Oriental World

"ผี" ที่ต่อกรยากที่สุด

ผูสงหลิง (蒲松齡) เป็นนักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่สมัยราชวงศ์ชิง เกิดที่เมืองจือชวน ซึ่งปัจจุบันคือเมืองจือป๋อ มณฑลซานตง (เรื่องราวส่วนใหญ่ใน เหลียวไจฯ จึงมักมาจากซานตง) เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ปีค.ศ. 1640 เป็นเชื้อสายของตระกูลเจ้าที่ดินและนายวาณิชย์ตกยาก เคยสอบได้ในการสอบไล่ระดับภูมิภาค คือระดับอำเภอ ระดับเมือง และระดับเขต ถึง 3 ครั้งติดต่อกัน แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า ผูสงหลิง ถูกปฏิเสธมิให้เข้าสอบในระดับมณฑลครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งอายุได้ 70 ปี จึงได้เป็นเพียงบัณฑิตชั้นต้นหรือ “ซิ่วไฉ่” เท่านั้น เชื่อว่าคงถูกกลั่นแกล้ง หรือไม่ก็เป็นคนเถรตรงในหลักการ ไม่ยอมติดสินบน หรือเลียแข้งเลียขา
จึงไม่ได้เติบโตในหน้าที่การงาน

แต่เพราะความอับจนในหน้าที่การงานนี่เอง ทำให้งานเขียนของ ผูสงหลิง จึงมักกระทบกระเทียบความ
อยุติธรรมในระบบราชการ อย่างแหลมคม

ผลงานอันยิ่งใหญ่ของเขาคือ เหลียวไจจื้ออี้ (聊齋誌異) เป็นรวมเรื่องสั้นอันพิสดารพันลึกโดยเจ้าตัว
รวบรวมมาจากเรื่องเล่าของคนทั่วไป ถึงขนาดลงทุนตั้งเพิงน้ำชาใกล้กับธารน้ำพุหลิวในหมู่บ้านผู
โดยบริการน้ำชาแลกกับการเล่าเรื่องประหลาดๆ และแปลกหู จากนั้น เขาจะจดบันทึกไว้ รวมแล้ว
มีกว่า 500 เรื่อง หลายเรื่องดูเผินๆ เหมือนเป็นตำนานลี้ลับของพวกชาวบ้าน ที่ไร้สาระ แต่จิรงๆ แล้วมันแฝงไว้ด้วยนำเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทางการเอาไว้อย่างชาญฉลาด


ภาพเหมือนของผูสงหลิงในห้องรับแขกบ้านของเขา ที่มาของภาพ

แม้แต่ในยุคแรกที่พรรคคอมมิวนิสต์ปลดปล่อยประเทศ วรรณกรรมของผูสงหลิงก็ยังได้รับการศึกษากัน ทั้งๆ ที่เต็มไปด้วยเรื่องผีสาง นางไม้ นั่นเพราะผู้รู้ย่อมทราบว่า ภายใต้เปลือกของตำนานลี้ลับ มันคือเรื่องวิจารณ์สังคมโบราณอันคร่ำครึ

ในวรรณกรรมเรื่องบันทึกพิสดารจากห้องหนังสือ (เหลียวไจจื้ออี้) ของผูสงหลิง ส่วนใหญ่มีทั้งเรื่องผี
เรื่องประหลาดเหนือธรรมชาติ มีอยู่เรื่องหนึ่งทั้งสนุกทั้งสะท้อนใจยิ่งนัก ชื่อเรื่อง "สีฟางผิง"

พ่อของ สีฟางผิง เป็นคนซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา จึงเป็นที่ชิงชังของคนแซ่หยาง ซึ่งเป็นเจ้าสัวมีอิทธิพลในท้องถิ่น ต่อมาคนแซ่หยางตายไป แต่ไม่นานนักพ่อของสีฟางผิงล้มป่วยลงอาการปางตาย บอกกับคนในบ้านว่า ผีคนแซ่หยางติดสินบนเจ้าหน้าที่ในยมโลกให้โบยตีเขา ปรากฏว่าร่างกายเกิดเป็นรอยแดงเหมือนถูกทุบตีจริงๆ แล้วผู้เป็นพ่อก็ตายไป

สีฟางผิง คำเชื่อที่พ่อบอกเกิดความเคียดแค้นมาก บอกกับใครต่อใครว่า จะลงไปยมโลกเพื่อทวงถามความยุติธรรมให้พ่อ คนก็คิดว่าเขาบ้า แต่เขายอมฆ่าตัวตาย แล้วพาวิญญาณลงไปช่วยพ่อจริงๆ


หนังสือเหลียวไจจื้ออี้ฉบับพิมพ์รุ่นเก่า ที่มาของภาพ

เมื่อถึงแล้วพบว่าพ่อถูกพวกนายนิรยบาลที่เป็นผู้คุมคุกลงทัณฑ์อย่างโหดร้าย เพราะพวกผู้คุมก็ถูก
คนแซ่หยางติดสินบนให้ทำเช่นนั้น สีฟางผิง เดือดจัด ต่อว่าพวกผู้คุมว่าไร้ความยุติธรรม แล้วรีบไปแจ้งกับยมบาลประจำขุมนรกย่อย เทียบเท่านายอำเภอ ผีคนแซ่หยางเห็นเข้าก็รีบยัดเงินให้ยมบาลประจำขุมย่อยอีก ทำให้ยมบาลบอกกับสีฟางผิงอย่างเย็นชาว่า ช่วยไม่ได้ไม่มีหลักฐานยืนยัน

สีฟางผิง ยังไม่ละความพยายาม รี่ไปแจ้งกับยมบาลประจำขุมใหญ่ เทียบเท่าข้าหลวงมณฑล ต้องเดินทางนับร้อยลี้ รอนานนับสัปดาห์กว่ายมมบาลจะรับเรื่องร้องเรียน ครั้นรับแล้วกลับสั่งให้โบยเขา ด่าว่าไม่หยุดปาก แล้วส่งตัวกลับนรกขุมย่อย ยมบาลขุมย่อยก็จัดการลงทัณฑ์อย่างโหดเหี้ยมกับสีฟางผิง แต่ชายหนุ่มยังไม่ยอมรามือ จนยมบาลหวั่นใจ กลัวว่าเขาจะก่อเรื่องไม่หยุดหย่อนจึงสั่งให้ลูกน้องส่งวิญญาณกลับมาบนโลกอีก

สีฟางผิง กลับมามีชีวิตแต่ก็ยังไม่ยอมแพ้อีก คราวนี้ตัดสินใจลงไปฟ้องพญายมราช เจ้าแห่งนรกโดยตรง พวกยมบาลขุมย่อยขุมใหญ่ทราบเรื่องก็ลนลาน รีบส่งคนมาติดสินบนให้ยอมความ แต่เขาไม่ยอม อีกฝ่ายจึงรีบแจ้นไปมอบ "ของกำนัล" กับพญายมราชเสียเอง

ประตูทางเข้าบ้านของผูสงหลิง ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่มาของภาพ

เมื่อสีฟางผิงไปเข้าเฝ้าพญายมราชก็ถูกลงทัณฑ์อย่างหนัก เจ้าตัวร้องถามเจ้าแห่งนรกถึงความผิด เจ้านรกก็ทำเป็นหูทวนลม สั่งลงโทษต่อไป กระทั่ง สีฟางผิงต้องแสร้งทำเป็นยอมความ ไม่กล้าร้องเรียนอีก
พญายมราชจึงยอมปล่อยตัวกับมายังโลก พร้อมบอกว่า อย่าห่วงพ่อ เพราะส่งไปเกิดใหม่ในตระกูลที่ดีแล้ว
(ซึ่งหาใช่ความจริงไม่)

อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มไม่ยอมเชื่อ ระหว่างออกจากนรกกลับมายังโลก ก็หาทางลัดแอบไปยังสวรรค์เพื่อฟ้องร้องต่อเทพที่มีใจยุติธรรม เขาเดินร่อนเร่อยู่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน บังเอิญพบเทพองค์หนึ่ง ช่วยชี้ทางให้ไปพบเทพเอ้อร์หลังผู้ทรงธรรม เทพเอ้อร์หลังจึงเรียกตัวข้าราชการนรกมาทั้งหมดแล้วสั่งลงโทษอย่างสาสม ส่วนคนแซ่สีพ่อลูกก็ได้รับชีวิตคืนมาอีกครั้ง ทั้งยังมั่งคั่งร่ำรวยขึ้นทุกวัน ฝ่ายตระกูลหยางที่ผีเจ้าสัวไปก่อเรื่องติดสินบนนับวันยิ่งตกต่ำ กระทั่งต้องขายทรัพย์สินให้บ้านสกุลสี


ภาพประกอบหนังสือเรื่องพิสดารของผูสงหลิง เป็นภาพแม่พิมพ์ไม้แกะสลักสำหรับฉบับพิมพ์รุ่นเก่า ที่มาของภาพ

เรื่องผีเรื่องนี้ไม่น่ากลัว แต่สะท้อนกระบวนการยุติธรรมอันฉ้อฉล และระบบข้าราชการที่มีมลทินด้วยสินบน แสดงให้เห็นว่า ข้าราชการที่คดโกงน่ากลัวกว่าผี ส่วนข้าการฉ้อฉลในเมืองผีก็น่ากลัวไม่แพ้กัน (ที่จริงแล้วสิ่งที่น่ากลัวกว่าผีพวกนี้ คือสินบนและความละโมบ)

และหากจะสู้กับความฉ้อฉลของคนในร่างผี และผีในร่างคนจำพวกนี้ ต้องสู้ด้วยความมุ่งมั่นยอมถวายหัวแบบสีฟางผิงเท่านั้น

แต่มันน่าท้อใจ ที่น้อยคนนักจะมีพระเอกขี่ม้าขาวอย่างเทพเอ้อร์หลังมาช่วย เหมือนสีฟางผิงน่ะสิ