Oriental World

จักรพรรดิเมจิ จากเด็กอ่อนแอสู่ผู้นำของจักรวรรดิญี่ปุ่น


ที่มาของภาพ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินและคุ้นชื่อ “ยุคเมจิของญี่ปุ่น” กันมาบ้าง ซึ่งปกติญี่ปุ่นจะตั้งชื่อยุคสมัยตรงกับ
ชื่อของจักรพรรดิ

สมัยเมจิ นับว่าเป็นยุคที่ญี่ปุ่นได้พัฒนาตนเองชนิดก้าวกระโดด จากชาตินักรบซามูไร กลับกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมหนัก มีแสนยานุภาพทางทหารระดับโลก กลายเป็นจักรวรรดิญี่ปุ่นที่แผ่อำนาจจนเกือบครองเอเชียทั้งทวีปมาแล้ว

จักรพรรดิเมจิ (Emperor Meiji) หรือ มุสึฮิโตะ จึงเป็นตัวแทนของความรุ่งเรืองสูงสุดช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ซึ่งหากมองย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น จะพบว่าจักรพรรดิของพวกเขามักเป็นเพียงสัญลักษณ์เชิงอำนาจเท่านั้น แต่ไม่ได้มีอำนาจแท้จริงในมือ และจะเคารพนับถือเสมือนสายเลือดบริสุทธิ์ของเทพเจ้า

แต่แล้ว จักรพรรดิเมจิได้ทำลายกรอบธรรมเนียมและความคิดที่ว่านั้นลง ด้วยการเป็นจักรพรรดิองค์แรก
ที่มุ่งมั่นศึกษาความรู้จากโลกตะวันตก รวมถึงนำทัพบัญชาการออกศึกด้วยตนเอง

แล้วยังมีเรื่องน่าสนใจคือ ในวัยเด็ก จักรพรรดิเมจิพระองค์นี้ กลับเติบโตและใช้ชีวิตมาโดยได้รับความกดดันทำให้กลายเป็นเด็กขี้ขลาด ต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวงว่าจะถูกทำร้าย และไม่ได้มีชีวิตที่สุขสบายเลยแม้แต่น้อย

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ก่อนอื่นต้องลองดูประวัติศาสตร์ในเวลานั้นด้วย

เนื่องจากมุสึฮิโตะเป็นจักรพรรดิที่เกิดและเติบโตมาในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศครั้งสำคัญที่สุด

จักรพรรดิเมจิ หรือ มุสึฮิโตะ ในวัยเด็กใช้ชื่อว่า เจ้าชายซาชิ (ซาชิโนะมิยะ) เกิดใน ค.ศ. 1853 ภายในบ้านหลังเล็กนอกราชำนัก เป็นโอรสของพระจักรพรรดิโคเมและพระสนมโยชิโกะ

เพียงแค่ปีเดียวที่เขาลืมตาดูโลก ญี่ปุ่นก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากการมาของเรือดำ นำโดย
นายพลแม็ทธิว เพอร์รี่ ทำให้ชาวญี่ปุ่นได้ทราบถึงสถานการณ์โลกภายนอกเป็นครั้งแรก ทำให้เกิดความต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศให้ทัดเทียมชาติตะวันตก และสิ่งที่กลุ่มนักปฏิวัติมองว่าเป็นอุปสรรคก็คือระบอบโชกุนของโทกุงาวะ

มุสึฮิโตะเกิดและเติบโตในช่วงเวลาของความขัดแย้งเหล่านี้ เขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่จักรพรรดิไม่ได้มีอำนาจอะไรมากไปกว่าสัญลักษณ์และตัวแทนของการบรวงสรวงเทพเจ้า ต้องอยู่ในราชสำนักที่ตึงเครียด ทำให้เขากลายเป็นคนขี้ขลาด

มีเรื่องเล่าว่า ในค.ศ. 1864 เมื่อครั้งที่กองทัพปฏิรูปของโจชูเคลื่อนพลเข้ามาที่เกียวโต หมายยึดพระราชวัง จนต้องทำศึกกับทัพของรัฐบาลโชกุน ได้มีการยิงปืนใหญ่เสียงดังสนั่น เด็กชายมุสึฮิโตะในวัย 12 ปี ตกใจเสียงปืนใหญ่จนเป็นลมสลบไป บรรดาผู้ติดตามเห็นสภาพเช่นนั้นจึงวิตกว่า อนาคตของสายเลือดจักรพรรดิคงจบสิ้นแน่ อีกทั้งพวกปฏิรูปก็พยายามที่จะชูธงว่าพวกตนสนับสนุนการคืนอำนาจให้องค์จักรพรรดิ
นั่นแปลว่าสถาบันที่ไม่เคยมีการแตะต้องมานานเกือบพันปีกำลังถูกดึงลงมาสู่เกมการเมือง และการชิงอำนาจอีกหน หลังจากที่ครั้งล่าสุดเคยช่วงชิงอำนาจกับตระกูลอาชิคางะแล้วพ่ายแพ้เมื่อหลายร้อยปีก่อน

จักรพรรดิโคเมย์จึงมีดำริให้หาอาจารย์ที่มีความสามารถหลากหลายคนให้มาสอนวิชาความรู้ และฝึกฝน
มุสึฮิโตะให้มีความเข้มแข็งขึ้นทั้งกายและใจ บ่มเพาะคุณสมบัติของการเป็นผู้นำ เพื่อเตรียมพร้อมที่จะขึ้นมาเป็นจักรพรรดิ และเพื่อให้ปกป้องสถาบันเอาไว้

กล่าวกันว่าสิ่งที่มุสึฮิโตะในวัยเยาว์ได้รับการพร่ำสอนอย่างเข้มข้นได้แก่ วิชาซูโม่ การฟันดาบ ขี่ม้า ยิงธนู เหล่านี้เป็นการสั่งสอนวิชาของจักรพรรดิตามจารีตดั้งเดิม แต่ก็ได้มีการหาผู้มีความรู้ในวิชาการตะวันตกมาสอนในเรื่องวิทยาการสมัยใหม่ด้วย เรื่องที่น่าทึ่งคือ ทั้งที่จักรพรรดิโคเมย์เกลียดชังชาวตะวันตกมาก
แต่พระองค์กลับให้พระโอรสได้ร่ำเรียนและศึกษาเรื่องของตะวันตกไว้ นับเป็นวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกลมากสำหรับเชื้อพระวงศ์ญี่ปุ่นที่อยู่ในสังคมปิดเช่นนั้น

การที่มุสึฮิโตะได้โอกาสเรียนรู้เรื่องของตะวันตก และวิชาการด้านเทคโนโลยี เป็นข้อได้เปรียบหนึ่งที่ทำให้ทรงมีเหนือกว่าฮ่องเต้กวางซวี่ของจีน แม้ว่ากวางซวี่ฮ่องเต้จะทรงมีแนวนโยบายในการปฏิรูป แต่ก็ไม่ได้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ทำให้การปฏิรูปล้มเหลว

อย่างไรก็ตาม ใน ค.ศ. 1867 องค์จักรพรรดิโคเมย์ทรงมีความขัดแย้งกับรัฐบาลบากุฝุที่ได้ทำสนธิสัญญา
ชิโมโนเซกิ ทำให้รัฐบาลยอมโอนอ่อนต่อชาติตะวันตก แต่ฝ่ายปฏิรูปโจชูและซัตสึมะมีความต้องการจะขับไล่ชาวตะวันตกตามแนวคิด “ซนโนโจอิ” นั่นคือ คืนอำนาจให้องค์จักรพรรดิ ขับไล่คนเถื่อน (ชาวตะวันตก) พระองค์จึงทรงมีพระราชโองการให้ขับไล่ชาวตะวันตกอย่างชัดเจน แต่แล้วพระองค์กลับทรงประชวรด้วย
ไข้ทรพิษแล้วสิ้นพระชนม์ลง การสิ้นลงอย่างกะทันหัน ทำให้ถึงขนาดมีข่าวลือว่าทรงถูกลอบปลงพระชนม์

จากนั้น มุสึฮิโตะในวัย 14 ปี ได้ขึ้นครองราชย์ต่อมา ทรงมีพระนามว่า “พระจักรพรรดิเมจิ”


ที่มาของภาพ

การขึ้นครองราชย์ของพระจักรพรรดิเมจิในระยะแรก ทรงคล้ายเป็นหุ่นเชิดทางการเมืองของแต่ละกลุ่ม อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มปฏิรูปของโจชูและซัตสึมะ แล้วพระองค์เองก็ทรงใช้พวกเขาให้เป็นประโยชน์เช่นกัน

ใน ค.ศ. 1868 เหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์เกิดขึ้น เมื่อกองทัพของรัฐบาลโชกุนพ่ายแพ้ให้ฝ่ายปฏิรูป
จากนั้นในวันที่ 6 เมษายน รัฐบาลใหม่ของคณะปฏิรูปได้ร่วมมือกับราชสำนัก ทำการฟื้นฟูอำนาจขององค์จักรพรรดิให้กลับคืนมาเป็นครั้งแรกในรอบเกือบพันปี มีการร่างพระราชโองการและพระราชกฤษฎีกาฉบับแรกในรัชสมัยเมจิ เรียกว่า กฎบัตรสัตย์ปฏิญาณแห่งคณะปฏิรูป (โกะคะโจ) โดยมีคณะผู้ร่วมการร่างคนสำคัญได้แก่ เจ้าชายอิวาคุระ โทโมมิ เจ้าชายซันโจ และ คิโดะ ทาคาโยชิ (คัตสึระ โคโกโระ) ผู้นำทางทหารของโจชู

โกะคะโจ เป็นการประกาศจุดยืนของการสร้างชาติญี่ปุ่นในสมัยใหม่ เปิดเสรีให้ผู้คนประกอบอาชีพได้อย่างอิสระ นับได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของญี่ปุ่น หลักการมีด้วยกัน 5 ข้อสำคัญ ได้แก่

1. จัดตั้งที่ประชุมงานแผ่นดิน ซึ่งทุกชนชั้นสามารถมีผู้แทนเข้าร่วมได้ และจะแสดงความคิดเห็นเช่นไรก็ได้
2. ความแตกต่างระหว่างชนชั้นจะถูกยกเลิกหรือลดช่องว่างลงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
3. ประชาชนทุกระดับ ต้องคำนึงถึงหน้าที่อันพึงมีต่อบ้านเมือง เมื่อชาติต้องการตัว ทุกคนจะเพิกเฉยมิได้
4. จารีตและประเพณีโบราณที่ไม่มีประโยชน์ให้ยกเลิกเสีย
5. นำวิชาความรู้และวิทยาการทั่วโลกเข้าสู่ประเทศ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

จักรพรรดิเมจิทรงลงพระนามในหลักการทั้ง 5 ข้อ และเป็นจุดเริ่มในยุคสมัยเมจิ

อย่างไรก็ตาม พระองค์ไม่ได้เสด็จฯ ออกนอกนครเกียวโตเลยตั้งแต่ขึ้นครองราชย์ พระองค์ยังทรงต้องใช้ความพยายามในทางการเมืองกว่าที่จะสามารถพ้นจากการครอบงำของขุนนางในรัฐบาลช่วงต้นรัชสมัย กระทั่งในฤดูใบไม้ร่วงของปีนั้น คณะรัฐบาลจึงทรงอัญเชิญพระองค์ให้เสด็จไปยังกรุงโตเกียว

จักรพรรดิเมจิทรงเสด็จพระราชดำเนินโดยมีไพร่พลในขบวนเสด็จฯ ครั้งนั้นมากกว่า 3,300 คน เหตุการณ์นี้นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายร้อยปีที่จักรพรรดิทรงแสดงพระราชอำนาจเช่นนั้น จึงกล่าวได้ว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของยุคเมจิเป็นต้นมา


ขบวนเสด็จของจักรพรรดิเมจิ ที่มาของภาพ

พระจักรพรรดิเมจิยังทรงดำเนินนโยบายหลายประการ ทรงมีความตื่นตัวและยอมรับวิทยาการจากโลกตะวันตก แล้วผสมผสานกับความเป็นญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว ในรัชสมัยของพระองค์ ญี่ปุ่นก็ผงาดขึ้นมาเป็นจักรวรรดิทางทหารและชาติอุตสาหกรรมหนักในที่สุด

พระองค์ยังทรงกินอยู่ด้วยความประหยัด ทรงมอบค่าใช้จ่ายส่วนพระองค์ช่วยเหลือทางการทหาร ทำให้กองทัพญี่ปุ่นเอาชนะกองทัพจีนได้

จักรพรรดิเมจิครองราชย์ราว 45 ปี จึงทรงประชวน และสิ้นพระชนม์ใน ค.ศ. 1912 นั่นเอง รวมพระชนมายุได้ 59 พรรษา ซึ่งสิ่งที่ทรงสนับสนุนและวางรากฐานไว้ในยุคนั้น ยังคงสืบทอดต่อมาถึงญี่ปุ่นในยุคปัจจุบันหลายๆ ด้านอีกด้วย


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
https://en.wikipedia.org/wiki/Emperor_Meiji