Oriental World

เปิดตำนานลัญจกรโลโต ตราอูฐไม่ได้มีแค่ในเมืองไทย

แต่เดิมพระราชลัญจกรของพระเจ้าแผ่นดินสยาม มีทั้งตราแบบไทยและตราแบบจีน ตราแบบจีนได้รับพระราชทานจากฮ่องเต้จีนโดยตรง มีหลักฐานว่า ได้รับมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง ตราที่ได้รับมาเป็นรูปอูฐ หรือภาษาจีนกลางเรียกว่า ลั่วถัว (駱駝) ส่วนสำเนียงฮกเกี้ยนเรียกว่า โลโท ในราชสำนักสยามใช้ขุนนางจีนฮกเกี้ยนมาก จึงนิยมใช้สำเนียงฮกเกี้ยนไปด้วย แต่อาจจะเพี้ยนเล็กน้อย ตรานี้จึงเรียกว่า "ตราโลโต" หรือ "ตราพระราชลัญจกรมหาโลโต"

สมัยก่อนตราโลโตทำจากเงิน แต่สมัยกรุงเทพฯ เปลี่ยนเป็นหยกสีตองอ่อน และมีที่ทำด้วยทองคำเช่นกัน ตราสลักอักษรจีนไว้ว่า 暹羅國王之印 (เซียนหลัว กว๋อหวาง จือ อิ้น หรือ เสี้ยมหลอก๊กอ๋องจืออิ่น
ในสำเนียงฮกเกี้ยน) แปลว่า ตราพระราชลัญจกรกษัตริย์ประเทศสยาม อีกตราที่สำคัญรองลงมา คือตรามังกรหยก ทำจากหยกสีขาวที่จับเป็นรูปมังกรทองด้นเมฆ

วิธีการประทับพระราชลัญจกร คือ ใช้ตราโลโตประทับบนพระราชสาสน์อักษรจีน เสร็จแล้วม้วนไว้ในถุงตาดเอาไหมผูกปากถุง เอาครั่งผนึกปากถุง แล้วเอาตรามังกรหยกกับตราพระครุฑพ่าห์ประทับครั่งข้างละดวง


ตราพระราชลัญจักรแห่งอาณาจักรริวกิว เป็นตราโลโตเหมือนกับของสยาม สลักคำว่า หลิวฉิวกั๋วหวางจืออิ้น (琉球國王之印) 
เพียงแต่ตราโลโต หรือตราอูฐของริวกิวทำรูปอูฐเป็นทองคำโผล่มาแค่ครึ่งตัว ส่วนตราของสยามสลักจากหยก ที่มาของภาพ


ประวัติตราโลโต เริ่มขึ้นในสมัยหมิงไท่จู่ จูหยวนจางปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิง ในปีที่ 10 แห่งรัชสมัยหงอู่ ทูตสยามสมัยอยุธยาเดินทางไปถวายบังคม จึงทรงสั่งให้สร้างตราโลโตมอบให้กับพระเจ้าแผ่นดินสยาม แสดงฐานะว่า เจ้าแผ่นดินสยามเป็น "อ๋อง" หรือ "หวาง" ภายใต้อารักขาของ "หวางตี้" (จักรพรรดิ) ของเมืองเทียนเฉียว (เมืองฟ้า) ตราโลโตนี้ฮ่องเต้จีนจะพระราชทานให้เจ้าประเทศราชอื่นๆ ด้วย เช่น ริวกิว หรือหลวงพระบาง

ตราที่ได้รับมาครั้งแรกตรงกับสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ต่อมา ยังขอรับพระราชทานเรื่อยๆ เพราะถูกโจรยึดไประหว่างทางบ้าง ถูกพม่ายึดไปครั้งเสียกรุงบ้าง เจ้าแผ่นดินจีนยกย่องเป็นพิเศษจึงให้เพิ่มบ้าง เช่น สมัยสมเด็จพระนครอินทราธิราช หรือขอใหม่เพราะเปลี่ยนราชวงศ์ เช่น สมัยพระเจ้าปราสาททอง
ดังมีเนื้อความปรากฏใน "จดหมายเหตุจีน ว่าด้วยกรุงสยามแต่โบราณ" ว่า

ตราพระราชลัญจกรอาณาจักรล้านช้างหลวงพระบาง ที่มอบให้พระเจ้ากรุงหลวงพระบางโดยฮ่องเต้จีน เรียกว่า
หนานจ่างกั๋วกวางจืออิ้น (南掌國王之印) คำว่า "หนานจ่างกั๋ว" เป็นการถอดเสียงคำว่า ล้านช้างนั่นเอง ที่มาของภาพ


"แผ่นดินหงบู๊ ปีที่ 10 เตงจี๋ (ตรงปีมะเส็ง จุลศักราช 739) ซูมั่นบังอ๋องให้สี่จื๊อชื่อเจี่ยวหลกควานอินมาเฝ้า พระเจ้าไถ่โจ๊วฮ่องเต้มีความยินดี รับสั่งให้ยงไวล่าง (ขุนนางในกระทรวงแบบธรรมเนียม) ชื่อ อองหัง ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานในลีปู๋ (กระทวงแบบธรรมเนียม) ตอบราชสาสน กับตราไปให้อ๋องดวงหนึ่ง อักษรในดวงตรามีว่า เสี้ยมหลอก๊กอ๋องจืออิ่น (ตราของเสี้ยมหลอก๊กอ๋อง) แลประทานเครื่องยศกับค่าใช้จ่ายในระหว่างไปมาให้แก่สี่จื๊อเจี่ยวหลกควานอิน ตั้งแต่นั้นต่อไป ก็เรียกชื่อประเทศตามอักษรในดวงตราว่า เสี้ยมหลอก๊ก"

"จดหมายเหตุจีนว่าด้วยกรุงสยามแต่โบราณ" แปลโดย พระเจนจีนอักษร (สุดใจ ตัณฑากาศ) รวมอยู่ในประชุมพงศาวดารภาคที่ 5 สำนวนแปลของพระเจนจีนอักษรใช้สำเนียงจีนฮกเกี้ยน ซึ่งเป็นสำเนียงจีนหลักในราชสำนักสยาม เพราะเจ้ากรมท่าซ้าย ที่ดูแลการค้าขายกับจีนแต่โบราณมักเป็นคนฮกเกี้ยน เริ่มมาใช้คนแต้จิ๋วมากขึ้นในช่วงธนบุรีจนถึงยุคกรุงเทพฯ ด้วยเหตุที่คำแปลเป็นสำเนียงฮกเกี้ยน จึงขออธิบายชื่อเสียงเรียงนามเพิ่มเติมดังนี้

แผ่นดินหงบู๊ หมายถึง รัชสมัยหงอู่ (洪武) ตรงกับรัชกาลของพระเจ้าหมิงไท่จู่ จูหยวนจาง ในสำนวนแปลเรียกรัชกาลของพระองค์ว่า พระเจ้าไถ่โจ๊วฮองเต้

ซูมั่นบังอ๋อง หมายถึง พระเจ้านครสุพรรณบุรี โดยคำว่า "ซูมั่นบัง" เป็นการถอดเสียงคำไทยว่า สุพรรณ และส่วน "อ๋อง" หมายถึง เจ้าผู้ครอง

สี่จื๊อ หมายถึง บุตรชายคนโต ที่เป็นทายาทของบิดา ในที่นี้คือ องค์รัชทายาท

เจี่ยวหลกควานอิน หมายถึงเจ้านครอินทร์ หรือ สมเด็จพระนครินทราธิราช พระราชโอรสในเจ้าเมืองสุพรรณบุรี และเป็นพระราชนัดดาในสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ต่อมาเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 6 ของอาณาจักรอยุธยา


ภาพชาวสยาม จากสารานุกรมหลวงกู่จิน ถูซู จี๋เฉิง (古今圖書集成)เผยแพร่สมัยราชวงศ์ชิงระหว่างปี 1700 - 1725 ที่มาของภาพ

ในบันทึกนี้จะเห็นได้ว่า "เจี่ยวหลกควานอิน" ได้รับอภิสิทธิ์พิเศษจากราชสำนักจีน ถึงขั้นที่ได้รับพระราชทานตราลัญจกรพร้อมกับกำชับให้เรียกชื่อประเทศว่า "เสี้ยมหลอก๊ก" (เซียนหลัวกั๋ว) แต่นั้นมา จีนก็เรียกไทยว่า เสี้ยมหลอก๊ก โดยปรากฏชื่อบนตราโลโตนั่นเอง

ครั้นเสียกรุงครั้งที่ 2 ตราโลโตหายไปอีก จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงทรงได้ตรามาอีกครั้ง พร้อมกับตรามังกรหกจากราชสำนักต้าชิง แต่ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ก็ทรงขอใหม่อีกตราเพราะสิ้นแผ่นดินเดิมจะต้องมีการเปลี่ยนตราใหม่ รวมแล้วในบัญชีมีตราโลโต 4 องค์ เป็นรูปอูฐ 2 องค์ (ทองและหยก) และโลโตรูปช้างอีก 2 องค์ (ทองและเงิน) ตราโลโตที่ทำเป็นรูปช้างนั้นยังไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด

อย่างไรก็ตาม หลังสิ้นราชวงศ์ชิง กับการที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบความจริงว่า
จีนกดฐานะสยามเป็นประเทศราชมาโดยตลอด การใช้ตราโลโตก็ลดน้อยลงไป และยังทรงมีพระบรมราชโองการให้สร้าง "พระราชลัญจกรสยามโลกัคราช" เลียนแบบชื่อตรา "เสี้ยมหลอก๊กอ๋อง"
(โลกัก คือ หลอก๊ก ส่วน อ๋อง คือ ราช) แต่จริงๆ แล้วเป็นภาษาบาลีคำว่า โลก+อคฺค หรือ อัครราชาโลก


รูปจำลองของพระราชลัญจกรสยามโลกัคราช ที่มาของภาพ 

ตรานี้มีที่จับเป็นรูปช้าง แต่สลักอักษรขอมภาษาบาลีไว้ว่า...
สฺยามโลกคฺคราชสฺส (ใบประทับตรานี้)
สนฺเทสลญฺจนํ อิทํ (ของอัครราชาโลกสยาม)
อชฺฌาวาสฺสานุสาสกสฺส (ผู้ปกครองสั่งสอน)
วิชิเต สพฺพชนฺตุนํ (สรรพชนในแว่นแคว้น)

พระราชลัญจกรองค์นี้เป็นโลโตไทยแท้ ใช้สำหรับประทับใบพระราชทานที่วิสุงคามสีมา ส่วนตราพระราชลัญจกรมหาโลโตเดิมจากเมืองจีน ปัจจุบันนี้ไม่มีการใช้งานอีกต่อไป แต่ยังมีตัวอย่างการใช้งานอยู่ในคลังเอกสารราชการของจีนโบราณ ที่ไทเป หาดูได้ในเว็บไซต์ของรัฐบาลไต้หวัน