Armies Weapons and Warfare

ฟรีดริค เพาลุส จอมพลที่ถูกลืม

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพเยอรมัน ทั้งกองทัพบก ทัพเรือ และ ทัพอากาศ กองทัพของพวกเขามีทหาร นายทหาร นายพัน นายพล หรือ จอมพล ซึ่งมีผลงานการรบและการบัญชาการรบอันเป็นตำนาน และเป็นที่กล่าวขานกันมาโดยตลอด แม้หลังจากสงครามจะยุติลง เรื่องราวของพวกเขายังเป็นแบบอย่างให้กับการฝึกอบรมนายทหาร ในโรงเรียนทหารทั่วโลก โดยนำแนวคิดและวิธีการของพวกเขามาเป็นตัวอย่างในการสอน จอมพลผู้เป็นตำนานของกองทัพเยอรมันอย่างจอมพลแอร์วิน รอมเมิล หรือจอมพลอัลเบิร์ต แคสเซลลิ่ง ต่างได้รับการยกย่องชื่นชมทั้งจากมิตรและศัตรู นอกจากนี้ยังมีนายพลเยอรมันอีกหลายคนที่ได้รับการยอมรับในความสามารถและมีชื่อเสียง แต่ยังมีจอมพลของเยอรมันอีกคนหนึ่ง ที่ต้องประสบกับความพ่ายแพ้อย่างน่าอัปยศอดสู จากความดื้อดึงและความประมาทของผู้นำ ที่นำพาให้ทหารทั้งกองทัพละลายหายไป


จอมพลฟรีดริค ฟอน เพาลุส ที่มาของภาพ

ฟรีดริค เพาลุส เกิดในวันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 1890 ที่เมืองไบรเอิทเนา (Breitenau) ปัจจุบันเป็นเมืองหนึ่งในประเทศออสเตรีย เป็นบุตรชายของเอิร์นเนสและเบอร์ธ่า เพาลุส ในวัยเด็กของเขามีความปรารถนาอยากจะเป็นทหารเรือ เขาพยายามสอบเข้าเรียนต่อในโรงเรียนนายเรือ ของกองทัพเรือจักรวรรดิเยอรมัน แต่เขาก็ไม่สามารถสอบเข้าเป็นนักเรียนนายเรือได้เลย แม้จะพยายามมาหลายครั้งก็ตาม สุดท้ายเขาเบนเข็มชีวิตเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยมาร์บวก (Marburg University)


จอมพลเพาลุส ขณะเดินทางมาถึงบริเวณแนวรบทางใต้ ที่มาของภาพ

แม้การใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย จะเป็นสิ่งที่พ่อและแม่ของเขาต้องการให้เพาลุสเป็น มากกว่าการใช้ชีวิตในรั้วโรงเรียนทหาร แต่ความต้องการจากส่วนลึกในใจของเขา มันยังคงเรียกร้องให้เขาเป็นทหารไม่ว่าเหล่าทัพใดๆ ก็ตาม หลังจากทนเรียนมหาลัยแบบไร้จุดหมายมาหลายปี เขาตัดสินใจหยุดเรียนและสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพปรัสเซียน (Prussian Army) ในปี ค.ศ. 1910 ภายหลังจากการฝึกอบรมเขาได้รับการบรรจุอยู่ในหน่วย กรมทหารราบที่ 111 (111th Infantry Regiment) ชีวิตการเป็นทหารค่อยๆ เจริญก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ ไม่นานนักเขาก็ได้รับการเลื่อนยศเป็นร้อยตรี

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 เปิดฉากขึ้น กรมทหารราบที่เพาลุสสังกัด ถูกส่งไปแนวหน้าที่ฝรั่งเศส เข้ารวมรบในการศึกที่ โฟจเจส และบริเวณรอบๆ เมืองอาร์ราส ในฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ. 1914 หลังจากนั้นเขาถูกย้ายไปประจำอยู่ใน กองทัพน้อยอัลไพน์ (Alpenkorps) ในตำแหน่งฝ่ายอำนวยการ โดยเข้าร่วมรบทั้งในฝรั่งเศส มาซิโดเนีย รูมาเนีย และเซอร์เบีย จนกระทั่งสงครามยุติลงในปี ค.ศ. 1918 เขามียศเป็นร้อยเอก


ทหารเยอรมันกำลังรวมพลก่อนเข้าตีในมุมหนึ่งของเมืองสตาลินกราด ที่มาของภาพ

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติลง ร้อยเอกเพาลุสดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการกองพลน้อย ในยุคสาธารณรัฐไวร์มาร์ ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธคอยรักษาความสงบเรียบร้อยตามเมืองต่างๆ หลังจากนั้นเขาถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองร้อย ในกรมทหารราบที่ 13 (13th Infantry Regiment)
ที่เมืองสตุทการ์ท และจากช่วงปี ค.ศ. 1921 ถึง 1933 ภายหลังฮิตเลอร์และพรรคนาซีก้าวขึ้นมาปกครองเยอรมัน และสนธิสัญญาแวร์ซายที่ใช้บังคับเยอรมันถูกฮิตเลอร์ฉีกทิ้ง การฟื้นฟูกองทัพเยอรมันและการผลิตยุทโธปกรณ์ต่างๆ จึงเริ่มขึ้น เพาลุสได้รับการเลื่อนยศและดำรงตำแหน่งต่างๆ อีกหลายตำแหน่ง และยังได้มีโอกาสเป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยรบใหม่ ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาตามหลักนิยมการรบแบบเคลื่อนที่ หรือ Mobile Warfare นั่นก็คือ กองพันทหารราบยานยนต์ หรือ Motorized Battalion อันเป็นหน่วยรบเคลื่อนที่ซึ่งสามารถเคลื่อนพลไปยังแนวหน้า และประสานการรุกเพื่อเจาะแนวรับของข้าศึกพร้อมทั้งเข้ายึดที่หมายอย่างรวดเร็ว


ฮิตเลอร์กับเหล่าแม่ทัพขณะกำลังสนทนา หนึ่งในนั้นมีจอมพลเพาลุสรวมอยู่ด้วย (ตัวสูงทางซ้าย) ที่มาของภาพ

ในปี ค.ศ. 1935 เขาดำรงตำแหน่งเสนาธิการประจำศูนย์การทหารยานเกราะ และด้วยมันสมองกับประสบการณ์ของเขา ทำให้การพัฒนากองกำลังยานเกราะของเยอรมัน หลักนิยมและยุทธวิธีต่างๆ ถูกคิดค้นขึ้นมา และพัฒนาต่อยอดมาจนเป็นประโยชน์ต่อกองทัพเยอรมัน ในการทำสงครามยานเกราะในเวลาต่อมา บทบาทของเพาลุสในตำแหน่งเสนาธิการ ก็มีส่วนอย่างมากในการพัฒนากองกำลังยานเกราะของเยอรมัน

ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1938 เขาถูกย้ายไปดำรงตำแหน่ง คณะเสนาธิการของพลเอกไฮนซ์ กูเดอเรียน ในกองทัพน้อยที่ 16 (XVI.Armeekorps) ซึ่งกองทัพน้อยที่ 16 นี้ มีความพิเศษตรงที่ ทั้งกองพลในสายการบังคับบัญชาเป็นหน่วยทหารราบยานยนต์ รวมทั้งหน่วยยานเกราะ รวมกันอยู่ในกองทัพน้อยแห่งนี้ กระทั่งในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1939 เขาได้รับการเลื่อนยศเป็นพลตรี และย้ายไปดำรงตำแหน่งเสนาธิการกองทัพที่ 10 (10. Armee) ก่อนจะเปลี่ยนชื่อหน่วยมาเป็น กองทัพที่ 6 (6. Armee) และเป็นกองทัพหลักที่ร่วมบุกโปแลนด์ หลังจากนั้น กองทัพที่ 6 ถูกส่งไปยังแนวรบด้านตะวันออก เพื่อรุกเข้าสู่เนเธอร์แลนด์ และเบลเยี่ยม


การรบแบบบ้านต่อบ้านอาคารต่ออาคารในสมรภูมิสตาลินกราด ที่มาของภาพ

นายพลเพาลุส แสดงความโดดเด่นในการวางแผนและร่วมพิจารณาในแผนการรุกครั้งสำคัญต่างๆ มาโดยตลอด ความสามารถของเขาก็เป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆ นายทหารทุกๆ คน จึงทำให้เขาได้รับการเลื่อนยศเป็นพลโท ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1940 ไม่กี่เดือนหลังจากนั้นเขาได้รับการแต่งตั้งเป็นรองเสนาธิการกองทัพบกเยอรมัน ด้วยตำแหน่งนี้ ทำให้เขามีส่วนสำคัญในการร่างแผนยุทธการบาบารอสซา อันเป็นแผนการบุกสหภาพโซเวียตซึ่งกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้า

22 มิถุนายน ค.ศ. 1941 การรุกตามแผนยุทธการบาบารอสซา ก็เริ่มต้นขึ้น กองทัพเยอรมัน 3 กลุ่มกองทัพ รุกเป็นแนวรบประสานบุกตรงเข้าไปสู่ดินแดนอันกว้างใหญ่ของสหภาพโซเวียต กองทัพเยอรมันมีความมั่นใจอย่างมากว่า พวกเขาจะสามารถบดขยี้กองทัพแดงของสหภาพโซเวียต และยึดกรุงมอสโกเมืองหลวงของสหภาพโซเวียตให้ได้ก่อนฤดูหนาวจะมาถึง ตอนแรกทุกๆ อย่างเป็นไปด้วยดี การรุกของเยอรมันในแต่ละวันรวดเร็วและรุนแรงต่อทุกๆ แนวรับของโซเวียต เชลยศึกนับแสนและยุทโธปกรณ์โซเวียตจำนวนมากที่ถูกทำลาย ยิ่งทำให้ทหารเยอรมันมั่นใจในชัยชนะครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง

ในตอนนั้นนายเพาลุสยังคงอยู่ในกองบัญชา ร่วมเสนอ และวางแผนการรุกต่างๆ แต่เมื่อการต้านทานของโซเวียตเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นและประกอบกับฤดูหนาวที่มาถึง ทำให้การรุกของกองทัพที่ 6 เริ่มล่าช้าลง นั่นจึงทำให้ฮิตเลอร์สั่งปลดจอมพลวาลเธอร์ ฟอน ไรค์เคอเนา ออกจากการบังคับบัญชากองทัพที่ 6 และแต่งตั้งให้พลโทเพาลุสไปดำรงตำแหน่งแทน พร้อมทั้งเลื่อนยศเขาเป็นพลเอก นี่เป็นงานยากที่เพาลุสไม่เคยพบเจอ เพราะตลอดอายุการเป็นทหารของเขา เขาเคยบังคับบัญชาทหารในสนามรบในระดับกองพันเท่านั้น แต่ไม่เคยต้องมาบัญชาการกำลังทหารระดับกองทัพเช่นนี้เลย


จอมพลเพาลุสขณะกำลังถูกทหารโซเวียตสอบปากคำและถ่ายทำภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อ ที่มาของภาพ

ทันทีที่เขารับตำแหน่งกองทัพที่ 6 เขาได้รับคำสั่งให้เคลื่อนพลบุกไปยึดเมืองสตาลินกราด ตลอดทางสู่เมืองแห่งนี้ ทหารโซเวียตถูกสังหารและโดนจับเป็นเชลยจำนวนมาก มันทำให้เพาลุสรู้สึกมั่นใจในชัยชนะและศักยภาพของตนเองในการบัญชาการกองทัพที่ 6 รวมทั้งคำสั่งโดยตรงจากท่านผู้นำ ที่สั่งให้เขายึดเมืองแห่งนี้ซึ่งมีชื่อของผู้นำโซเวียตเป็นชื่อเมือง ถ้าหากเขาทำได้ จะยิ่งเป็นการสร้างผลงานดีเด่นให้เป็นที่ประจักษ์ และสร้างชื่อเสียงให้แก่ตัวของเขาอีกด้วย

การรุกของเยอรมันราบรื่นเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อพวกเขายกพลมาประชิดเมืองสตาลินกราด และค่อยๆ เคลื่อนพลทำลายการต้านทานของข้าศึก มันเป็นการรบในเมืองที่ยากลำบากอย่างมาก ประกอบกับทหารเยอรมันเริ่มอ่อนล้าและขาดแคลนเสบียงจากการที่กำลังบำรุงนั้น เคลื่อนตามการรุกของทหารเยอรมันไม่ทัน นั่นจึงทำให้ทหารเริ่มต่อสู้กับข้าศึกบนความขาดแคลน สิ่งที่เลวร้ายกำลังตามเข้ามากระหน่ำซ้ำเติม นั่นก็คือฤดูหนาวที่กำลังค่อยๆ คืบคลานเข้ามา มันจะยิ่งยากเป็นสองเท่าแก่กองทัพเยอรมันในการพิชิตเมืองสตาลินกราดท่ามกลางหิมะและอากาศหนาวเช่นนั้น


แถวเชลยทหารเยอรมันที่ยอมจำนน ที่มาของภาพ

พลเอกเพาลุสยังคงพยายามรักษาพื้นที่ทุกๆ หลาในเมืองสตาลินกราดเอาไว้ให้ได้ตามคำสั่งขอฮิตเลอร์
เขาร้องขอเสบียงและเครื่องกันหนาว รวมทั้งอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็น ให้เร่งรีบมาส่งให้แก่กองกำลังเยอรมันที่สตาลินกราดเป็นการด่วน ฮิตเลอร์รับปากว่าจะส่งทุกๆ สิ่งที่เพาลุสต้องการไปให้ แต่มันเหมือนคำสัญญาลมๆ แล้งๆ ที่ท่านผู้นำมีต่อเขา เพราะจนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีกำลังบำรุงที่เต็มอัตราตามจำนวนที่ขอไป
ถูกส่งมาถึงสตาลินกราดได้เลย

เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1942 กองทัพแดงเปิดฉากการรุกโต้ตอบตามแผนยุทธการยูเรนัส (Operation Uranus) ทำลายปีกทั้งสองข้างในแนวรบของกองทัพที่ 6 ลงได้ พร้อมทั้งเจาะแนวเข้ามาหลายร้อยไมล์ก่อนจะวกกลับเข้ามาบรรจบกันทั้งเหนือและใต้ ส่งผลให้กองทัพที่ 6 ถูกข้าศึกล้อมอยู่ในสตาลินกราด สถานการณ์ของกองทัพที่ 6 ของพลเอกเพาลุส หมิ่นเหม่จะถูกละลายอยู่ในวงล้อม พลเอกเพาลุสรวมทั้งจอมพลมันสไตน์ ผู้บัญชาการกลุ่มกองทัพใต้ (Armeegruppe Süd) เห็นพ้องต้องกันว่า กองทัพที่ 6 และ กำลังทหารของกลุ่มกองทัพใต้ จะรุกประสานเพื่อแหวกวงล้อมออกมาบรรจบกัน แต่แนวความคิดของพวกเขาทั้ง 2 กลับได้รับการปฏิเสธจากฮิตเลอร์ เขายังยืนกรานให้กองทัพที่ 6 รบรักษาเมืองแห่งนี้ต่อไป และเร่งเร้าให้ กองทัพต่างๆ ของกลุ่มกองทัพใต้เคลื่อนพลบุกฝ่าแนวรบเข้าไปช่วยกองทัพที่ 6 ที่สตาลินกราด


ชีวิตหลังสงครามของจอมพลเพาลุส ภาพถ่ายขณะกำลังปาฐกถาในกรุงเบอร์ลิน เยอรมันตะวันออก ที่มาของภาพ

ปี ค.ศ. 1954  กองพลต่างๆ ในกองทัพที่ 6 สูญเสียทหารไปเกือบครึ่งหนึ่ง อาวุธและยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่มีกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ใช้การไม่ได้ เนื่องจากขาดแคลนกระสุน น้ำมันเชื้อเพลิง และสภาพอากาศที่หนาวจัด นอกเหนือจากคมกระสุนของของกองทัพโซเวียตที่ปลิดชีพทหารเยอรมันแล้ว ทหารเยอรมันกำลังอดตาย หรือไม่ก็หนาวตาย พวกเขาต้องการจะตีฝ่าออกไปจากเมืองแห่งนี้ มากกว่าจะอยู่ที่นี่เพื่อรอวันเป็นศพ หรือไม่ก็เป็นเชลยศึก ปืนใหญ่และจรวดหลายลำกล้องของโซเวียต ยิงถล่มเข้ามาตลอดทั้งวันทั้งคืน บั่นทอนกำลังพลและกำลังใจในการรบของทหารเยอรมันให้ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ

เมื่อทุกๆ อย่างเลวร้ายถึงที่สุด ก็ยังมีคำสั่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าถูกส่งมาที่แนวหน้า “ให้กองทัพที่ 6 รบจนทหารคนสุดท้ายและกระสุนนัดสุดท้าย” นั่นหมายความว่า ฮิตเลอร์พึ่งจะออกคำสั่งแห่งความตายมอบให้แก่กองทัพที่ 6 ไป และยังเลื่อนยศพลเอกเพาลุสขึ้นเป็นจอมพล โดยหวังจะบีบให้เขาปลิดชีพตนเอง เพราะในประวัติศาสตร์เยอรมัน ไม่เคยมีจอมพลคนไหนยอมแพ้แก่ศัตรู แต่นายพลเพาลุสในฐานะ
“จอมพลหมาดๆ” นำกองทัพที่ 6 ทั้งหมดยอมแพ้แก่กองทัพแดง ในเมื่อไม่มีหนทางอื่นใดที่ดีไปกว่านี้อีกแล้ว รวมทั้งคำสั่งโง่ๆ และการเลื่อนยศจอมปลอมที่ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น การยอมจำนนดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้ วันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 1943 ทหารเยอรมันในกองทัพที่ 6 กว่า 91,000 นาย กลายเป็นเชลยสงครามภายใต้การควบคุมของกองทัพแดง ในจำนวนนี้มีเพียง 6,000 นายเท่านั้นที่รอดชีวิตกลับมาเยอรมัน

หลังจากนั้น จอมพลเพาลุสถูกควบคุมตัวไปสอบปากคำโดยทันที ระหว่างการสอบปากคำอยู่นั้น นายทหารโซเวียตที่สอบปากคำถามคำถามแก่เขาว่า ทำไมเขาถึงไม่ปลิดชีพตนเอง จอมพลเพาลุสตอบกลับมาทันทีว่า “ผมไม่ต้องการยิงตัวตายเพื่อเจ้าสิบโท (ฮิตเลอร์) คนนั้น” นอกจากนี้เขายังกล่าวถึงยศจอมพลที่เขาได้รับมาหมาดๆ ครั้งนี้ว่า “ดูเหมือนว่า นี่เป็นคำเชิญให้ผมฆ่าตัวตาย แต่ผมจะไม่ทำในสิ่งที่เขา (ฮิตเลอร์) ต้องการ” ก่อนที่กองทัพที่ 6 จะยอมจำนน จอมพลเพาลุสทำในสิ่งที่เขาต้องการอีกครั้งก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ทำ นั่นก็คือ เขานำแหวนแต่งงานใส่ซองจดหมาย แล้วมอบให้นักบินเครื่องบินลำเลียงลำสุดท้าย ที่กำลังออกไปจากสตาลินกราด ฝากนำแหวนวงนี้กลับไปให้ภรรยาของเขาที่บ้าน ซึ่งจอมพลเพาลุสพบหน้าภรรยาครั้งสุดท้ายในปี ค.ศ.1942 ช่างน่าเศร้าที่แม้เมื่อเขาได้รับการปล่อยตัวแล้วในปี ค.ศ.1949 ภรรยาของเขาก็เสียชีวิตลงระหว่างที่เขาถูกคุมขังในค่ายเชลยโซเวียต

ฝ่ายโซเวียตต้องการนำเขาเป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อ จอมพลเพาลุสปฏิเสธและยินดีให้นำเข้าไปประหาร แต่โซเวียตก็คุมขังเขาเอาไว้และพยายามหว่านล้อมให้เขาร่วมมือ จนกระทั่ง ภายหลังจากแผนลอบสังหารฮิตเลอร์ในวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1944 โด่งดังไปทั่ว เขาจึงเข้าร่วมกับ “คณะกรรมการแห่งชาติเพื่อการปลดปล่อยเยอรมัน” หรือ Nationalkomitee Freies Deutschland (NKFD) อันเป็นองค์การที่โซเวียตตั้งขึ้นมาโดยรวมเหล่าบรรดาบุคคลต่างๆ ของเยอรมัน ที่ไม่พอใจในการปกครองของฮิตเลอร์และพรรคนาซี พวกเขาเป็นกระบอกเสียงให้แก่การโฆษณาชวนเชื่อแก่ฝ่ายโซเวียต

เมื่อได้รับการปล่อยตัวในปี ค.ศ. 1949 เขาย้ายมาอยู่ที่เมืองเดรสเดน ในเขตของประเทศเยอรมันตะวันออก ทำงานในสถาบันวิจัยประวัติศาสตร์การทหาร แต่แล้วในปี ค.ศ. 1956 เขาป่วยเป็นโรคเส้นเลือดตีบ เขาต้องทนทรมานกับการรักษาตัวอยู่หลายเดือนจนกระทั่งร่างกายของเขาทนต่อไปไม่ไหว พอถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1957 เป็นเวลา 1 วันหลังการครบรอบ 14 ปี ของการยอมจำนนที่สตาลินกราด จอมพลที่ถูกลืมคนนี้ก็เสียชีวิตลง ญาติของเพาลุสก็ช่วยนำร่างของเขาข้ามมายังเยอรมันตะวันตก เพื่อฝั่งร่างเคียงคู่กับภรรยาของเขาในสุสานที่เมืองบาเดิน เคียงข้างกันตลอดไป


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
website : https://en.wikipedia.org/wiki/Friedrich_Paulus
website : https://www.britannica.com/biography/Friedrich-Paulus
website : https://www.rbth.com/arts/history/2017/08/28/why-was-nazi-field-marshal-paulus-on-the-soviet-payroll_829512
website : https://ww2db.com/person_bio.php?person_id=8
website : http://www.jewishvirtuallibrary.org/friedrich-paulus