Oriental World

หนานจิง ชัยภูมิกษัตริย์แต่แฝงความวิบัติ

หนานจิง หรือ นานกิง เป็นเมืองพิเศษ มีรังสีของความเป็นราชธานี แต่ขณะเดียวกันก็มักรั้งฐานะราชธานีไว้ได้ไม่นาน หลายครั้งเมืองแห่งนี้เป็นลานสังหารที่เลือดเจิ่งนองท้องช้าง บ้านเมืองพินาศย่อยยับ เช่น
การสังหารหมู่กบฏไท่ผิง หรือการสังหารหมู่นานกิงของญี่ปุ่น แต่ผู้คนก็ยังเลือกที่จะพำนักที่นี่ และใช้มันเป็นศูนย์กลางการปกครอง

เหตุใดจึงเป็นเช่นั้น?

ผมเคยคุยกับคนใกล้ชิดเรื่องหนานจิง ซึ่งเป็นเมืองที่สวยคลาสสิกน่าอยู่ แต่อีกฝ่ายบอกว่าไม่อยากอยู่อ้างว่าฮวงจุ้ยไม่ดี มีกลิ่นอายของความตาย ผมเองไม่มีความรู้เรื่องฮวงจุ้ย แต่นึกถึงเหตุสังหารหมู่เมื่อ 78 ปีก่อน กับการที่พระเจ้าหย่งเล่อ หมิงเฉิงจู่ทรงย้ายเมืองหลวงไปปักกิ่ง ก็นึกคล้อยตามว่าท่าจะจริง คนจีนบางคนก็เชื่อเรื่องนี้จนมองว่าหนานจิงมีฮวงจุ้ยไม่ดี หรืออย่างน้อยสู้ปักกิ่งไม่ได้

กิเลนศิลาประดับสุสานของพระเจ้าเฉินเหวินตี้ สมัยที่หนานจิงมีชื่อว่า เจี้ยนคัง ซึ่งกลุ่มสัตว์ศิลาประดับสุสานสมัยหนานเป่ย
ถือเป็นสมบัติล้ำค่าและสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองหนานจิง ที่มาของภาพ 


เมื่อจะพูดถึงเรื่องนี้ ต้องลองย้อนอดีตเมืองหนานจิงกันเสียก่อน เพราะมีประวัติยาวนานหลายพันปี
เปลี่ยนชื่อมาก็หลายครั้ง หนานจิงเป็นเมืองหลวงครั้งแรกในยุคอาณาจักรตงอู๋ (東吳) เมื่อ ค.ศ. 220 ซึ่งเป็นอาณาจักรของคนแดนใต้ในสมัยราชวงศ์ฮั่น ต่อมาปลายราชวงศ์ฮั่นเข้ายุคสามก๊ก ซุนกวนเลือกหนานจิงเป็นเมืองหลวง ให้ชื่อว่า เจี้ยนเย่ (建鄴) ต่อมาในสมัยราชวงศ์จิ้น พวกสุมาย้ายเมืองหลวงมาตั้งที่นี่ใช้ชื่อว่า เจี้ยนคัง (建康) ซึ่งเป็นชื่อของหนานจิงที่ใช้กันยาวนานที่สุดชื่อหนึ่ง หลังจากนั้นผ่านยุค 16 ราชวงศ์
ยุคหนานเป่ย ที่นี่เป็นเมืองหลวงหลายครั้ง จนสมัยราชวงศ์สุยเปลี่ยนชื่อเป็น เซิงโจว (昇州) ครั้นถึงสมัยราชวงศ์ถังเปลี่ยนชื่ออีกแล้ว คราวนี้เป็น จินหลิง (金陵)

พอสิ้นราชวงศ์ถังเข้าสู่ยุค 5 ราชวงศ์ 10 แคว้น เปลี่ยนชื่อเป็น เจียงหนิง (江寧) พอราชวงศ์ซ่งปราบยุควุ่นวายได้ ตั้งอาณาจักรเป่ยซ่ง ก็กลับไปใช้ชื่อเจี้ยงคังอีก หลังจากนั้นเมืองนี้ผ่านยุคหนานซ่ง ยุคราชวงศ์หยวน จนจูหยวนจางขับไล่พวกมองโกลไปได้ ตั้งเมืองหลวงที่นี่ ใช้ชื่อว่า อิ้งเทียน (應天) จัดการสร้างกำแพงเมือง วังหลวง อาคารบ้านเรือนใหญ่โตมโหฬาร จนอิ้งเทียนเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ระหว่างปี 1358 - 1425 มีประชากร 487,000 คน จนกระทั่งพระเจ้าหย่งเล่อ ย้ายเมืองหลวงไปปักกิ่ง
แต่นั้นมาอิ้งเทียนก็เปลี่ยนชื่อเป็น หนานจิง (南京) แปลว่า ราชธานีทางใต้ ล้อกับปักกิ่ง หรือเป่ยจิง ที่แปลว่า ราธานีทางเหนือ

แผนที่เมืองอิ้งเทียน หรือ หนานจิงสมัยราชวงศ์หมิง ส่วนที่เป็นพระราชวัง ต่อมาใช้เป็นวังสวรรค์ของพวกไท่ผิง
และทำเนียบประธานาธิบดีในสมัยหมินกั๋ว ที่มาของภาพ 


เมื่อสิ้นราชวงศ์หมิง เข้าสู่ยุคราชวงศ์ชิงกลับมาเรียกว่าเจียงหนิงอีก พอถึงปลายราชวงศ์ชิงเกิดกบฏไท่ผิง พวกไท่ผิงใช้เมืองนี้เป็นศูนย์กลางการปกครอง ตั้งชื่อว่า เทียนจิง (天京) หรือ ราชธานีสวรรค์ พอปราบพวกไท่ผิงลงได้ ก็ใกล้จะสิ้นราชวงศ์ชิงพอดี เมื่อเปลี่ยนการปกครอง รัฐบาลสาธารณรัฐเลือกที่นี่เป็นเมืองหลวง ใช้ชื่อหนานจิง เรียกแบบอังกฤษว่า นานกิง (Nanking) นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่หนานจิงได้เป็นเมืองหลวงของประเทศจีนทั้งประเทศในระยะยาว เพราะที่ผ่านมาเป็นเพียงเมืองหลวงของอาณาจักรในช่วงแตกแยก หรือเป็นศูนย์กลางการปกครองของทั้งประเทศเพียงชั่วระยะสั้นๆ

แต่วาสนาของของหนานจิงในฐานะเมืองหลวงก็ไม่ยาวไปกว่า 3 ทศวรรษ พอพรรคคอมมิวนิสต์สถาปนาขึ้นในปี 1949 ก็ประกาศให้ปักกิ่งเป็นเมืองหลวงนับแต่นั้นจนถึงวันนี้

ถามว่าสาเหตุใดกษัตริย์โบราณจึงเลือกหนานจิงเป็นศูนย์กลาง? ลองเปิดหนังสือดูกลับพบว่า ตำราฮวงจุ้ยโบราณยกย่องหนานจิงว่ามีชัยภูมิเป็นเลิศ คือป้องกันง่ายแต่รุกยาก มีราศีของราชธานี คือเป็นแผ่นดินที่ฮ่องเต้ทรงประทับ และเป็นตัวอย่างในตำราโบราณเวลาจะอ้างภูมิบ้านภูมิเมืองชั้นเลิศ มักจะใช้ลักษณะ
ฮวงจุ้ยของหนานจิงเป็นแบบอย่างในการอธิบาย อย่างเช่นแผนที่ที่ยกมาประกอบมาจากตำรา
ตี้หลี่เหรินจื่อซวีจือ อันเป็นตำราฮวงจุ้ยฉบับชาวบ้าน แต่งโดยซินแสสมัยราชวงศ์หมิง ระบุชัดเจนว่า
หนานจิงคือ ชัยภูมิของกษัตริย์ เหมาะจะตั้งราชธานี


สุสานหมิงเซี่ยวหลิง ของจูหยวนจาง ที่ภูเขาจื่อจินซาน เป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ ภูเขาจื่อจินซานเป็นชัยภูมิสำคัญของหนานจิง เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเมืองมาตั้งแต่สมัยสามก๊ก ที่มาของภาพ 

แม้แต่จูกัดเหลียงขงเบ้ง ก็เคยกล่าวไว้ว่า เมืองเกี๋ยนเงียบมีชัยภูมิของกษัตริย์ เพราะมีมังกรเขียวซ่อนอยู่ในภูเขาจงซาน มีพยัคฆ์ขาวหมอบอยู่ในปราการสือโท่วเฉิง เมืองเกี๋ยนเงียบก็คือ เมืองเจี้ยนเย่ อันเป็นชื่อเดิมของเมืองหนานจิง ซึ่งมีชื่อเรียกหลายชื่อมากนับแต่โบราณ

ว่ากันตามสถิติหนานจิงเป็นเมืองหลวงของ 10 ราชวงศ์ เป็นเมืองหลวงของกบฏไท่ผิง เมืองหลวงของสาธารณรัฐจีน เมืองหลวงของรัฐบาลหุ่นวังจิงเว่ย แล้วก็เป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐจีนอีกรอบ นับว่ามีศักดิ์และศรีไม่แพ้มหาราชธานีโบราณอื่นๆ ทั้ง 4 ของจีนโบราณ อันได้แก่ ฉางอัน ลั่วหยาง หนานจิง และปักกิ่ง

แต่ถ้าดูสถิติดีๆ จะพบว่า 10 ราชวงศ์ที่มาตั้งเมืองหลวงหนานจิงล้วนแต่อายุสั้น และจบไม่สวย บางรายจบเห่กันเลยทีเดียว พอเข้ายุคใหม่ ทั้งไท่ผิง ก๊กมินตั๋ง วังจิงเว่ย ใช้หนานจิงเป็นเมืองหลวงพบกับความพ่ายแพ้ย่อยยับ รายสุดท้ายคือ รัฐบาลก๊กมินตั๋งแพ้จนต้องหนีไปไต้หวันจนทุกวันนี้ เรียกได้ว่าเมืองนี้มีราศีกษัตริย์ก็จริง แต่ไม่เสถียรถาวรเท่าไหร่ แถมฮวงจุ้ยป้องกันง่าย รุกยากยังใช้ไม่ค่อยได้ผล เพราะหนานจิงถูกตีแตกง่ายๆ หลายครั้ง เช่น คราวญี่ปุ่นบุก พอบุกเขายังฆ่าคนทิ้งเป็นเบืออีก

ขณะที่ฉางอันกับปักกิ่ง พวกซินแสบอกว่ามีชัยภูมิกษัตริย์ก็จริง แต่เทียบไม่ได้กับหนานจิง อย่างปักกิ่งต้องก่อภูเขาเทียมด้านหลังพระราชวังกู้กง ส่วนที่ฉางอันภูเขาห่างจากตัวเมืองเกินไป ไม่พอดีเท่าหนานจิง แต่ปรากฏว่าเมืองขาดๆ เกินๆ อย่างนี้ เป็นราชธานีที่เข้มแข็ง และราชวงศ์ที่ปักหลักที่ 2 เมืองมีอายุยืนยาวกว่ามาก

บางท่านก็ว่าจริงๆ แล้ว ปักกิ่งมีพลังโอรสสวรรค์ รุนแรงกว่าหนานจิง จึงมีชัยภูมิราชธานีมากกว่า จูซี ปราชญ์สำนักขงจื๊อสมัยราชวงศ์ซ่ง กล่าวว่า หนานจิงมีภูมิกษัตริย์ แต่ก็ชมเชยว่า แถบปักกิ่งมีฮวงจุ้ยดีมาก เชื่อกันว่าถ้อยคำของ จูซี ทำให้ราชวงศ์หยวนเลือกที่จะตั้งปักกิ่งเป็นเมืองหลวงหลังล้มราชวงศ์ซ่งลงได้ และนับแต่นั้นก็เป็นเมืองหลวงมายืดยาว มาพักแค่ช่วงสั้นๆ ตอนจูหยวนจางตั้งราชวงศ์หมิงที่หนานจิง แต่ต่อมาไม่กี่ปีจูตี้ หมิงเฉิงจู่ทรงย้ายกลับไปปักกิ่งอีก

กองทัพต้าชิงบุกยึดเมืองจินหลิง หรือเทียนจิง หรือหนานจิง คืนจากพวกกบฏไท่ผิง ปี 1886 ที่มาของภาพ

ในช่วงเวลากว่า 1,800 ปีของหนานจิงในฐานะเมืองหลวง (ชั่วคราว) มีทั้งยุครุ่งเรืองและยุคอันนองเลือด
จะว่าไปแล้วผู้คนมักจดจำหนานจิงในฐานะลานประหารมากกว่าราชธานี ไม่ว่าจะเป็นการสังหารหมู่ และการฆ่าตัวตายหมู่ของพวกกบฏไท่ผิง เมื่อปี 1864 จนมีคนตายถึง 100,000 ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1937 – 1938 เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่นานกิงโดยกองทัพญี่ปุ่น มีคนตายไปอีก 300,000 - 350,000 คน

หลังล้มราชวงศ์ชิง รัฐบาลสาธารณรัฐกลับไปใช้หนานจิง (ทักษิณราชธานี) อีกรอบ แล้วตั้งชื่อปักกิ่ง
(อุดรราชธานี) ใหม่ว่า เป่ยผิง (อุดรสันติ คือปราบทิศอุดร ไม่รู้ว่าตั้งแก้เคล็ดหรือเปล่า) แต่รัฐบาล
หนานจิงก็ล้มไปในที่สุด ขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์ประกาศตั้งประเทศที่ปักกิ่ง ยืนยงคงกระพันมาจนถึงทุกวันนี้

อนึ่ง เล่ากันว่า พรรคคอมมิวนิสต์ก็ถือเคล็ดฮวงจุ้ย โดยปักหมุดอำนาจของพรรคไว้ที่แถบซีซาน คุนหมิง เพื่อหวังผลทางพิชัยสงคราม ซึ่งคุนหมิงถือเป็นเมืองที่มีฮวงจุ้ยดีที่สุดแห่งหนึ่งของจีน โดยเฉพาะแถบซีซาน

ส่วนตัวผมไม่รู้ว่าที่ไหนฮวงจุ้ยดีไม่ดี ได้แต่ว่าตามที่ปราชญ์โบราณท่านวิเคราะห์ อ่านเพลินๆ ครับ