World Clvilization

ไขปริศนาเทคโนโลยีลี้ลับ ตอนที่ 3 อากาศยานดึกดำบรรพ์ของชาวไอยคุปต์?

สองตอนที่แล้ว เราบุกเข้าไปไขปริศนาเทคโนโลยีลี้ลับเกี่ยวกับการบินและยานอวกาศของดินแดน
“โลกใหม่” หรือทวีปอเมริกาทั้งกลางและใต้กันไปแล้ว ครั้งนี้ขอย้ายกลับมาที่โลกเก่าอย่างอารยธรรมอียิปต์โบราณกันบ้าง มีนักทฤษฎีสมคบคิดส่วนหนึ่งเสนอว่า บนผนังวิหารแห่งเทพเจ้าโอซิริส (Osiris) ที่สร้างขึ้นโดยฟาโรห์เซติที่ 1 (Seti I) ในเมืองอไบดอส (Abydos) นั้น มีภาพสลักที่คล้ายกับยานอากาศล้ำยุค บ้างก็ดูคล้ายกับเฮลิคอปเตอร์ปรากฏอยู่ด้วย ว่าแต่นี่คือ หลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีล้ำสมัยของ
ชาวไอยคุปต์จริงๆ น่ะหรือ? ครั้งนี้เรามาไขปริศนาเทคโนโลยีลี้ลับเรื่องนี้ไปพร้อมๆ กันเลย


ทางเข้าไปยังวิหารแห่งเทพเจ้าโอซิริสของฟาโรห์เซติที่1 ในเมืองอไบดอส ที่มาของภาพ

สำหรับใครที่อาจจะไม่คุ้นกับวิหารแห่งเทพเจ้าโอซิริสที่อไบดอส คงต้องขอเกริ่นแนะนำกันไว้คร่าวๆ
สักหน่อย วิหารแห่งเทพโอซิริส หรือบ้างก็เรียกว่า วิหารแห่งเซติที่ 1 นี้ ชาวกรีกเรียกว่า “เมมนอนเนียม” (Memnonium) ตัววิหารสร้างจากหินปูนสีขาวอย่างดี ส่วนกำแพงด้านนอกสร้างด้วยอิฐโคลน
(Mud-Brick) วิหารนี้ถือเป็นวิหารที่น่าประทับใจวิหารหนึ่งในดินแดนอียิปต์ โครงสร้างของวิหารเป็นรูปตัวแอล (L) ประกอบไปด้วยไพลอน ลานด้านหน้า 2 ชั้น ซึ่งนำไปสู่ห้องโถงเสาไฮโปสไตล์ ถัดจากห้องโถงเสาไปก็เป็นห้องบูชาเทพเจ้า แต่น่าเสียดายที่ในปัจจุบันไพลอนและลานด้านหน้าได้เสียหายไปมากแล้ว ภาพที่เราเห็นส่วนใหญ่ของวิหารแห่งนี้ก็จะเป็นทางเข้าสู่ห้องโถงไฮโปสไตล์ด้านใน จุดเด่นของวิหารแห่งนี้ที่น่าจะเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวก็คือ รายพระนามฟาโรห์ 76 พระองค์ ซึ่งไล่ตั้งแต่ฟาโรห์เมเนส (Menes) ซึ่งรวมอียิปต์บน-ล่างให้เป็นหนึ่ง มาจนถึงพระนามของฟาโรห์เซติที่ 1 แต่รายชื่อก็ไม่สมบูรณ์ครบถ้วน
เพราะชาวอียิปต์โบราณจงใจละเว้นรายพระนามฟาโรห์บางพระองค์เอาไว้ เช่น ฟาโรห์หญิงฮัตเชปซุต (Hatshepsut) รวมทั้งเหล่าฟาโรห์แห่งราชวงศ์อมาร์น่า (Amarna) เช่น อัคเคนาเตน (Akhenaten)
ตุตันคาเมน (Tutankhamen) และอัย (Ay) ดังนั้นใครจะไปหาชื่อฟาโรห์เหล่านี้บนผนังหายังไงก็ไม่มีทางเจอแน่นอน ส่วนห้องที่ปรากฏภาพปริศนาที่ดูคล้ายเฮลิคอปเตอร์ เรือดำน้ำ ยานอวกาศ และเครื่องบินนั้น
อยู่บนคานเสาของห้องโถงไฮโปสไตล์ ผู้อ่านลองดูภาพเหล่านี้ด้วยตัวเองอีกครั้งก็ได้ จะขยี้ตาอีกสักทีแล้วเพ่งอีกสักสองรอบ ก็เชื่อว่า ยังคงเห็นภาพสลักบนคานเสาเป็นภาพคล้ายเฮลิคอปเตอร์ เรือดำน้ำ
ยานอวกาศ และเครื่องบินอยู่ดีนั่นล่ะน่า


แผนผังวิหารแห่งเทพเจ้าโอซิริส ภาพอากาศยานลึกลับปรากฏบนคานเสาของห้องโถงไฮโปสไตล์หมายเลข 10 ในแผนผัง
ที่มาของภาพ


คำถามคือ ชาวอียิปต์โบราณมีเทคโนโลยีด้านการบินอันล้ำสมัยจริงๆ น่ะหรือ?

น่าเสียดายที่คำตอบยังคงเป็นคำว่า “ไม่ใช่” อยู่เหมือนเดิมนั่นล่ะ

จริงอยู่ที่วิทยาการของชาวอียิปต์โบราณจะก้าวหน้าถึงขั้นสามารถสร้างพีระมิดได้ สามารถสร้างวิหารใหญ่โต และตั้งเสาที่มีขนาดสูงใหญ่ได้โดยที่คนปัจจุบันยังไม่ทราบรายละเอียดว่า พวกเขาทำอย่างนั้นได้อย่างไร แถมพวกเขายังมีความรู้ในด้านของหลักเรขาคณิตอันซับซ้อน แต่อย่างไรก็ตาม จากจารึกที่พบตามผนังวิหารส่วนมาก พาหนะที่ใช้ในการเดินทางในสมัยนั้นก็หนีไม่พ้นรถม้าที่สร้างจากไม้ หรือเรือที่สร้างจากไม้และต้นกก แน่นอนว่า วัสดุเหล่านี้ไม่แข็งแกร่งพอที่จะนำมาสร้างเป็นอากาศยานให้ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าได้เป็นแน่ อีกทั้งยังไม่มีการค้นพบหลักฐานของเครื่องยนต์กลไกใดๆ ในอียิปต์โบราณอีกด้วย

คำถามสำคัญที่มองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือ เมื่อเราสังเกตจากรูปภาพที่จารึกเอาไว้ตามผนังวิหาร ส่วนใหญ่ก็จะแสดงภาพของการออกรบ โดยฟาโรห์จะทรงรถศึกออกไปต่อสู้กับเหล่าศัตรูต่างแดน ถ้าพระองค์มีเครื่องบินหรือยานพาหนะที่ล้ำสมัยแล้ว ทำไมพระองค์ถึงไม่ขับ
เครื่องบินออกไปรบล่ะ?


ภาพสลักบนคานเสาที่ดูคล้ายอากาศยานล้ำยุคในห้องโถงไฮโปสไตล์ ที่มาของภาพ

คำตอบง่ายๆ ก็คือ เฮลิคอปเตอร์ เรือดำน้ำ ยานอวกาศ หรือเครื่องบินที่ปรากฏบนคานเสานั้น มันไม่ใช่ภาพที่ชาวอียิปต์โบราณตั้งใจสลักเอาไว้จริงๆ น่ะสิ มันเพียงแค่ “ความบังเอิญ” ที่ลงตัวพอดีเท่านั้นเอง

เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ฟาโรห์องค์หนึ่งๆ จะขโมยผลงานของฟาโรห์องค์ก่อนหน้าเอาไว้เป็นของตัวเองด้วยวิธีการอันแสนง่าย นั่นก็คือ “สลักชื่อตัวเองทับลงไปบนชื่อเดิม” แค่นี้วิหารแห่งนี้ก็เปลี่ยนเจ้าของแล้ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับวิหารแห่งเทพเจ้าโอซิริสที่เมืองอไบดอสเช่นกัน เราทราบดีว่า ฟาโรห์เซติที่ 1
ริเริ่มสร้างวิหารแห่งนี้ขึ้นมา แต่คนที่เข้ามาต่อเติมและทิ้งชื่อของตัวเองเอาไว้ด้วยก็คือ ฟาโรห์รามเสสที่ 2 (Ramses II) โอรสของพระองค์นั่นเอง


ภาพฟาโรห์เซติที่ 1 ทรงรถศึกออกรบ ก่อให้เกิดคำถามว่า ถ้าพระองค์มีอากาศยานล้ำยุคแล้ว เหตุใดจึงไม่นำมาใช้ในการออกรบด้วย? ที่มาของภาพ

การตีความภาษาอียิปต์โบราณไม่สามารถมองเพียงแค่คำคำเดียวแล้วจะเข้าใจความหมายได้เสมอไป เพราะเราต้องตีความจากบริบทรอบข้างด้วย สังเกตเห็นว่า ก่อนหน้ารูปอากาศยานปริศนาเหล่านั้น
(ขวาสุดของประโยค) มีรูปของนกแร้งและงูเห่าปรากฏอยู่บนอักษรรูปครึ่งวงกลม ซึ่งอักษรภาพรูปนี้อ่านว่า “เนบตี” (nbti) หมายถึง พระนามแห่งสองสตรี (Two Ladies) ซึ่งเป็น 1 ใน 5 พระนามขององค์ฟาโรห์ ส่วนด้านหลังภาพเครื่องบินนั้นก็ประกอบไปด้วยภาพคล้ายต้นกกและรูปผึ้ง อ่านว่า “เนซู บิตี” (nsw bity) หมายถึง “กษัตริย์แห่งอียิปต์บนและอียิปต์ล่าง” ที่สำคัญก็คือ เราเห็นคาร์ทูชที่สลักพระนามของฟาโรห์เอาไว้ด้วย
จุดที่น่าสังเกตก็คือ มีพระนามของฟาโรห์ 2 องค์ซ้อนกันอยู่ในคาร์ทูชอันเดียว!



ภาพสลักเรือของเทพเจ้าในวิหารของฟาโรห์เซติที่ 1 แสดงให้เห็นว่าพาหนะส่วนใหญ่ของชาวไอยคุปต์ก็คือ เรือและรถศึก
ถ้าพระองค์มีอากาศยานใช้จริงๆ ก็ไม่ควรสลักไว้เพียงแค่ภาพเล็กๆ ภาพเดียวเท่านั้น ที่มาของภาพ


ทั้งสองพระนามที่ซ้อนกันอยู่นั้นล้วนแล้วแต่เป็นพระนามตอนขึ้นครองบัลลังก์ของฟาโรห์ผู้ก่อสร้างวิหารแห่งนี้ นั่นคือ ฟาโรห์เซติที่ 1 (เมนมาอัตเร: mn-mAat-ra) และฟาโรห์รามเสสที่ ๒ (อูเซอร์มาอัตเร
เซเทปเอ็นเร: wsr-mAat-ra stp-n-ra) โดยที่คำว่า “เร” หรือรูปพระอาทิตย์นั้น ฟาโรห์ทั้งสองพระองค์ใช้ภาพร่วมกัน ดังนั้นจึงสรุปได้ง่ายๆ เลยว่า ประโยคยาวๆ ตั้งแต่ภาพนกแร้งและงูเห่าเป็นต้นมา แท้ที่จริงแล้วจารึกถึง “พระนาม” ของฟาโรห์เอาไว้ และบริเวณที่เป็นภาพเฮลิคอปเตอร์ เรือดำน้ำ ยานอวกาศ และเครื่องบินก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า “พระนามแห่งสองสตรี” ของฟาโรห์สองพระองค์ที่ซ้อนทับกันอยู่ก็เท่านั้นเอง


ภาพจำลองแสดงให้เห็นว่าแท้ที่จริงแล้วภาพอากาศยานล้ำยุคเกิดจากการซ้อนทับกันของพระนามฟาโรห์สองพระองค์และการสึกกร่อนหลุดร่อนของหินก็เท่านั้นเอง ที่มาของภาพ

นักอียิปต์วิทยาทราบดีว่า พระนามแห่งสองสตรีของฟาโรห์รามเสสที่ 2 คือ “ผู้ซึ่งขับไล่คันศรทั้ง 9” และจารึกบนผนังก็แสดงให้เห็นขีดเส้นตรง 9 ขีด ซึ่งเป็นตัวแทนของคำว่า คันศรทั้ง 9 อยู่ใต้ภาพที่ดูคล้ายเฮลิคอปเตอร์ ส่วนพระนามแห่งสองสตรีของฟาโรห์เซติที่ 1 คือ “ผู้ซึ่งปกป้องอียิปต์และล้มล้างดินแดน
ต่างชาติ” และผนังตรงบริเวณขีด 9 ขีดที่เป็นพระนามของฟาโรห์รามเสสที่ 2 เราจะเห็นภาพภูเขา 3 ลูก
เป็นอักษรอียิปต์โบราณอ่านว่า คาสูท (xAswt) แปลว่า “ดินแดนของชาวต่างชาติ” ซ้อนทับอยู่ด้วยเช่นกัน

และเมื่อหินในบริเวณนั้นสึกกร่อนและหลุดร่อนออกไป ก็ทำให้มัน “บังเอิญ” ไปเหมือนกับเฮลิคอปเตอร์ เรือดำน้ำ ยานอวกาศ และเครื่องบิน ก็เท่านั้นเอง สุดท้ายแล้วเทคโนโลยีล้ำยุคทางด้านการบินของ
ชาวไอยคุปต์ก็สรุปว่า “ไม่มีอะไรในกอไผ่” ด้วยประการฉะนี้


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website: http://www.catchpenny.org/abydos.html
Website: http://www.handylore.com/a/debunking-the-abydos-helicopter-glyphs
Website: http://members.tripod.com/a_u_r_a/abydos.html
Website: http://raincool.blogspot.com/2010/05/helicopter-hieroglyphs-explained.html
Website: https://www.express.co.uk/news/weird/641465/Proof-of-time-travel-Riddle-of-planes-and-helicopter-found-in-Egyptian-hieroglyphs
Website: http://skeptophilia.blogspot.com/2011/12/ancient-egyptian-helicopters.html