World's Famous People

โอกุสต์ ปาวี - วีรบุรุษนักสำรวจของฝรั่งเศส

เหรียญมีสองด้านเสมอ “วีรบุรุษ” ของประเทศหนึ่ง อาจเป็น “ตัวร้าย” ที่สุดของอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับนักเขียนประวัติศาสตร์ว่าต้องการให้คนในชาติมีแนวคิดอย่างไรต่อบุคคลที่ถูกกล่าวถึง

เชื่อว่า ชื่อของ “โอกุสต์ ปาวี” น่าจะเป็นวายร้ายทั้งของชาวลาว กัมพูชา เวียดนาม และชาวไทย เพราะเขาคือคนที่นำฝรั่งเศสเข้ามายึดดินแดนในอินโดจีน และอย่างที่กล่าวไปแล้ว “โอกุสต์ ปาวี” ในมุมมองของฝรั่งเศสกลับคือวีรบุรุษที่ช่วยขยายอาณานิคมฝรั่งเศสให้กว้างไกล เป็นนักบุกเบิกที่ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก เป็นผู้รอบรู้เกี่ยวกับอินโดจีน และเป็นนักต่อรองทางการเมืองระหว่างประเทศที่หาตัวจับยาก


ฌ็อง มารี โอกุสต์ ปาวี

“โอกุสต์ ปาวี” มีชื่อเต็มว่า “ฌ็อง มารี โอกุสต์ ปาวี” มีชีวิตอยู่ระหว่าง 31 พฤษภาคม ค.ศ. 1847 – 7 พฤษภาคม ค.ศ.1925 เขาเริ่มงานในไซ่ง่อนในตำแหน่งเสมียนสำนักงานโทรเลข แล้วก้าวหน้าขึ้นมาเรื่อยๆ ครั้งที่เข้ามาสยามครั้งแรกก็เข้ามาในฐานะผู้ช่วยงานสำรวจและติดตั้งอุปกรณ์โทรเลข ทำให้เขาได้เรียนรู้ภูมิศาสตร์ของสยาม เขาค่อยๆ ไต่เต้าจนกลายนักสำรวจผู้มีชื่อเสียง รู้ทะลุ)รุโปร่งตลอดดินแดนบริเวณฝั่งแม่น้ำโขง และเคยเป็นกงสุลฝรั่งเศสประจำกรุงเทพมหานคร เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ.1892

เขาคือต้นเหตุการณ์เสียดินแดนของสยามคือ “ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง” หรือ “เหตุการ์ ร.ศ.112 รวมถึงสงครามปราบฮ่อในตอนที่เสียดินแดนสิบสองจุไทและหัวพันห้าทั้งหก โอกุสต์ ปาวีก็เป็นตัวแทนของฝรั่งเศสในการเจรจากับทางสยาม เขามีอุดมการณ์อย่างแรงกล้าที่จะครอบครองดินแดนตลอดลำน้ำโขงไล่ขึ้นไปจนถึงทางตอนใต้ของจีน ซึ่งแต่เดิมเป็นดินแดนของสยามและประเทศราช


ฌ็อง มารี โอกุสต์ ปาวี

ช่วงนั้นโอกุสต์ ปาวี เป็นรองกงสุลฝรั่งเศสในหลวงพระบาง เขาออกอุบายและฉวยประโยชน์จากความอ่อนแอของสยามในการปกครองเมืองประเทศราช รวมถึงมีการบุกเข้ายึดครองดินแดนในลาวเป็นครั้งคราวของกบฏชาวเวียดนาม

เขาใช้ประโยชน์จากการนี้เข้าข้าง และอ้างว่าดินแดนเหล่านี้เป็นของเวียดนาม ความขัดแย้งดังกล่าวเริ่มลำดับขึ้น เมื่อข้าหลวงใหญ่อินโดจีนฝรั่งเศส “ฌอง เดอ ลาแนสซัง” ส่งโอกุสต์ ปาวี มาเป็นกงสุลยังกรุงเทพมหานครเพื่อเจรจานำลาวมาอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส ซึ่งรัฐบาลในกรุงเทพมหานครขณะนั้นมีความเชื่อว่ารัฐบาลอังกฤษจะสนับสนุน จึงปฏิเสธจะยกดินแดนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขงให้ กลับเสริมการแสดงตนทางทหารและการปกครองแทน

ต่อมา กงสุลฝรั่งเศสในหลวงพระบางชื่อ “มัซซี” เสียชีวิตลง ทำให้โอกุสต์ ปาวี ได้ขึ้นเป็นกงสุลฝรั่งเศสคนใหม่ ในเดือนมีนาคม 2436 ปาวีเรียกร้องให้สยามเคลื่อนย้ายที่มั่นทางทหารทั้งหมดบนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขงออกไป โดยอ้างว่าดินแดนนั้นเป็นของเวียดนาม และเพื่อให้คำขู่นี้ศักดิ์สิทธิ์ขึ้น ฝรั่งเศสจึงส่งเรือปืน "ลูแตง" มายังกรุงเทพมหานคร โดยลอยลำอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาติดกับสถานอัครราชทูตฝรั่งเศส


ยุทธนาวีที่ปากน้ำ

หลังจากนั้นฝรั่งเศสได้ยื่นคำขาดต่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้สยามยกดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงที่กำลังมีเรื่องพิพาทให้ฝรั่งเศสทั้งหมด เพื่อแลกกับการที่ฝรั่งเศสยอมถอนทหารออกจากเมืองจันทบุรีที่ตรึงไว้นาน 10 ปี โดยอ้างว่าเป็นหลักประกันให้ไทยจะทำตามสัญญา

13 กรกฎาคม 2436 (ร.ศ.112) ฝรั่งเศสส่งเรือรบ 2 ลำ คือ เรือแองกองสตองต์ (Inconstant) และ เรือโกแมต์ (Comete) โดยมีเรือสินค้า “เจ. เบ. เซย์” (Jean Baptist Say) เป็นเรือนำร่อง รุกล้ำฝ่าสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามา หมู่ปืนใหญ่ที่ป้อมพระจุลจอมเกล้าและหมู่เรือรบซึ่งเป็นแนวป้องกันของไทยได้ยิงสกัดถูกเรือสินค้าเสียหาย เรือรบของฝรั่งเศสจึงยิงตอบโต้ โดนเรือมกุฎราชกุมารของไทยเสียหาย เหตุการณ์นี้ทหารไทยเสียชีวิต 8 นายและบาทเจ็บ 40 นาย ส่วนทหารฝรั่งเศสเสียชีวิต 3 นายและบาดเจ็บอีก 3 นาย


จากนั้นเรือรบฝรั่งเศสทั้งสองก็แล่นฝ่าเข้ามาที่สถานกงสุลฝรั่งเศส ถนนเจริญกรุง ผลจากการปะทะกันครั้งนี้ ฝรั่งเศสได้บังคับให้สยามลงนามใน “สนธิสัญญาสันติภาพ” ในวันที่ 3 ตุลาคมปีเดียวกัน

ความสำเร็จและผลงานของ “โอกุสต์ ปาวี” ทำให้เขาได้ดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่ของดินแดนใหม่ และฝรั่งเศสได้สร้างอนุสาวรีย์รูปปาวีขณะได้รับการกราบไหว้จากชาย-หญิงลาว ตั้งไว้ที่กรุงเวียงจันทน์ ภายหลังเมื่อประเทศลาวได้รับเอกราช อนุสาวรีย์อัปยศ(คำของชาวลาว) ได้ถูกแยกชิ้นส่วนนำไปทิ้งแม่น้ำโขง และต่อมาสถานทูตฝรั่งเศสประจำกรุงเวียงจันทน์ได้กู้นำไปเก็บรักษาไว้ที่สถานทูต ส่วนรูปหล่อชาย-หญิงลาว นำไปเก็บรักษาไว้ที่สนามหน้าหอพระแก้ว กรุงเวียงจันทน์

#ประวัติศาสตร์อ่านง่าย #ประวัติศาสตร์โลก