World Clvilization

ไขปริศนาเทคโนโลยีลี้ลับ ตอนที่ 4 หลอดไฟฟ้าปริศนาของชาวไอยคุปต์?

ใต้ลงมาจากเมืองอไบดอสอันเป็นที่ตั้งของวิหารที่มีรูปสลักยานอวกาศลึกลับในครั้งก่อนลงมาเล็กน้อยบริเวณที่แม่น้ำไนล์โค้งตัวใกล้เมืองชื่อ “กีนา” (Qena) คือที่ตั้งของเมือง “เดนเดรา” (Dendera) วิหารแห่งนี้มีภาพสลักที่แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีลี้ลับอีกชิ้นหนึ่งของชาวไอยคุปต์ ที่ดูแล้วช่างคล้ายคลึงกับ
“หลอดไฟฟ้า” เป็นอย่างยิ่ง ครั้งก่อนเราอกหักกับเทคโนโลยีด้านอากาศยานกันไปแล้ว ครั้งนี้มาดูกันว่าเทคโนโลยีด้าน “ไฟฟ้า” จะหักอกพวกเราได้อีกครั้งหรือไม่ ถ้าพร้อมแล้วเรามุ่งไปที่วิหารเดนเดรากัน


วิหารเดนเดราสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพีฮาเธอร์ ภายในมีห้องใต้ดินที่ปรากฏภาพลึกลับดูคล้ายหลอดไฟ ที่มาของภาพ

วิหารแห่งเดนเดรา (Dendera) คือมหาวิหารที่บูชาเทพีเทพีฮาเธอร์ (Hathor) ตั้งห่างออกมาทางตอนเหนือของเมืองลักซอร์ (Luxor) ประมาณ 70 กิโลเมตร ตัววิหารโดดเด่นด้วยเสาทรงเทพีฮาเธอร์ประดับด้านหน้าถึง 6 เสา ด้านในมีห้องโถง ห้องเสาไฮโปสไตล์ ห้องบูชาด้านในอีกหลากหลายห้อง และที่สำคัญที่สุดก็คือ ห้องบูชาหลัก (Sanctuary) ของเทพีฮาเธอร์ ที่ประดิษฐานรูปสลักรวมทั้งเรือศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ในขบวนแห่ไปยังวิหารเอ็ดฟู (Edfu) ของเทพเจ้าฮอรัสซึ่งเป็นสวามีสุดที่รักของนาง โดยรอบของห้องบูชาหลักคือห้องบูชาขนาดเล็กที่รายล้อมห้องหลักเอาไว้ หนึ่งในห้องบูชาขนาดเล็กมีช่องทางเดินลงไปยังคูหาใต้ดิน (Crypt) และภาพที่ดูคล้ายหลอดไฟสุดล้ำของชาวอียิปต์โบราณก็สลักเอาไว้บนผนังของห้องใต้ดินนี้เอง

ถ้าอ้างอิงจากหนังสือชื่อ ดวงไฟแห่งฟาโรห์ (Lights of the Pharaohs) ของสองนักเขียนชาวออสเตรียได้กล่าวไว้ถึงภาพหลอดไฟในวิหารเดนเดราว่า ในภาพสลักรูปหลอดไฟนั้นประกอบไปด้วย ตัวนักบวชผู้ถือหลอดไฟที่มีส่วนประกอบของตัวหลอด พร้อมทั้งตัวปล่อยกระแสไฟฟ้าที่แสดงด้วยรูปงู ปลั๊กรูปดอกบัว ตามด้วยสายไฟและไอโซเลเตอร์ (Isolator) ที่แสดงด้วยภาพเสาดเจด (Djed Pillar) ด้านข้างยังมีเทพเจ้าถือมีด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ “ผู้นำแสงสว่าง” ในภาพสลักมีภาพของเทพเจ้าในท่านั่ง แสดงถึงกระแสไฟฟ้า และมีภาพของตัวจ่ายพลังงาน หรือที่เราเรียกกันว่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) อีกด้วย


โมเดลจำลองหลอดไฟฟ้าจากกลุ่มที่เชื่อว่าภาพสลักบนผนังวิหารคือหลอดไฟจริงๆ ที่มาของภาพ

ส่วนวิศวกรชื่อว่าดับเบิลยู การ์น (W. Garn) ก็ได้สนับสนุนแนวคิดนี้เช่นกัน แถมยังวาดแผนโครงสร้างของหลอดไฟฟ้าจากภาพบนผนังของวิหารเดนเดราเอาไว้ด้วย เขาเสนอว่า หลอดไฟแห่งเดนเดรานี้ ถ้ามีแท่งโลหะสองชิ้นเข้าไปสัมผัสกับแขนที่ชูขึ้นมาของเสาดเจดก็จะสามารถสร้างกระแสไฟฟ้าได้ ส่วนงูที่อยู่ในหลอดไฟก็จะทำหน้าที่เป็นลวดให้กระแสไฟฟ้าผ่าน (Filament) อสรพิษตัวนี้จะค่อยๆ เลื้อยตัวออกไปเรื่อยๆ เพื่อเพิ่มแสงสว่างให้มากขึ้น จนตัวของมันยาวเต็มหลอดไฟ แต่สุดท้ายแล้วแนวคิดทั้งจากหนังสือ “ดวงไฟแห่งฟาโรห์” และข้อเสนอของวิศวกรอย่างดับเบิลยู การ์น จะเชื่อถือได้ขนาดไหนกัน?

คำตอบก็ยังเหมือนเดิมคือ “เชื่อถือไม่ได้เลย” เพราะภาพที่ดูคล้ายหลอดไฟนั้นก็แค่ “คล้าย” ด้วยว่าจริงๆ แล้ว มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับหลอดไฟ หรือระบบไฟฟ้าใดๆ เลยน่ะสิ นอกจากนั้นแนวคิดที่การ์นนำเสนอมาก็ขัดแย้งในตัวของมันเองอีกด้วย เพราะถ้ามองที่ภาพหลอดไฟที่การ์นนำเสนอมานั้น ภาพของเสาดเจดชูแขนสองข้าง ที่เชื่อกันว่า ทำหน้าที่เป็นไอโซเลเตอร์นั้น ดูเหมือนว่าจะเข้าไปอยู่ด้านในของหลอดไฟ
และเมื่อฟิลาเมนต์หรือลวดรูปงูเลื้อยผ่านมาสัมผัส มันก็จะสามารถสร้างแสงสว่างได้ แต่แท้จริงแล้ว ภาพหลอดไฟแห่งเดนเดรานี้ มีถึง 6 หลอด และอีก 5 หลอดที่เหลือ ก็จะเห็นได้ชัดว่าภาพของเสาดเจด ไม่ได้เข้าไปในตัวหลอดแม้แต่น้อย เพราะมันเพียงแค่ค้ำอยู่ด้านนอกเท่านั้น แล้วถ้าหลักการทำงานของหลอดไฟคือ การสัมผัสให้ครบวงจร แล้วทำไมถึงมีภาพที่ครบวงจรแบบนี้เพียงแค่ภาพเดียวเองล่ะ?


ดับเบิลยู การ์น เสนอว่าหลอดไฟจะครบวงจรเมื่อแขนของเสาดเจดเข้าไปสัมผัสกับงูข้างในหลอดไฟ เพื่อทำให้ครบวงจร
(ดังเช่นแบบจำลองโมเดลที่แขนเข้าไปสัมผัสกับงูเช่นกัน) ที่มาของภาพ


ก็เพราะว่าภาพสลักนี้ไม่ได้หมายความถึงหลอดไฟน่ะสิ!

ข้อดีของภาพสลักที่ปรากฏในศิลปะอียิปต์โบราณก็คือ มันมักจะสลักอักษรภาพกำกับเอาไว้เสมอว่า ภาพที่ปรากฏอยู่นี้หมายถึงอะไร ใครกำลังทำอะไรอยู่บ้าง ซึ่งภาพของหลอดไฟในห้องใต้ดินก็มีจารึกสลักเอาไว้เช่นกัน จารึกในห้องใต้ดินกล่าวถึงวัฏจักรการโคจรของดวงอาทิตย์ที่กำลังหมดเวลาในวันสุดท้ายของปีเก่า และเตรียมเข้าสู่เช้าวันรุ่งขึ้นของปีใหม่ รวมทั้งการจัดงานพิธีเฉลิมฉลองแด่สุริยเทพ ซึ่งก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกับหลอดไฟแต่อย่างใด ดังนั้นการตีความที่ปรากฏในหนังสือ “ดวงไฟแห่งฟาโรห์” รวมทั้งแนวคิดสุดโต่งของวิศวกรอย่างดับเบิลยู การ์น นั้น ไม่มีอะไรตรงกับจารึกบนผนังห้องใต้ดินเลยสักนิดเดียว

ถ้าอธิบายตามภาษาอียิปต์โบราณที่สลักเอาไว้แล้วจะพบว่า ภาพวงรีที่เหมือนตัวหลอดไฟนั้นมีความหมายถึงท้องฟ้ายามรุ่งอรุณ ส่วนงูที่อยู่ด้านในคือ เทพเจ้าฮาร์ซัมตัส (Harsomtus) พระองค์คือร่างหนึ่งของ
เทพฮอรัส มีความเกี่ยวข้องกับพระอาทิตย์ในยามรุ่งอรุณตามความเชื่อของชาวกรีก-โรมัน ชาวอียิปต์โบราณในช่วงหลัง 300 ปีก่อนคริสตกาลเป็นต้นมามักจะแสดงภาพของเทพฮาร์ซัมตัสด้วยร่างของงู
และที่ชาวไอยคุปต์เชื่อมโยงอสรพิษเข้ากับพระอาทิตย์ยามรุ่งอรุณนั้นก็เพราะพวกเขาสังเกตเห็นว่า งูสามารถลอกคราบเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ ก็เลยจับมาเชื่อมโยงกับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของสุริยเทพยามรุ่งอรุณเสียเลย ส่วนเสาดเจดนั้นสื่อความหมายถึงความมั่นคง ในบางภาพแสดงให้เห็นเสาดเจดกำลังค้ำยันท้องฟ้ายามรุ่งอรุณ หรือบางภาพเสาดเจดก็เข้าไปค้ำยันงู ซึ่งหมายถึงเทพเจ้าฮาร์ซัมตัสด้านในท้องฟ้า ภาพนี้จึงเป็นการสื่อความหมายเชิงนามธรรมว่า สุริยเทพคือ ผู้ที่คงอยู่ไปชั่วนิรันดร์นั่นเอง


ภาพสลักหลอดไฟภาพอื่นๆ ดังเช่นภาพนี้กลับแสดงให้เห็นว่า มือของเสาดเจดและมือของบุรุษที่นั่งอยู่ในภาพ ไม่ได้เข้าไปแตะงูภายในหลอดไฟเลย นั่นจึงขัดแย้งกับแนวคิดของดับเบิลยู การ์น ที่มาของภาพ

ภาพท้องฟ้า งู และเสาดเจดมักจะตั้งอยู่บน “เรือศักดิ์สิทธิ์” ไม่ใช่สายไฟดังที่ได้รับการเสนอเอาไว้ เพราะจารึกบนผนังบอกเอาไว้ชัดเจนว่า ภาพทั้งหมดนี้เกิดขึ้นบน “เรือ” ซึ่งเป็นพาหนะยอดฮิตของชาวไอยคุปต์ ส่วนภาพของดอกบัวก็ไม่ใช่ปลั๊กไฟ แต่หมายความถึงดอกบัวโดยตรง สุดท้ายภาพสลักลึกลับบนผนังห้องใต้ดินในวิหารเดนเดราแม้ว่าจะมองดูแล้วคล้ายหลอดไฟฟ้าเพียงใด แต่แท้ที่จริงแล้วมันก็เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์พื้นฐานทางตำนานความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณเท่านั้น และความหมายของภาพก็ได้รับการจารึกเอาไว้ด้วยอักษรภาพบนผนังอย่างชัดเจนว่า มีความเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมการเดินทางเข้าสู่ปีใหม่ของสุริยเทพ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับหลอดไฟฟ้า หรือเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของชาวไอยคุปต์เลยแม้แต่น้อย

เนื้อหาของเทคโนโลยีลี้ลับที่ได้นำเสนอไปทั้ง 4 ตอน นำมาซึ่งข้อสรุปอันเป็นเอกฉันท์ว่า ภาพสลักและวัตถุปริศนาในโลกโบราณล้วนแล้วแต่เป็นเพียงแค่ภาพสะท้อนที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อในมุมมองใดมุมมองหนึ่งของชนโบราณเท่านั้น ถึงแม้ว่าภาพที่ปรากฏออกมาจะมีความคล้ายคลึงกับภาพของเทคโนโลยีล้ำยุคในสมัยของพวกเราเพียงใด ตราบเท่าที่ยังไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีที่ชัดเจนกว่านี้ออกมาสนับสนุน มันคงเป็นได้เพียงแค่การคาดเดาที่ไม่ใกล้เคียงความจริงของกลุ่มนักทฤษฎีสมคบคิดก็เท่านั้นเอง


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website: https://rampages.us/seabear420/2015/02/18/ancient-aliens-debunked-egyptian-light-bulb-video
Website: http://www.ancientegyptonline.co.uk/denderahlightbulb.html
Website: http://www.ancient-origins.net/ancient-technology/dendera-light-0081
Website: http://ahotcupofjoe.net/2016/11/dendera-light-bulb-and-bagdad-battery-nonsense
Website: http://www.thelivingmoon.com/43ancients/02files/Ancient_
Electricity_02.html

Website: https://www.express.co.uk/news/weird/649920/Rare-hieroglyphs-showing-Egyptians-with-electrical-light-bulbs-are-proof-of-time-travel