมสิทธิ์ส่วนตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

เป็นที่สันนิษฐานว่า ทาสคือผู้ที่เป็นชาวพื้นเมืองของอินเดียทางเหนือนี้ และการรุกเข้ามาสู่ดินแดนแถบนี้ของชาวอารยันได้ก่อกำเนิดวรรณะขึ้น

“วรรณะ” นี้มีความหมายว่าสี และทาสก็คือผู้ที่มีผิวคล้ำ ส่วนนายชาวอารยันก็มีผิวสีสว่างกว่า


ยุคแห่งความก้าวหน้า สารานุกรมส่องยุคแสงสว่างทางปัญญา ทาสต้องปลดแอกหยัดยืน ที่มาของภาพ

พราหมณ์
สิ่งที่เป็นผลเปลี่ยนแปลงสำคัญเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงองค์กรทางสังคมในอินเดียตอนเหนือคือการเกิดวรรณะ โดยเฉพาะวรรณะพราหมณ์ถือว่าแทบจะเป็นวรรณะที่ผูกขาดพิธีกรรมของอินเดียต่อมาทั้งหมด
ในแง่นี้ถือว่าวัฒนธรรมอารยันในอินเดียอันเกี่ยวข้องกับวรรณพราหมณ์ค่อนข้างจะต่างจากวัฒนธรรมอารยันในที่อื่นๆ

ในที่สุดเราจะเห็นว่าค่อยๆ เกิดการแยกเป็นวรรณะสี่ พราหมณ์ กษัตริย์ ไวศยะ และศูทร ซึ่งสองวรรณะหลังนี้จะต้องตกอยู่ภายใต้สองวรรณะแรกเสมอไป

เมื่อความก้าวหน้ามาถึง
ฉันใดก็ฉันนั้น จุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์เกิดขึ้นสม่ำเสมอ เมื่อมีคนอื่นมาเปลี่ยนแปลงให้เกิดวรรณะ ก็จะมีคนอื่นๆ มาท้าทายเรื่องวรรณะนี้ต่อไป

เรื่องวรรณะคงจะอยู่ในลักษณะเช่นนี้จนกระทั่งประมาณศตวรรษก่อนหน้าจะเกิดยุคแสงสว่างทางปัญญา (The Enlightenment) ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของความก้าวหน้า (Progress) และจากนั้นมนุษยชาติก็จะลุกขึ้นประจัญบานกันด้วยพลังด้านหนึ่งที่ต้องการดำรงสภาวะการแยกวรรณะสูงต่ำดำขาวเช่นเดิมเอาไว้ และพลังอีกด้านหนึ่งซึ่งต้องการจะเปลี่ยนแปลงการจัดองค์กรทางสังคมเช่นนี้


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
D. D. Kosambi, An introduction to the study of Indian history (1975)