Armies Weapons and Warfare

ปฏิบัติการเอเรียล: ดันเคิร์กครั้งที่ 2 ของกองทัพพันธมิตร

เมื่อกองทัพพันธมิตร ถูกกองทัพเยอรมันล้อมเอาไว้ที่เมืองดันเคิร์ก ประเทศฝรั่งเศส ปฏิบัติการที่มีชื่อว่า “ไดนาโม” เริ่มขึ้นระหว่างวันที่ 26 พฤษภาคม ถึงวันที่ 4 มิถุนายน ค.ศ. 1940 มันคือปฏิบัติการอพยพทหารพันธมิตรทั้งของกองทัพอังกฤษ ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม และโปแลนด์ รวมกันแล้วกว่า 330,000 นาย
ข้ามช่องแคบกลับไปยังประเทศอังกฤษ มันเป็นการระดมกองเรือรบของราชนาวีอังกฤษและชาติพันธมิตร รวมถึงเรือโดยสารประเภทต่างๆ ของพลเรือน ที่พากันล่องเรือข้ามช่องแคบไปรับทหารเหล่านี้กลับมา
มันเป็นปฏิบัติการที่สำเร็จลงอย่างงดงามของกองทัพอังกฤษและชาติพันธมิตร แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าสงครามที่กำลังดำเนินอยู่นั้นจะยุติ

ทหารพันธมิตรเบียดเสียดกันอยู่บนเรือ เอสเอส กินเนียน ขณะแล่นกลับไปยังอังกฤษ ที่มาของภาพ

เมื่อกองทัพอังกฤษและชาติพันธมิตรอพยพจากดันเคิร์กได้ การรุกเข้าสู่ตัวประเทศฝรั่งเศสของกองทัพเยอรมันเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ แต่ในความเข้าใจของใครหลายๆ คนมักเข้าใจว่า กองทัพอังกฤษ
ทอดทิ้งเพื่อนร่วมรบชาวฝรั่งเศสให้เผชิญชะตากรรมอย่างเดียวดายบนแผ่นดินตนเอง ซึ่งแท้จริงแล้ว กองกำลังอังกฤษที่อพยพที่ดันเคิร์กนั้น เป็นแค่กำลังส่วนหนึ่งที่อังกฤษมีอยู่ในฝรั่งเศสเท่านั้น เพราะหลังจากเหตุการณ์ที่ดันเคิร์กจบลง ยังมีทหารอังกฤษยืนหยัดร่วมรบเคียงข้างสหายฝรั่งเศสอีกกว่า 140,000 นาย พวกเขายังรบต่อไปแม้กระทั่งฝรั่งเศสจะยอมแพ้ต่อเยอรมันแล้วก็ตาม

กองทัพเยอรมันรุกฝ่าแนวรับต่างๆ เข้ามาได้อย่างรวดเร็ว กองพลยานเกราะของเยอรมัน หรือที่รู้จักกันในชื่อ พันเซอร์ดิวิซั่น (Panzerdivision) เป็นหัวหอกหลักในการทะลวงแนวรับของฝรั่งเศสและอังกฤษ ยุทธวิธีการรบแบบบลิซคลีก (Blitzkrieg) ดูเหมือนเป็นสิ่งที่จะสามารถพิชิตฝรั่งเศสลงได้ในไม่ช้า
รถถังเยอรมันและฝรั่งเศสเข้าปะทะในหลายๆ สมรภูมิ แต่ความเหนือชั้นกว่าของหลักนิยมทางยุทธวิธี และ การที่รถถังเยอรมันมีวิทยุติดต่อสื่อสารกัน ทำให้พวกเขาทำลายรถถังฝรั่งเศสที่มีจำนวนมากกว่าลงได้อย่างไม่ยากเย็น

ทหารเยอรมันเคลื่อนพลสู่กรุงปารีส ที่มาของภาพ

ความปราชัยของกองทัพฝรั่งเศสเริ่มเด่นชัดมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ วันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ. 1940 แนวรับของกองทัพฝรั่งเศสที่แม่น้ำมาร์นถูกตีแตก หน่วยยานเกราะเยอรมันรุกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งข้ามแม่น้ำเซน เคลื่อนพลเข้าไปประชิดทางทิศตะวันตกของกรุงปารีส ท่าทีของรัฐบาลฝรั่งเศสเริ่มโน้มเอียงไปกับการขอเจรจากับฝ่ายเยอรมัน ประชาชนฝรั่งเศสต่างอกสั่นขวัญหาย ข้าศึกที่พวกเขาเคยคิดว่ามันสิ้นฤทธิ์ไปแล้วหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 วันนี้มันกลับมา และบุกเข้ามาจนถึงหน้าประตูกรุงปารีส
วันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ.1940 เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะจากการทำลายล้างของกองทัพเยอรมัน ที่เคยกระทำต่อเมืองต่างๆ ก่อนหน้านี้ มีการประกาศให้กรุงปารีสเป็นเมืองเปิด ห้ามมิให้ชาวปารีสขัดขวางหรือต่อต้านการเคลื่อนพลเข้ามาของทหารเยอรมัน

ทหารอังกฤษต่อแถวเดินขึ้นเรือ ณ ท่าเรือเมืองเบรสต์ ที่มาของภาพ

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ กองทัพอังกฤษจึงออกคำสั่งให้ กองกำลังรบนอกประเทศกองทัพอังกฤษ หรือ บริทิซ เอ็กซเพดดิชั่นนารี ฟอร์ซ หรือเรียกสั้นๆ ว่า บีอีเอฟ (BEF - British Expeditionary Force) ที่ยังทำการรบอยู่ในฝรั่งเศสทั้งหมด ถอนกำลังออกมาจากประเทศฝรั่งเศส ในขณะนั้นหน่วยทหารอังกฤษหน่วยต่างๆ กระจายกำลังกันอยู่ในเมืองแชร์บวกและคาบสมุทรบริทานี พวกเขาต้องรีบถอนกำลังออกไปให้เร็วที่สุด ก่อนที่กองทัพเยอรมันจะเคลื่อนพลตามมา แม้ทหารฝรั่งเศสหลายหน่วยจะยังคงยืนหยัดสู้รบต่อไป แต่หากรัฐบาลฝรั่งเศสประกาศหยุดยิง หรือ เจรจาสงบศึกกับเยอรมัน พวกเขาคงต้องยุติการรบต้านทาน และนั่นจะยิ่งเปิดช่องให้กองทัพเยอรมันเคลื่อนพลไล่ติดตามกองทัพอังกฤษได้อย่างรวดเร็ว ในครั้งนี้ฝ่ายเยอรมันก็คาดหวังว่า จะไม่ทำพลาดเหมือนที่ดันเคิร์กอีกเป็นอันขาด

กองทัพอังกฤษต้องการให้การอพยพครั้งนี้ รวดเร็วและเรียบร้อยเฉกเช่นที่ดันเคิร์ก ปฏิบัติการ เอเรียลอันเป็นชื่อของภารกิจ เริ่มต้นขึ้น ราชนาวีอังกฤษระดมเรือรบและเรือลำเลียงพลทุกลำที่เคยลำเลียงทหารหนีตายที่ดันเคิร์กมาแล้ว กลับมารวมกองเรือใหม่อีกครั้ง เพื่อไปช่วยทหารของตนออกมาให้ได้เฉกเช่นเดียวกับภารกิจครั้งที่ผ่านมา หน่วยทหารอังกฤษทุกๆ หน่วยได้รับคำสั่งให้ไปยังท่าเรือที่สำคัญต่างๆ ทั้งในเมืองแชร์บวก (Cherbourg) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศสและอยู่ใกล้กับเกาะอังกฤษมากที่สุด รวมถึงในคาบสมุทรบริทานี (Brittany Peninsula) ซึ่งเป็นแหลมยื่นออกไปทางตะวันตกของฝรั่งเศส
โดยเฉพาะในคาบสมุทรบริทานี มีท่าเรือสำคัญหลายท่าอยู่ในเมือง เซนต์มาโล (St Malo) เบรสต์ (Brest) และเซนต์นาแซร์ (St Nazaire)

ทหารอังกฤษที่เหนื่อยล้านั่งหลับอยู่ข้างๆ กองสัมภาระบนเรือ ที่มาของภาพ

ชาวฝรั่งเศสถึงแม้จะรู้ดีว่า ความปราชัยของประเทศชาติคงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่พวกเขายังหาญกล้าที่จะช่วยมิตรร่วมรบของตน เร่งรีบหนีออกไปให้พ้นเงื้อมมือพวกเยอรมันที่กำลังไล่ติดตามมา รถบรรทุกของหน่วยราชการฝรั่งเศสบางหน่วย หรือของพลเรือนฝรั่งเศสเอง ต่างลำเลียงทหารอังกฤษและชาติพันธมิตรไปยังท่าเรือ ระหว่างทางชาวบ้านฝรั่งเศสนำขนมปัง ผลไม้และน้ำดื่ม มามอบให้กับทหารพันธมิตร พวกเขาช่วยปฐมพยาบาลทหารที่บาดเจ็บและรีบเคลื่อนย้ายพวกเขาออกไปให้เร็วที่สุด

กองเรือของราชนาวีอังกฤษ แล่นออกจากฐานทัพเรือในเมืองพอร์ตสมัธ, เซาท์แธมป์ตัน และเวย์มัธ ในการนี้ กองทัพอากาศอังกฤษระดมอากาศยานทุกประเภท เข้าร่วมคุ้มกันกองเรือ มันคือสิ่งที่พวกเขาเคยทำสำเร็จมาแล้ว คราวนี้พวกเขาจะทำมันให้สำเร็จอีกครั้ง เรือพิฆาตนำหน้าขบวนเรือ และบางส่วนขนาบปีกทั้งสองข้างของขบวน เพื่อคุ้มกันกองเรือจากการโจมตีของเรือดำน้ำเยอรมัน


ทหารอังกฤษบนเรือกำลังมองดูโกดังสินค้าซึ่งถูกทำให้มอดไหม้อย่างจงใจ ณ ท่าเรือเมืองแชร์บวก ที่มาของภาพ

ที่ท่าเรือเมืองแชร์บวก วันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ. 1940 ยานเกราะและรถถัง รวมทั้งปืนใหญ่ รวมทั้งทหารที่บาดเจ็บถูกลำเลียงขึ้นเรือไปก่อน กองทัพอังกฤษไม่ต้องการทิ้งยุทโธปกรณ์อันมีค่าเหล่านี้ไว้ที่ชายหาดเฉกเช่นเคยทำที่ดันเคิร์ก ทหารราบจากกองพลทหารราบที่ 52 โลว์แลนด์ (52nd Lowland Division)
วางกำลังตั้งรับและคุ้มกันการถอนกำลัง ให้แก่กองพลยานเกราะที่ 1 นำรถถังและยานเกราะขึ้นไปบนเรือลำเลียง กระทั่งช่วงบ่ายวันที่ 18 มิถุนายน ทั้งกองพลก็ได้รับคำสั่งให้ขึ้นเรือ มีทหารกว่า 30,000 นาย อพยพออกไปได้

ขณะที่ท่าเรือเมือง แซงต์โล มีทหารกว่า 21,000 นาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหารแคนนาดา จากกองพลทหารราบที่ 1 ของแคนนาดา (1st Canadian Division) ต่างอพยพขึ้นเรือไปอย่างเป็นระเบียบ ในระหว่างวันที่ 17 ถึง 18 มิถุนายน ค.ศ. 1940 ระหว่างการอพยพอยู่นั้น เครื่องบินของกองทัพอากาศเยอรมันบินฝ่าเข้ามาโจมตีท่าเรือ แต่เครื่องบินรบของกองทัพอากาศอังกฤษ สามารถบินเข้าสกัดกั้นการจู่โจมครั้งนี้ได้ โดยไม่มีทหารคนไหนเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของเยอรมันเลยแม้แต่คนเดียว

ทหารอังกฤษเร่งรีบเดินเท้าไปขึ้นเรือ ที่มาของภาพ

ท่าเรือที่เมืองเบรสต์ การอพยพที่นี่ จำนวนเรือลำเลียงพลมีน้อย ดังนั้นทหารอังกฤษและพันธมิตรจึงจำใจต้องทิ้งอาวุธขนาดหนัก ยานพาหนะ รถเกราะ เอาไว้ที่ท่าเรือ ขณะเดียวกันแนวการรุกของเยอรมันกำลังพุ่งตรงมาที่ท่าเรือแห่งนี้ ดังนั้นพวกเขาจึงจำเป็นต้องเร่งรีบขึ้นเรือเป็นการด่วน การอพยพเริ่มขึ้นในระหว่าง
วันที่ 16 ถึง 17 มิถุนายน ค.ศ. 1940 มีทหารอังกฤษ 28,000 นาย ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นทหารอากาศอังกฤษ ซึ่งมีทั้งนักบิน ช่างเครื่อง และเจ้าหน้าที่ประจำตำแหน่งต่างๆ ในสนามบิน อพยพออกไป และทหารพันธมิตรชาติอื่นๆ กว่า 4,500 นาย ทั้งฝรั่งเศส โปแลนด์ เช็ก เบลเยี่ยม ก็ออกอพยพขึ้นเรือแล่นกลับไปยังอังกฤษได้สำเร็จ


ทหารอังกฤษและฝรั่งเศสหลังจากอพยพออกจากท่าเรือเมืองแชร์บวก ขณะกำลังมุ่งหน้ากลับไปยังอังกฤษ ที่มาของภาพ

นอกจากนี้ทหารอังกฤษและพันธมิตรที่รออพยพอยู่ท่าเรือต่างๆ ทั้งในเซนต์นาแซร์, ลาพาลิเซ่, เลอแวร์ดอง, บอร์โดซ ต่างก็อพยพออกไปได้สำเร็จ สรุปแล้วมีทหารและพลเรือนพันธมิตร ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส โปแลนด์ เช็ก เบลเยี่ยม รวมกันแล้วกว่า 191,000 คน อพยพกลับไปยังอังกฤษได้สำเร็จ แม้ทหารเยอรมันจะรีบเร่งเคลื่อนพลไล่ติดตามเข้ามา แต่กำลังทางอากาศของอังกฤษ ยิงกราดและทิ้งระเบิดขบวนยานเกราะเยอรมันเอาไว้ รวมทั้งทหารฝรั่งเศส และผู้รักชาติฝรั่งเศสจำนวนมาก รบหน่วงเหนี่ยวเวลาและขัดขวางการ
เคลื่อนพลของเยอรมันเอาไว้ได้ วันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 1940 มีการลงนามการสงบศึกระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมนี รัฐบาลวิซีฝรั่งเศส อันเป็นรัฐบาลหุ่นเชิดของเยอรมันในฝรั่งเศสได้รับการสถาปนา


หน่วยยานเกราะเยอรมันเคลื่อนพลไล่ติดตามอย่างกระชั้นชิด ที่มาของภาพ

นี่เป็นหนึ่งในปฏิบัติการ ที่กองทัพอังกฤษและพันธมิตร ต้องอพยพหนีตายกันอย่างเร่งรีบอีกครั้ง แม้มันจะไม่ใช่การรบที่พวกเขาสามารถกำชัยชนะเหนือข้าศึก มันเป็นเพียงแค่การหลบหนีข้าศึกกลับบ้าน แต่การหลบหนีไปในครั้งนี้ของพวกเขา เป็นเพียงการเริ่มต้นของการต่อสู้ที่ยาวนานกว่า 4 ปี ก่อนที่พวกเขาจะกลับมาใหม่ และล้างแค้นพวกเยอรมันอีกครั้งในวันดีเดย์

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website : http://dunkirk1940.org/index.php?&p=1_21
Website : https://wiki2.org/en/Operation_Ariel
Website : https://en.wikipedia.org/wiki/Operation_Ariel#Other_Atlantic_ports
Website : http://www.historyofwar.org/articles/operation_aerial.html
Website : https://en.wikipedia.org/wiki/Battle_of_France